หลักสูตรเรียนฟรี
ถ้าพูดถึงแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติไทย ชื่อของอาซาว่า (Asava) อยู่ในอันดับต้น ๆ แน่นอน เป็นเวลา 10 ปีแล้วที่อาซาว่า โดยการก่อตั้งและบริหารของหมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา โลดแล่นอยู่ในวงการแฟชั่น พร้อมกับสร้างความคึกคักในวงการแฟชั่นไทย และมีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้พัฒนากว่าที่เคยเป็น 1 ทศวรรษจากจุดเริ่มต้นในห้องเก็บของเล็ก ๆ กับทีมงานไม่กี่คน ด้วยทัศนคติที่ว่า หากจะทำอะไรสักอย่างให้ได้ดีต้องมีความมุมานะ อุตสาหะ และแพสชั่น ปัจจุบันอาซาว่าเติบโต แตกไลน์ธุรกิจออกมาหลายแบรนด์ นอกจากแบรนด์ Asava แล้วก็มี Asv, Uniform by Asava, White Asava และร้านอาหาร Sava All Day Dining อะไรที่ทำให้ทายาทดีลเลอร์รถยนต์เจ้าใหญ่หันเหเข้าสู่วงการแฟชั่น “ดีไลฟ์-ประชาชาติธุรกิจ” จะพาท่านผู้อ่านไปล้วงลึกถึงตัวตน ทัศนคติ และวิธีคิดในแบบฉบับ หมู อาซาว่า ที่น่าทำความรู้จักอย่างยิ่ง หมูเล่าว่าเขาสนใจแฟชั่นตั้งแต่อายุ 13-14 ปี ด้วยความที่โตมาในครอบครัวนักธุรกิจ การเลือกเรียนแฟชั่นอาจจะดูสุดโต่งจนเกินไป นิเทศศาสตร์จึงเป็นทางเลือกที่อยู่ตรงกลางระหว่างศิลปะและธุรกิจ “คำว่าแฟชั่นไทยในสมัยก่อน คือ ห้องเสื้อ ตัวเนื้ออุตสาหกรรม
จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เว็บไซต์หางาน สมัครงาน อันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดเผยข้อมูลงานทั่วประเทศที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่ระดับปริญญาตรี พบว่ามีจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15,000 อัตราต่อเดือน โดยประเภทงานที่เปิดรับสมัครมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) งานขาย 2) งานบริการลูกค้า 3) งานธุรการ/จัดซื้อ 4) งานด้านเทคนิค และ 5) งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ นอกจากนี้ข้อมูลยังเผยให้เห็นถึงความสำคัญของทักษะทางด้านภาษาต่างประเทศที่มีต่อโลกการทำงาน โดยจะเห็นได้ว่าหากผู้สมัครมีทักษะด้านภาษาต่างประเทศก็จะทำให้ได้รับโอกาสในการทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายขึ้น รวมถึงได้รับการเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้นตามทักษะที่มี แม้นักศึกษาจบใหม่จะไม่มีประสบการณ์ด้านการทำงานเลยก็ตาม คุณแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการเว็บไซต์จ๊อบไทยดอทคอม (JobThai.com) เปิดเผยว่า อย่างที่ทราบกันดีว่าสำหรับนักศึกษาจบใหม่ การหางานถือเป็นเรื่องใหม่ที่ค่อนข้างมีความน่าตื่นเต้นและท้าทาย เพราะนอกจากจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสมัครงานแล้ว ยังต้องค้นหาว่าองค์กรใดบ้างที่เปิดรับนักศึกษาจบใหม่เข้าทำงาน ด้วยเหตุนี
