หลักสูตรเรียนฟรี
เรื่อง/รูป โดย ข่าวสดออนไลน์ จากจุดเริ่มต้นอาชีพสุจริตทำมาหาเลี้ยงครอบครัวของ “สะเด่น-กานดา นามวงษา” บิดาและมารดาของคุณภัททิรา ชาวอุดรธานี เป็นธุรกิจเล็กๆ ทำกันเองในบ้าน ใช้กรรมวิธีการห่อแบบดั้งเดิมก็คือใช้มือ ห่อกันวันละประมาณ 100-500 ลูก ตกเย็นก็นำซาละเปาใส่รถกระบะไปเร่ขายตามงานวัด ขายดิบขายดีรู้จักกันพอสมควรในจังหวัดอุดรธานีสืบทอดมาจนถึงทายาทก็คือคุณภัททิรา แม้ธุรกิจซาลาเปาจะอยู่ตัว มีลูกค้ารู้จักเยอะ แต่ด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่ คุณภัททิราจึงพยายามมองหาช่องทางเพิ่มไลน์สินค้าใหม่ๆ มีการศึกษาหาข้อมูลอยู่ตลอดเวลา กระทั่งได้มีโอกาสไปอาศัยอยู่ที่ญี่ปุ่น ก็ไปพบเครื่องจักรสำหรับทำขนมโมจิ เธอจึงได้ไอเดียนำมาดัดแปลงเป็นเครื่องทำซาลาเปา จนเป็นเจ้าแรกของเอสเอ็มอีที่ใช้เครื่องจักรทำซาลาเปาและขนมจีบ ที่สำคัญคุณภัททิรามีความเก่งด้านการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นไส้ของซาลาเปาที่หลากหลาย รวมทั้งเรื่องของช่องทางและการตลาดยุคใหม่ เนื่องจากเครื่องจักรที่มีอยู่นั้นสามารถผลิตซาลาเปาได้ถึงวันละ 100,000 ลูก หลังจากไตร่ตรองอยู่ระยะหนึ่ง คุณภัททิราก็ตัดสินใจย้ายมาลุยธุรกิจซาลาเปาที่กรุงเทพฯ เพราะมั่นใ
ตั้งชื่อแฟรนไชส์ใน 3 วินาที! “ลูกชิ้นจัง” เปิด 7 ปี มี 600 สาขา “นักลงทุนบางคนที่อยากซื้อแฟรนไชส์ลูก ชิ้น จัง อาจมองว่าเราเรื่องเยอะ ก็ไม่ง้อ ไปแบรนด์อื่นได้ ถึงอย่างนั้นเรายังคงนโยบายเดิม คือ คัดเลือกลูกค้าอย่างเข้มข้น เราไม่ใช่แฟรนไชซี ที่ไม่มีความรับผิดชอบ ที่ได้เงินค่าแฟรนไชส์ไปแล้ว ก็ปล่อยปละละเลย ขายได้ไม่ได้ ก็ไม่สน” นี่เป็นคำพูด ของ คุณหน่อย – ภิรมย์นาถ สว่างล้ำ เจ้าของกิจการ ลูก-ชิ้น-จัง ซึ่งให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เกี่ยวกับทิศทางการเติบโตของแฟรนไชส์ ซึ่งล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว มีอยู่ในความดูแลถึง 600 สาขา นั้นว่า ยังอยู่ครบ อยู่ดี และเติบโตขึ้นตามลำดับแบบช้าๆ แต่ว่ามั่นคง โดยปัจจุบันมีจำนวนแฟรนไชซีเพิ่มขึ้นจาก 600 รายจำนวนหนึ่ง แต่ยังไม่ถึง 700 ราย เพราะที่ผ่านมา ได้ให้ความสำคัญกับการทำการตลาดทั้งออนไลน์-ออฟไลน์ อาทิ โปรโมตสินค้าในเว็บไซต์ยูทูป เข้าทำสัญญากับทาง “ดีแทค” เพื่อขอส่วนลดให้ลูกค้าวอล์กอิน และล่าสุด เข้าร่วมกับทาง “ไลน์ ประเทศไทย” เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งลูก ชิ้น จัง ไปรับประทานได้ถึงที่ ผ่านแอพพลิเคชั่น “ไลน์ แมน” “การตลาดล่าสุดของ
