หลักสูตรเรียนฟรี
เครื่องปั้นดินเผาประเภทเซรามิก เป็นอีกหนึ่งผลงานที่ได้รับความนิยมมากขึ้นๆ สอดรับไปกับความเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จำนวนร้านอาหาร ร้านกาแฟ สปา โรงแรมที่พัก ผุดขึ้นในทุกๆ จังหวัด และผลงานทำมืออย่างเซรามิก ก็กลายมาเป็นส่วนสำคัญส่งผลต่อการเพิ่มมูลค่า ที่อาจได้มากกว่าเท่าตัว ดังกล่าวมานี้คือความจริงที่ คุณอุเทน ริมฟอง ผู้ก่อตั้งกลุ่มเฮือนปฏิมาเซรามิก เล่าให้เราฟัง ปี 2 สร้างผลงาน ขายได้หลายหมื่น คงต้องกล่าวยกให้คุณอุเทน คือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมเซรามิก เพราะเขามีทั้งความรู้ร่ำเรียนเอกอุตสาหกรรมเซรามิก จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และยังจบศิลปกรรม เอกเครื่องปั้นดินเผา จากเทคโนโลยีราชมงคล ดีกรีเกียรตินิยม คุณอุเทน เริ่มต้นหารายได้จากความรู้ที่ได้ศึกษาตั้งแต่เริ่มอยู่ชั้นปี 2 โดยเขานำผลงานที่ทำส่งอาจารย์และผลงานสร้างสรรค์จากฝีมือของตนเองซึ่งเก็บรวบรวมไว้ระหว่างเรียน ไปออกงานแสดงสินค้า เพียงวันแรกของการเริ่มต้นขายก็มีลูกค้าชาวญี่ปุ่นเดินเข้ามาเหมายกร้าน รวมรายได้วันแรก 40,000 กว่าบาท และนี่คือจุดสร้างกำลังใจสำคัญ ที่ทำให้เขาเลือกเดินสู่เส้นทางสายผู้ผลิตจำหน่ายเซรามิกแบบเต็มตัว
“หมูทอด” เมนูพื้นๆ ดูเหมือนจะทำง่าย คนไทยทุกเพศทุกวัยทานได้ สร้างรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้าชนิดว่าตั้งตัวได้เลยมาแล้วมากมาย เฉกเช่นคุณอนาริสา ศรีนวล หรือ อาน่า เจ้าของร้านหมูทอดเบรกแตก ที่เดิมทำงานประจำ แต่เมื่อเเต่งงานมีครอบครัว เลือกผันตัวจากงานประจำมาเปิดร้านขายหมูทอด สร้างรสชาติให้ถูกปากคนไทย ทุกวันนี้มีรายได้ต่อวันประมาณ 3-4 หมื่นบาท สำหรับรายละเอียดร้านหมูทอดเบรกแตกของคุณอาน่า เธอบอกว่า เปิดได้ 2 ปีแล้ว สาเหตุที่เปิดร้าน คือ หลังจากแต่งงาน ก็ลาออกจากงานประจำ ไปเรียนทำอาหารกับแม่สามีซึ่งเป็นอาจารย์สอนทำอาหาร ได้เรียนอาหารหลายเมนู อยากทำขายหลายอย่าง แต่สุดท้ายรู้สึกว่า การทำหลายอย่างพร้อมๆ จะเหนื่อยเกินไป และกลัวว่าจะออกมาไม่ได้ไม่ดี เลยตัดสินใจเลือกทำเมนูเดียว เป็นเมนูเดียวที่คิดว่าทำออกมาดีที่สุด เลยมาจบที่หมูทอด ทั้ง 2 ชนิด หมูทอดเบรกแตกที่เป็นไฮไลท์ และเมนูหมูเค็ม “หมูทอดเบรกแตกเปิดร้านครั้งแรกที่ตลาดลุงเพิ่ม หลังการบินไทย ราคาขายหน้าร้านกิโลกรัมละ 600 บาท ขีดละ 60 บาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ในห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว มาชวนไปเปิดร้าน เลยเป็นที่มาของการขยายสาขา เพิ่มที่ห