“ผ้าขิด” นับเป็นผ้าทอพื้นเมืองของคนภาคอีสานที่มีสีสันสดใส ถูกนำมาใช้งานหลากหลาย อาทิ ทำเป็นเครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ประดับบ้าน ของฝาก ของที่ระลึก รวมถึงใช้หนุนนอน หรือเป็นเบาะรองนั่ง ปัจจุบันแหล่งผลิต “หมอนขิด” ที่ใหญ่มากๆ อยู่ที่ชุมชนบ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมทำหมอนขิดเพื่อสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี นางแย้ม จันใด หรือที่คนในชุมชนต่างเรียกขานว่าแม่แย้ม คือ เจ้าของผลิตภัณฑ์ “แม่แย้มหมอนขิด”หมอนขิดที่มีรูปแบบหลากหลาย วัสดุหลักคือนุ่นและฟางข้าว หนุนแล้วไม่ร้อนไม่ยุบตัว ไม่มีเชื้อรา การันตีสินค้าโอท็อป 4 ดาวระดับจังหวัด ปัจจุบันมีกลุ่มลูกค้ามากกว่า 2 ล้านคน สร้างรายได้แต่ละเดือน5แสนบาท แม่แย้ม เล่าว่า เกิดและเติบโตขึ้นมาที่บ้านศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เมื่อก่อนเป็นเกษตรกรปลูกข้าว พอว่างจากฤดูทำนาก็ไปรับจ้างเย็บหมอนขิด ทำทุกขั้นตอน ได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท ใช้เพื่อเลี้ยงครอบครัว และเก็บเป็นทุนการศึกษาของลูกอีก 2 คน หลังจากแม่แย้มเป็นลูกจ้างเย็บหมอนขิดได้ 5 ปี เธอบอกว่า เห็นโอกาสทำตลาดเอง เพราะจากการสังเกตมีลูกค้ามารับไปจำหน่ายต
คุณณรงค์ หงษ์วิชุลดา อยู่บ้านเลขที่ 122หมู่8 ต.กาบเชิง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประกอบอาชีพเป็นช่างทำประตูม้วน และมีอาชีพเสริมคือการรับจ้างเก็บมะพร้าว คุณณรงค์ เล่าว่า ที่บ้านอยู่ติดกับชายแดนเขมร-ช่องจอม เวลาต้องไปเก็บมะพร้าวจะเจอกับปัญหาแรงงานที่หายาก จำเป็นต้องใช้แรงงานเขมร จ้างเก็บในราคาลูกละ 1.50-2 บาท แต่ช่วงหลังๆ มาแรงงานกลับบ้านเริ่มหาคนงานยาก ด้วยความที่ตัวเองเป็นช่างอยู่แล้วจึงคิดดัดแปลงหาวิธีพัฒนามาเป็น จักรยานปีนมะพร้าว ใช้งานสะดวก ใครก็สามารถปีนได้ “จักรยานปีนมะพร้าว” ตั้งมาจากที่ชาวบ้านชอบเรียก เมื่อเอาไปขึ้นที่ไหนชาวบ้านเขาก็จะเรียกว่าจักรยานปีนมะพร้าวเพราะระบบการทำงานคล้ายกัน ปั่นขึ้นไปเรื่อยๆ ในตอนแรกกะว่าจะทำแค่ใช้เอง แต่มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกน้องยืมเอาเครื่องนี้ไปใช้แล้วมีคนถ่ายคลิปมาลงเราไปเห็นในเฟซบุ๊กจำได้ว่าเป็นของเรา มีคนเข้าไปดูกดถูกใจกันเยอะแยะ ผมจึงลองโพสขาย ในราคา 1800 บาท ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจ วัสดุอุปกรณ์ ทำจากเหล็กหนาอย่างดี ใช้งานได้นานถ้าเก่าให้ทาสีใหม่ อุปกรณ์เราแน่นหนา เพราะการขึ้นที่สูงจะทำเล่นๆ กันไม่ได้ ตกมาแขนขาหักไม่คุ้ม และก่อนที่จะทำขายมีการทดลองใช
อาชีพพนักงานบัญชีในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคง มีเงินเดือนที่เพียงพอสำหรับครอบครัวและเหลือเก็บเพื่ออนาคต เป็นความฝันที่กลายเป็นความจริง สำหรับ คุณทรงวุฒิ นิ่มนวล และการได้ทำงานบัญชีกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ทำให้เขามีโอกาสได้ดูแลรายรับ-รายจ่าย ของเกษตรกรในโครงการคอนแทรกต์ฟาร์ม หรือโครงการฝากเลี้ยงสุกรขุนกับ ซีพีเอฟ จึงทราบว่าโครงการนี้เป็นการสร้างอาชีพที่มั่นคงและสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกรทั่วประเทศได้ เมื่อมีการขยายโครงการไปยังพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี คุณทรงวุฒิจึงยื่นขอเข้าร่วมโครงการเพื่อหวังให้อาชีพนี้เป็นอีกหนึ่งรายได้เสริมจากงานประจำที่ตนเองทำอยู่ หลังจากบริษัทพิจารณาให้สามารถเข้าร่วมโครงการฝากเลี้ยงหมูขุนแล้ว ในปี 2556 คุณทรงวุฒิ จึงสร้าง “สุวิทย์ฟาร์ม” ที่ ต.แก่งโดม อ.สว่างวีรวงษ์ จ.อุบลราชธานี เลี้ยงหมูขุน จำนวน 3,600 ตัว ในโรงเรือน 6 หลัง ที่เป็นระบบการเลี้ยงแบบฟาร์มปิด เลี้ยงในโรงเรือนอีแวป พร้อมสร้างระบบบำบัดน้ำด้วยไบโอแก๊สที่สามารถปั่นกระแสไฟฟ้าใช้เองภายในฟาร์ม โดยตอนแรกเขาจ้างให้คนงานดูแลฟาร์ม เนื่องจากตนเองยังคงทำงานประจำ แล
อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมปลูกผักหวาน เนื่องจากดินดีเป็นสีดำ ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมีเลย ผักหวานก็งอกงาม สร้างรายได้ให้กับคนในละแวกนี้เป็นอย่างดี ล่าสุดถูกชายหนุ่มไอเดียดีเพิ่มมูลค่านำผักหวานมาทำ “ขนมเปี๊ยะผักหวาน” รสชาติแปลกใหม่ ขายดีลูกค้าชอบ ผักหวาน มีลักษณะเป็นไม้ทรงพุ่มขนาดกลาง ความสูงตั้งแต่ 1-3 เมตร ขึ้นไป เปลือกต้นมีลักษณะขรุขระ กิ่งที่ยังอ่อนจะมีลักษณะเป็นสีเขียวผิวเรียบ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ ผิวใบเกลี้ยงเรียบทั้งสองด้าน โดยนิยมนำใบอ่อนมาประกอบอาหารหลากหลายเมนู ซึ่งการขยายพันธุ์ของไม้ชนิดนี้นั้น นิยมขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดและปักชำกิ่ง จากความนิยมของตลาดที่ยังมีอยู่ต่อเนื่อง ทำให้ตลาดยังมีความต้องการไม้ชนิดนี้อย่างมาก เพราะบางฤดูกาลผลผลิตมีน้อย จึงส่งผลให้ราคาแพงตามไปด้วย เป็นโอกาสสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกได้เป็นอย่างดี คุณนิมิตร อุ่นหลำ อยู่บ้านเลขที่ 23 หมู่ที่ 4 ตำบลสร่างโศก อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี ได้ปลูกผักหวานเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้มาหลายสิบปี โดยชาวบ้านในพื้นที่นี้ปลูกผักหวานเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นสินค้าประจำอำเภอเลยก็ว่าได้ โดยในทุกปีจะมีเทศ