เรื่อง / รูป โดย ข่าวสดออนไลน์ ชาวบ้านยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ จับหนูนามาเพาะเลี้ยง เริ่มต้น 200 ตัว เพียง 2 เดือนขายได้เงินแล้วกว่า 4 หมื่นบาท เผยหนูนาเป็นอาหารพื้นบ้านหน้าแล้งนับวันจะหายาก จึงหาจับมาเพาะเลี้ยงจำหน่าย ปีใหม่มียอดสั่งซื้อจำนวนมาก นายชาญชัย ภูทองกลม อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 94 หมู่ 5 ต.บัวบาน อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในช่วงหลังเก็บเกี่ยวข้าว ชาวบ้านจะพากันหาจับหนูนาตามหัวไร่ปลายนามาประกอบอาหาร นิยมนำมาย่าง ผัดเผ็ด อ่อม ซึ่งรสชาติของเนื้อหนูนาในหน้าแล้งจะนุ่ม มันดี ให้ไขมันและโปรตีนสูง โดยจะออกหาจับด้วยวิธีการต่างๆ เช่น กับดัก แร้ว ใช้พลุหรือหน้าไม้ยิง หาขุดตามรู ตามความถนัด นายชาญชัย กล่าวอีกว่า เนื่องจากระบบนิเวศเปลี่ยนไป นับวันหนูนาจะหาจับยากมากขึ้น ตามหมู่บ้านทั่วไปจึงมีธุรกิจซื้อขายหนูนาเกิดขึ้น ราคาตั้งแต่ตัวละ 80-200 บาท ตามขนาด ซึ่งตนเองก็เคยจับหนูนามารับประทานและแบ่งขายให้เพื่อนบ้าน พอมีรายได้เสริมเข้าครัวเรือนในฤดูแล้งเป็นอย่างดี ทั้งนี้ เมื่อเห็นว่ากระแสความนิยมบริโภคหนูนาสูงและราคาดี จึงเกิดไอเดียเลี้ยงหนูนาขาย เริ่มต้นโดยนำอิฐบล็อคและสังกะสีมาทำเป็น
นที่ 28 ธันวาคม 2559 นายอนุชา กาติ๊บ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)อ่างทอง อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า ตำบลอ่างทองมีประชาชนชาวไทยอีสานจำนวน 8 หมู่บ้าน ซึ่งมีวิถีชีวิตนิยมทอผ้าข้าวม้าและทำหมอนจากผ้าทอกันทุกครัวเรือน โดยเฉพาะผ้าขาวม้าทอเก็บไว้ในตู้ทุกปี ไว้ใช้สำหรับต้อนรับแขกผู้มาเยือน ดังนั้นทุกครัวเรือนจะมีผ้าขาวม้ากันทุกหลังคาเรือน เมื่อมีมากก็จึงได้หารือร่วมกันระหว่าง อบต.และกลุ่มแม่บ้าน จนได้แนวคิดเรื่องการเพิ่มมูลค่าผ้าขาวม้าที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวไทยอีสานใน ต.อ่างทอง ด้วยการฝึกอาชีพแปรรูปผ้าขาวม้า ทั้งนี้ อบต.ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวจึงได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนให้มีการฝึกอาชีพดังกล่าวขึ้น นางเพ็ญศรี ชื่นวงค์ รองนายก อบต.อ่างทอง กล่าวว่า เป็นการฝึกอาชีพเพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่กลุ่มแม่บ้าน และที่สำคัญคือการสืบทอดและต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าขาวม้ามิให้สูญหาย เมื่อผ่านการฝึกอาชีพในครั้งนี้แล้ว ยังสามารถผลักดันและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์โอทอปของตำบลอ่างทองได้ด้วย ด้านนางรุจิรา พิมพ์ประสงค์ ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าขาวม้าตำบลอ่างทอง กล่าวว่า กลุ่มอาชีพที่เกี