ส้มตำลืมผัว หนึ่งร้านส้มตำสุดครีเอต และมีทีเด็ดไม่เหมือนใคร ไม่ได้ยืนขายธรรมดาๆ แต่เจ้าของร้านเอ็นเตอร์เทนลูกค้าด้วยการแต่งคอสเพลย์ พร้อมโชว์ลีลาการตำสุดประทับใจ เรียกเสียงฮือฮาจากลูกค้าเกรียวกราว ส้มตำลืมผัว มีเจ้าของชื่อ คุณวินัย วงศ์ไธสง หรือ พี่นัย อายุ 44 ปี ครีเอทีฟรายการทีวี ร่วมด้วยเพื่อนอีก 2 คน คือ พี่เปิ้ล และพี่เยาว์ พี่นัย เล่าว่า พี่เปิ้ลและพี่เยาว์ ทั้ง 2 คนมีฝีมือการตำส้มตำอยู่แล้ว จึงชักชวนกันมาทำ ด้วยอยากหางานอดิเรกทำ ชื่อ “ส้มตำลืมผัว” พี่นัย บอกว่า ชอบชื่อนี้ ฟังแล้วโดนใจ แรกๆ ตั้งหลายชื่อมาก จนมาลงตัวที่ชื่อนี้ นอกเหนือจากส้มตำลืมผัวแล้ว ยังมี ‘โจ๊กลืมผัว’ ธุรกิจแรกก่อนขายส้มตำที่ใช้ชื่อเดียวกัน และขายดีไม่แพ้กัน โจ๊กลืมผัว ก่อนเปิดทำให้คนรู้จัก เพื่อนๆ พี่ๆ ทีมงาน ได้ชิมก่อน ทุกคนบอกอร่อย จึงเริ่มเปิดขาย จัดโปรโมชั่นสัปดาห์แรก ซื้อ 5 แถม 1 ขายดี ลูกค้าต่อคิวยาว กระทั่งทุกวันนี้ลูกค้ายังต่อคิวยาวเหมือนเดิม ส่วน ส้มตำลืมผัว แม้เปิดไม่นาน แต่ขายดีไม่แพ้กัน เริ่มต้นจากตำให้เพื่อน ให้พี่กินคล้ายโจ๊กลืมผัว คนชอบ “เคยตำส้มตำในงานงานหนึ่ง ตำตั้งแต่ 9 โมงถึง
“โชค บูลกุล” ใช้สูตรวินัยการเงินส่วนตัว กับธุรกิจฟาร์มโชคชัย เราเคยได้ยินกันว่าคนมีต้นทุนดี เกิดมารวย ไม่ว่าจะทำอะไรก็ย่อมได้เปรียบคนที่ต้นทุนน้อยกว่า แต่มันก็ไม่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เพราะบางครั้งคนที่มีต้นทุนดีก็อาจจะเจอวิกฤต เจอจุดพลิกผันในชีวิตหรือในธุรกิจ ซึ่งถ้าเป็นคนที่มีต้นทุนดี แต่ไม่มีภูมิคุ้มกันก็อาจจะพยุงตัวเองผ่านพ้นวิกฤตไม่ได้ มีตัวอย่างให้เห็นหลาย ๆ กรณีว่า หลายบริษัทหลายธุรกิจเจอวิกฤตแล้วล้ม พัง ลุกไม่ขึ้น …แต่ก็มีหลายบริษัท หลายคนที่เจอวิกฤตแล้วแค่เซ หาทางยืนต่อได้ อย่างเคสของนักธุรกิจมากความสามารถ โชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย ที่เคยเจอวิกฤตเมื่อเกือบ 10 ปีก่อน แต่เขาก็พยุงธุรกิจต่อมาได้ โชค บูลกุล เข้าร่วมงานเปิดโครงการ “ฉลาดคิด ฉลาดใช้” โดยกรุงศรี คอนซูมเมอร์ และได้แชร์ประสบการณ์การพยุงธุรกิจผ่านวิกฤติและแชร์วินัยทางการเงินของเขาโดยเล่าย้อนไปถึงตอนที่ธุรกิจฟาร์มโชคชัยเจอวิกฤตการณ์ในปี 2553 ว่า ฟาร์มโชคชัยมีหนี้กว่า 400 ถึง 600 ล้านบาท ณ ตอนนั้นเขาต้องตั้งสติและกลับมานั่งวิเคราะห์ให้เข้าใจถึงจุดอ่อน จุดแข็ง และรอยรั่วในธุรกิจของตัวเอง ถอยกลับมาแยกแ