ภูมิปัญญาชาวบ้านใช้เศษไม้ไผ่เหลือใช้ ประดิษฐ์เป็นถ้วยใส่กาแฟร้อนเย็น รวมทั้งทำเป็นแก้วน้ำดื่ม ลดการใช้แก้วพลาสติก พร้อมช่วยลดขยะตกค้างย่อยสลายยาก จนกลายเป็นปัญหาในการกำจัดอยู่ในขณะนี้ ตำบลบุ่งหวาย อําเภอวารินชําราบ จังหวัดอุบลราชธานี ถือเป็นแหล่งผลิตเฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ โดยชาวบ้านในตำบลนี้คุ้นเคยกับการนำไม้ไผ่มาผลิตเฟอร์นิเจอร์ ทั้งโต๊ะกินข้าว เก้าอี้ไม้ไผ่ แคร่ไม้ไผ่ใช้นอน จนเป็นที่ขึ้นชื่อและเป็นที่รู้จักของผู้ต้องการได้เฟอร์นิเจอร์จากไม้ไผ่ในจังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียงมาสั่งซื้อไปใช้มานานหลายสิบปี ทำให้แต่ละปี มีเศษไม้ไผ่ที่ถูกนำไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์จำหน่ายถูกทิ้ง และนำไปทำเป็นถ่านจากไม้ไผ่ แต่เนื่องจากเนื้อไม้ของไม้ไผ่มีความเปราะบาง เนื้อไม่แน่นเท่ากับไม้ชนิดที่นำไปทำเป็นถ่าน ถ่านไม้ไผ่จึงไม่เป็นที่นิยมของตลาดเท่าไรนัก กระทั่ง คุณไพร ดาวประสงค์ อายุ 57 ปี ผู้ใหญ่บ้านวังยางนอก ตำบลบุ่งหวาย คิดนำเอาเศษไม้ไผ่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถูกผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ทิ้งมาสร้างมูลค่า โดยประดิษฐ์เป็นถ้วยกาแฟร้อน-เย็น รวมทั้งแก้วน้ำใช้ดื่ม แทนการใช้แก้วพลาสติก หรือแก้วกระเบื้องที่มีราคาแ
ในช่วง 10 ปีมานี้ วงการแมลงบ้านเราเติบโตอย่างเห็นได้ชัด เพราะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงมีเกษตรกรจำนวนไม่น้อยหันมาเลี้ยงกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะ จิ้งหรีด ซึ่งเลี้ยงง่ายและได้ราคาดี มีเงินลงทุนหลักร้อยหลักพันก็สามารถเริ่มต้นเลี้ยงกันได้แล้ว ที่สำคัญหน่วยงานต่างๆ ของรัฐต่างส่งเสริมอย่างจริงจัง อย่างกรณีของ คุณยุวดี ผลาปรีย์ วัย 61 ปี เกษตรกรบ้านเหล่าอ้อย หมู่ที่ 9 ตำบลร่องคำ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งปัจจุบันเลี้ยงจิ้งหรีดมากถึง 30 คอก โดยได้รับการสนับสนุนจากโครงการเลี้ยงจิ้งหรีดของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ พื้นที่ต้นแบบ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีเกษตรกรเข้าร่วมทั้งหมด 44 ราย เป็นรายใหญ่ 4 ราย นอกนั้นเป็นรายเล็กๆ ที่เลี้ยงกันรายละ 2-3 คอก ให้อาหาร เช้า-เย็น คุณยุวดี เล่าว่า เมื่อปี 2558 ได้สมัครเข้าโครงการส่งเสริมการเลี้ยงจิ้งหรีดของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มาแนะนำให้ความช่วยเหลือในการทำโรงเรือน และจัดหาจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ โดยทางสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกร
“แม้จะเป็นงานที่ไม่ชอบทำเลย ไม่ชอบซักผ้า ไม่ชอบรีดผ้า เเต่ยิ่งทำก็เหมือนจะยิ่งรุ่ง มีเงินจ่ายลูกน้องเดือนละ 8 หมื่นบาท นั่นคงเป็นเพราะยิ่งไม่ชอบ ก็ยิ่งต้องระวัง ยิ่งต้องใส่ใจ ลูกค้ามีปัญหารีบแก้ไขทันท่วงที” ประโยคนี้กล่าวโดย คุณรวินท์มาศ ลือเลิศ อายุ 38 ปี หรือคุณแตม เจ้าของร้านซัก อบ รีดเสื้อผ้า “มิสไวท์กรีน” อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณแตม เล่าว่า เปิดร้านซัก อบ รีด เสื้อผ้า มานานกว่า 15 ปีแล้ว ก่อนจะมายึดอาชีพนี้ ทำมาแล้วหลายอาชีพ อาทิ เปิดร้านขายโทรศัพท์มือถือ ขายกิ๊ฟช็อป เคยเป็นลูกจ้างทำงานโรงงาน แต่ส่วนตัวรู้สึกไม่ชอบงานประจำ ประกอบกับได้รับคำแนะนำจากรุ่นพี่คนนึงที่เปิดร้านซัก อบ รีด สุดท้ายเลยลองทำตามแล้วรุ่ง “หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ดิฉันทำมาหลายอาชีพ จนในที่สุดมีรุ่นพี่ให้คำแนะนำเรื่องการเปิดร้าน ซัก อบ รีด ผ้า โดยส่วนตัวมองว่า เป็นงานที่ทำที่บ้านได้ ไม่ต้องพบปะผู้คนมาก เลยใช้เงินเก็บ 6 หมื่นบาท เปิดร้านซักรีด” การเปิดร้านในช่วง 2 ปีแรก เจ้าของ เล่าว่า รับซัก อบ รีด เสื้อผ้าลูกค้าตามบ้านทั่วไป ซึ่งรายได้ก็ดี แต่เริ่มพบปัญหา คือ เสื้อผ้ามีหลากหลายสีสัน
เครื่องกก ลูกไก่ ลูกเป็ด อินฟราเรด “เครื่องกก ลูกไก่-เป็ด อินฟราเรด อัจฉริยะ” ผลงานของศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นครสวรรค์ สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ คุณบุญศักดิ์ เกลียวกมลทัต ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์นครสวรรค์ สำนักพัฒนาพันธุ์สัตว์ กรมปศุสัตว์ โทร. (056) 237-256-7 เปิดเผยว่า เครื่องกก ลูกไก่ ลูกเป็ด อินฟราเรด อัจฉริยะ เป็นนวัตกรรมใหม่ของกรมปศุสัตว์ ควบคุมอุณหภูมิด้วยระบบดิจิตอล ใช้แท่งอินฟราเรด ขนาด 300 วัตต์ ในการให้ความอบอุ่น สามารถกกลูกไก่ ลูกเป็ด500 ตัว ต่อกิโลกรัม ต่อ 1-2 สัปดาห์ ลดต้นทุนการผลิตลูกไก่ ลูกเป็ด ลงถึง 20% ลดอัตราการสูญเสียจากการตายของลูกไก่ ลูกเป็ด 3-5% ตู้ฟักไข่ไก่เศรษฐกิจ ขนาด 500 ฟอง ตู้ฟักไข่ไก่แบบเดิมเป็นตู้ไม้อัดชั้นเดียว ไม่มีโครงเหล็กและไม่มีแผ่นโฟมบุชั้นตรงกลาง ทำให้อุณหภูมิภายในตู้ฟักไม่คงที่ สร้างความร้อนภายในตู้ฟัก ใช้ระบบเวเฟอร์ ความห่างของอุณหภูมิอยู่ที่ 1-2 องศาเซลเซียส ยากต่อการควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ ระบบพลิกกลับไข่ควบคุมด้วยคันโยกมือ ไม่มีความสม่ำเสมอในการกลับไข่ ยุ่งยากในการปฏิบัติงาน ทำให้อัตราการฟักออกต่ำ ลูกที่ฟักออก