คุณจันทร์ที ประทุมภา138 หมู่ที่ 6 บ้านโนนรัง ตำบลตลาดไทร อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา 30270 โทรศัพท์ (089) 948-4737, (081) 074-2843 เดิมคุณจันทร์ที ประกอบอาชีพเป็นช่างซ่อมรถยนต์ ทำอยู่ประมาณ 2 ปี หลังจากนั้นได้แต่งงานมีครอบครัว สร้างโรงสีข้าวและเลี้ยงหมูแม่พันธุ์ โดยมีหมู 80 ตัว นอกจากนั้นก็ทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว โดยทำนาเพียงอย่างเดียว รายได้จากการทำนาในปีแรกพอมีพอใช้ในครอบครัว ส่วนในปีที่สองจำเป็นต้องเอาหลักทรัพย์ไปจำนองสหกรณ์เพื่อนำเงินที่ได้มาลงทุนและใช้จ่ายในครอบครัว ผลจากการทำนาซึ่งเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ก่อให้เกิดหนี้สินและไม่มีเงินออม ต่อมาคุณจันทร์ทีได้ไปศึกษาดูงานแปลงเกษตรผสมผสานของ พ่อผาย สร้อยสระกลาง ปราชญ์ชาวบ้านจังหวัดบุรีรัมย์ จึงได้แนวความคิดการทำการเกษตรแบบผสมผสาน ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จากนั้นจึงนำมาเผยแพร่ให้กับสมาชิกในครอบครัว และร่วมกันตัดสินใจที่จะเริ่มต้นทำการเกษตรผสมผสานและดำเนินชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา ปัจจุบันได้ทำการเกษตรผสมผสานโดยการลดต้นทุนทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให
ปัจจุบันหากใครมาพะเยา หลายคนเรียกหากล้วยหอมทองยัดเยียด เพราะเคยกินแล้วติดใจในรสชาติที่อร่อยกลมกล่อม ไม่อมน้ำมัน ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองยัดเยียด หลายคนที่ได้ยินชื่อก็ข้องใจว่าชื่อนี้มาได้อย่างไร ติดตามกันต่อไปแล้วท่านจะถึงบางอ้อ คุณอชิรา ปัญญาฟู หรือ พี่ปอนด์ ประธานกลุ่ม เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2544 แม่บ้านเกษตรกรบ้านปางป้อมเหนือ จำนวน 9 คน ได้รวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรเพื่อทำกิจกรรมลดปัญหาการว่างงาน และเห็นว่า กล้วยไข่พระตะบอง ที่เป็นกล้วยพันธุ์พื้นเมืองของพื้นที่ทางภาคเหนือ ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่ได้ปลูกไว้หรือขึ้นเองตามธรรมชาติในที่ของตนเองอยู่แล้ว แต่เป็นกล้วยที่ไม่นิยมกินสุก จึงได้แค่นำไปเป็นอาหารสัตว์เท่านั้น ไม่มีค่าอะไร จึงได้มีความคิดร่วมกันว่า จะนำกล้วยไข่พระตะบองดิบสด มาเป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปเป็น “กล้วยทอดกรอบ” คุณอชิรา ปัญญาฟู ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองยัดเยียด เริ่มแรก ได้ปรึกษาวิธีการผลิตกับทางญาติที่อยู่ อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ซึ่งทำอยู่ก่อนแล้ว แต่รสชาติที่ได้ยังไม่คงที่ ต่อมาได้มีส่วนราชการได้เข้ามาให้ความช่วยเหลือพัฒนาก