ในอดีตชาวอีสานนิยมปลูกข้าวเพื่อยังชีพ เลี้ยงสัตว์เป็นอาหาร ว่างเว้นจากทำนาทำไร่ ผู้หญิงจะปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและเก็บดอกฝ้ายมาปั่นทำผ้าห่ม ทอผ้าพื้นสำหรับตัดเสื้อผ้า ทำที่นอน ทอผ้าขาวม้า และทอผ้าลายขิด คำว่า “ขิด” มาจากคำว่า สะกิดขึ้น สันนิษฐานว่ามาจากภาษาบาลี คำว่า ขจิด แปลว่า ทำให้งดงาม ในสมัยโบราณ ถือว่าผ้าขิดเป็นของสูง เพราะต้องใช้ฝีมือและความสามารถในการทอสูงกว่าผ้าชนิดอื่น นิยมใช้ผ้าขิดห่อพระไตรปิฎก หรือใช้งานพิธีมงคล ต่อมาชาวบ้านได้นำผ้าขิดมาทำเป็นหมอนสามเหลี่ยม (เดิมเรียกว่าหมอนหน้าม้า ตามลักษณะรูปทรงสามเหลี่ยมคล้ายหน้าม้า) เพื่อถวายพระภิกษุสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ หรือมอบเป็นของขวัญแด่ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ บ้านศรีฐาน ตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องการทำหมอนขิดมาหลายชั่วคนแล้ว จนได้ชื่อว่า เป็นแหล่งผลิตหมอนขิดใหญ่ที่สุดในประเทศ พอว่างเว้นจากการทำนา ผู้หญิงในชุมชนแห่งนี้จะออกไปรับจ้างทำหมอนขิด เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและเก็บไว้ให้ลูกเรียนหนังสือ แม่แย้ม จันใด เจ้าของผลิตภัณฑ์ “แม่แย้มหมอนขิด” เล่าว่า เดิมแม่แย้มรับจ้างทำหมอนขิดมาตลอดจนกระทั่งปี 2542
จากสภาวะเศรษฐกิจที่ค่อนข้างฟืดเคืองในปัจจุบัน ทำให้หลายๆ คนต้องคิดถึงการเสริมรายได้มากขึ้น เพราะด้วยรายรับเท่าเดิมแต่รายจ่ายกลับเพิ่มสูงขึ้น จึงทำให้เกิดแนวความคิดที่มองหาอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้อีกหนึ่งช่องทาง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วอาชีพเสริมที่เลือกลงมือทำจะเป็นงานที่บางคนมีความใฝ่ฝันอยู่แล้ว แต่ด้วยต้องทำงานประจำที่ไม่ตรงกับที่ใฝ่ฝัน จึงถือโอกาสนี้ทำงานรองตามที่ตนเองใฝ่ฝันไว้ จึงเกิดทั้งรายได้และความสุขไปพร้อมๆ กัน คุณอรรถพล สุขใส อยู่บ้านเลขที่ 44/1 หมู่ที่ 2 ตำบลบ่อพลอย อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ใช้เวลาว่างจากการค้าขาย มาทำอาชีพเสริมเกี่ยวกับการเลี้ยงแพะ ซึ่งการเลี้ยงก็ใช้พื้นที่ไม่มาก เน้นให้แพะอยู่บริเวณที่จัดไว้ พร้อมทั้งหาอาหารแบบลดต้นทุนมาให้แพะกิน จึงทำให้การเลี้ยงแพะทำรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี การเลี้ยงแพะเกิดจากความชอบ คุณอรรถพล เล่าให้ฟังว่า อาชีพหลักที่ทำอยู่ปัจจุบันเปิดร้านค้าขายของ แต่ในเรื่องของการทำปศุสัตว์นั้นเกิดจากความชื่นชอบที่อยู่ในใจมานานแล้ว เมื่อมีโอกาสจึงได้นำแพะมาทดลองเลี้ยงในพื้นที่ว่างที่มีอยู่ ซึ่งในช่วงแรกปล่อยแบบให้เดินหาอาหาร
ขนมโตเกียว เป็นขนมไทยชนิดหนึ่ง คล้ายกับขนมโดรายากิของญี่ปุ่น คือเป็นแป้งแพนเค้กชิ้นบางๆ ทำให้ร้อนบนเตาขนาดเล็กที่มีหน้าเตาแบน แล้วม้วนห่อไส้ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายไส้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสูตรของคนขายแต่ละเจ้าว่าจะมีไส้อะไรบ้าง คุณธยศ ทองแจ้ง หรือ คุณแบงค์ วัย 39 ปี เจ้าของร้านขนมโตเกียวชาร์โคล เล่าว่า “เรียนจบเพียง ม.3 ไม่ชอบทำงานประจำ ไม่อยากอยู่ในกรอบระเบียบ เมื่อเรียนจบ ม.3 จึงไม่เรียนต่อ แต่หันมาทำธุรกิจเล็กๆ ของตัวเอง คิดอยากลองทำขนมขาย เลยมองไปที่ขนมโตเกียว เพราะเป็นขนมที่ทานง่าย คนรู้จักอยู่แล้ว ใครๆ ก็ซื้อทานได้ ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ การมาเริ่มต้นลองทำขนมเพื่อขาย ใช้เวลานานพอสมควร ประมาณ 6 เดือนได้ ถึงจะคล่องและได้สูตรที่เราต้องการ” ขนมโตเกียว ที่คุณแบงค์เริ่มต้นทำและขายในช่วงแรก เป็นแบบแป้งธรรมดา ซึ่งก็เมื่อกว่า 3 ปีที่แล้ว แต่พอช่วงหลังราวปี 60 กระแสชาร์โคลมาแรง คุณแบงค์จึงได้นำเอามาปรับใช้ในสูตรของแป้งขนมโตเกียว ซึ่งเป็นที่มาของขนมโตเกียวชาร์โคล และยอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ ชายหนุุ่มตระเวนขายไปตามตลาดและออกบู๊ธไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาเจอทำเลที่ตลาดรวมทรัพย์ ย่านถนนอโศก กทม. เลยเริ่มข
จากเด็กผู้หญิงฐานะยากจน อาศัยเรียนภาคค่ำ แล้วทำงานรับจ้างเย็บเสื้อโหลและรับจ้างพิมพ์ดีดในช่วงหลังเลิกเรียน วันละ 70 บาทเพื่อจ่ายค่าเทอมเองตั้งแต่ ม. 2 ปัจจุบันผงาดกลายเป็นเจ้าของอาณาจักรเครื่องประดับจากเพชร “ไอยรา เจมส์” ร้านขายเพชรที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์เป็นลำดับต้นๆ ของเมืองไทย เจ้าของธุรกิจนี้ คือ คุณอิษยา พรหมมาลี ซีอีโอบริษัท ไอยรา เจมส์ จำกัด ต้นทุนต่ำ ต้องพยายามสูง มุ่งมั่น เป็นเจ้าของร้านเพชร คุณอิษยา หรือ คุณตูน ย้อนวันวานว่า ทำงานส่งเสียตัวเองเรียนด้วยการรับจ้างเย็บเสื้อโหลตั้งแต่ม.2 จนกระทั่งจบ ปวช. จากนั้นพักเรียนต่อ ออกไปหางานทำ 2 ปี แล้วกลับมาเรียนต่ออีกครั้งระดับปริญญาตรีภาคค่ำ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรียกว่าทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตอนเรียนปริญญาตรี คุณตูน เผยว่า เห็นเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งฐานะดี มีรถยนต์ขับ เรียนดี แต่งตัวสวย เลยยกให้เป็นไอดอลขณะนั้น และยิ่งได้รู้ว่าเพื่อนทำธุรกิจขายเพชรพลอย ก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่า อยากดำเนินรอยตามเพื่อนคนนี้ “หลังจากจบปริญญาตรีไปเรียนต่อด้านการดูอัญมณี 1 ปีที่สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งเอเซีย (AIGS) ต่อด้วยเรียนการออกแบบเคร