ระหว่างวันที่ 25-31 ธันวาคม 2559 วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ ตั้งอยู่ริมถนนเทศบาล 1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ได้เปิดพื้นที่บริเวณด้านหน้าวิทยาลัย จำหน่าย”เค้กอาชีวะ”รสชาติอร่อยแต่ราคาถูกกว่าท้องตลาด เพื่อหารายได้ให้กับทางวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ และสร้างรายได้เสริมให้แก่นักศึกษา เพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว อีกทั้งเป็นการสร้างประสบการณ์วิชาชีพได้ในอีกทางหนึ่งด้วย ปรากฏว่าด้วยรสชาติที่อร่อยถูกปาก สนนราคาเพียงปอนด์ละ 150 บาทเท่านั้น ประกอบกับเข้าสู่ช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า-ต้อนรับปีใหม่ ทำให้มีลูกค้าทยอยมาสั่งซื้อเค้กผ่านนักเรียน-นักศึกษาของวิทยาลัยเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้นักศึกษากว่า 100 คน ต้องเร่งมือช่วยกันทำขนมเค้กภายในอาคารภาควิชาคหกรรมศาสตร์ เพื่อให้ทันส่งมอบให้กับลูกค้าที่นิยมนำไปมอบเป็นของขวัญเทศกาลต้อนรับปีใหม่ 2560 “นิวัติ ตังวัฒนา”ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ บอกว่า เทศกาลปีใหม่ของทุกปี ทางวิทยาลัยได้จัดเทศกาลผลิตเค้ก จำหน่ายติดต่อกันมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปีแล้ว โดยมีแนวคิดเพื่อให้คณะครู บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งนักเรียน นักศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์แห่งนี้
แม้มีอาชีพประจำ เป็นพยาบาลวิชาชีพอยู่แล้ว แต่ คุณอ๊อฟ หรือ คุณพัชรินทร์ ปิ่นทอง วัย 30 ปี ก็ยังสามารถหาอาชีพเสริม อันนำมาซึ่งรายได้เสริมให้กับตัวเองได้ คุณอ๊อฟ เป็นพยาบาลอยู่ที่โรงพยาบาลขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร โดยเป็นพยาบาลมาราว 7 ปี และใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน ค้าขาย กล้วยกรอบคุณแม่ กำแพงเพชร ผ่านออนไลน์โดยส่งทางไปรษณีย์ และเพื่อนๆ ที่ทำงาน ที่มาที่ไปของการขาย “กล้วยกรอบคุณแม่ กำแพงเพชร” คุณอ๊อฟ เล่าว่า “ด้วยความที่จังหวัดกำแพงเพชร มีกล้วยเยอะ ทั้งกล้วยไข่ กล้วยน้ำว้า อย่างที่บ้านก็ปลูกกล้วย คุณแม่ก็เลยทดลองทอดกินกันเองในบ้าน แล้วก็เอามาฝากเพื่อนๆ ที่ทำงานด้วย เพื่อนก็บอกว่าอร่อย พร้อมกับถามว่า ทำขายมั้ย” จากจุดที่ทำกินเอง แจกเพื่อนกินเล่นๆ ก็มาถึงการทำเพื่อจำหน่าย โดยในช่วงเริ่มต้น ได้ออร์เดอร์จากเพื่อนๆ ก่อน ทีละ 500 กรัม ถึง 1 กิโลกรัม ไม่ได้มากมาย จากนั้น ก็ไปสู่การบอกกันปากต่อปาก ทำให้มีออร์เดอร์เยอะขึ้น ไม่เพียงแต่ ทำเพื่อส่งขายตามออร์เดอร์ แต่คุณอ๊อฟจริงจังกว่านั้น ด้วยการชวนคุณแม่ไปสำรวจในย่านตลาดการค้า ที่มีการค้าขายกล้วยและการแปรรูปกล้วย ว่าเขาทำกันอย่างไร ในตลาดมีการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ ให้นักศึกษาทำ “เค้กอาชีวะ” จำหน่ายในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จนได้รับความสนใจจากชาวสุรินทร์จำนวนมาก เนื่องจากมีรสชาติที่อร่อยและราคาถูกกว่าท้องตลาด โดยจำหน่ายเพียงราคาปอนด์ละ 150 บาท ที่ขายบริเวณด้านหน้าวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ ซึ่งนักเรียน นักศึกษา จะรับสั่งและทำเค้ก ตั้งแต่วันที่ 25-31 ธ.ค. เพื่อหารายได้ให้กับทางสถาบัน และสร้างรายได้เสริมให้แก่นักศึกษา นำไปแบ่งเบาภาระครอบครัว อีกทั้งเป็นการสร้างประสบการณ์วิชาชีพ ได้ในอีกทางหนึ่งด้วย ในช่วงที่ผ่านมา นักศึกษากว่า 100 คน ต้องเร่งมือช่วยกันทำขนมเค้ก เพื่อให้ทันส่งมอบให้กับลูกค้าที่นิยมนำไปมอบเป็นของขวัญเทศกาลปีใหม่ นางนิดาภรณ์ เมฐาศุภกุล ลูกค้าขาประจำชาว จ.สุรินทร์ กล่าวว่า มาซื้อเค้กอาชีวะ ได้บุญอีกด้วย เพราะว่าเงินได้ใช้จ่ายภายในวิทยาลัย ตนเป็นลูกค้าขาประจำจะมาซื้อทุกๆปี ปีละ 8-9 ปอนด์ แล้วแต่ตามเศรษฐกิจ เค้กที่นี่รสชาติ อร่อย ถูกว่าที่อื่น ได้ช่วยทางวิทยาลัยและช่วยเด็กอาชีวะบ้านเราให้มีรายได้ น.ส.สุนารี ทัศคน นักศึกษาแผนกการจัดการสำนักงาน วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุรินทร์ กล่าวว่า
ถ้าพูดถึงปลาน้ำจืดที่หลายๆคนชอบทาน 1 ในนั้นต้องมีปลากรายติดโผมาด้วยแน่นอน วันนี้ทีมงานวีกเอ็นด์ฟาร์มจะพาไปดูการเพาะปลากรายขาย ที่ราคาตกกิโลกรัมละเกือบ 100 บาท โดยทั่วไปปลากราย จะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป อย่างภาคเหนือ เรียกว่า ปลาหางแบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกว่า ปลาตองกราย ซึ่งปลาชนิดนี้จัดเป็นปลาประเภทกินเนื้อที่หากินตามธรรมชาติเป็นสัตว์น้ำจืดที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง บึง เกือบทั่วประเทศ คุณอนันต์ หิมารัตน์ ผู้เลี้ยงปลากรายในบ่อดิน ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลคลองใหม่ อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เป็นเกษตรกรที่มากด้วยประสบการณ์ เพราะปัจจุบันเขาเลี้ยงปลากรายไปพร้อมๆกับการทำการเกษตรอื่นๆไปด้วย คุณอนันต์ เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการมาเลี้ยงปลากราย เกิดจากที่มีพ่อแม่พันธุ์ปลากราจากธรรมชาติ อยู่ ในช่วงแรกจึงได้ทดลองเพาะขยายพันธุ์ มีคนเข้ามาสอบถามหาชื้อลูกพันธุ์ จึงเริ่มเพาะจำหน่ายพร้อมกับเลี้ยงจำหน่ายตัวปลาไปพร้อมๆกัน สำหรับการเพาะพันธุ์ปลากรายสามารถทำได้โดยง่าย ไม่จำเป็นต้องฉีดฮอร์โมนกระตุ้นก็สามารถวางไข่ได้เองในบ่อดิน ซึ่งการเลี้ยงในบ่อดินนั้นจะนิยมให้อาหารสำเร็จรูปชนิดอาหา