ผศ.ดร. ไกรเลิศ ทวีกุล อาจารย์ภาควิชาส่งเสริมการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น จัดอบรมเกษตรกรและผู้สนใจ เรื่องธุรกิจข่าเหลือง ตลาด แปรรูป และระบบน้ำโซลาร์เซลล์ ที่คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น มี นายชัยยุทธ์ ไชยรัตน์ ผู้จัดการและฝ่ายหาผลิต Tops นางรัมภามาศ ฑีฆธนานนท์ ผจก.ตลาดศรีเมืองทอง จังหวัดขอนแก่น ร่วมเป็นวิทยากร มีเกษตรกร 200 คนเข้าร่วมการอบรม ผศ.ดร. ไกรเลิศ กล่าวว่า ข่าเป็นพืชสมุนไพรอีกชนิดที่คนไทย นำมาใช้ประโยชน์ ทั้งเป็นเครื่องเทศปรุงแต่งกลิ่นและรสอาหาร เป็นส่วนประกอบเครื่องยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ เป็นวัตถุดิบหลักในเครื่องแกงหลากชนิดที่ปัจจุบันมีผู้ประกอบการผลิตส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น จึงหนุนเกษตรกรปลูก ด้วยมองว่ามูลค่าการตลาดสูง ลงทุนน้อย ใช้พื้นที่นาปลูกได้ช่วงว่างเว้นจากการทำนา ดังนั้นได้ขับเคลื่อนการปลูกข่าเหลืองในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ โดยมีศูนย์กลางการตลาดที่จังหวัดขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 3 ปีกว่าๆ ตั้งแต่มูลค่าการตลาด 53.4 ล้านบาท ต่อปี จนเป็น 30
บนเส้นทางกว่า 29 ปีของแบรนด์ “นารายา” จากเทรดดิ้งค้าขายอะไหล่รถยนต์สู่การทำแบรนด์กระเป๋าผ้าแฮนด์คราฟต์ ซึ่งกลายเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนเป็น Must have item. ที่ต้องซื้อกลับไปฝากเมื่อมาเมืองไทย กลยุทธ์ในการสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดของ “วาสนา รุ่งแสนทอง” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นารายณ์อินเตอร์เทรด จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายแบรนด์นารายาในช่วงที่ผ่านมานั้นเน้นแค่การใช้สินค้าเป็นตัวนำแต่เพียงเท่านั้น จะเห็นว่านารายาไม่ค่อยปรากฏลงในสื่อที่ไหน หรือแม้แต่การขยายสาขาก็เป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนปัจจุบันมีเพียง 27 สาขาเท่านั้น แต่วันนี้ “นารายา” กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการทุ่มงบฯกว่า 1 พันล้านบาท ขยายรวด 13 สาขาภายในปีนี้ พร้อมกับสร้างช่องทางการเข้าถึงสินค้าใหม่ ๆ เช่น อีคอมเมิร์ซ เพื่อเข้าถึงลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น และสร้างการเติบโตของธุรกิจในสปีดที่เร็วกว่าเดิม โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อปรับตัวรับกับ “new retail” หลังจากปีที่ผ่านมาพึ่งลงทุนไป 1.1 พันล้านบาทสร้างคลังสินค้าแห่งใหม่รองรับการขยายตัวนี้ “วาสนา” อธิบายว่า ยุคนี้เป็นยุคของการค้าขายแบบใหม่ ออฟไลน์สู่ออนไลน์ที่
