How to
คุณประภาวัลย์ วงษ์แม่น้อย หรือ คุณเม้ง อายุ 50 ปี เป็นอีกคนที่ยึดอาชีพทำข้าวต้มมัดมากว่า 10 ปี โดยเธอใช้บ้านพักชั้นเดียว เลขที่ 33/11 หมู่ที่ 3 ตำบลยายชา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ซึ่งไม่มีชื่อร้าน เป็นฐานสำหรับผลิตข้าวต้มมัดขาย คุณประภาวัลย์ เล่าว่า แม่ของเธอประกอบอาชีพมัดข้าวต้มมาตั้งแต่ปี 2529 ในตอนนั้นเธอรับหน้าที่เป็นผู้ช่วยแม่ในตำแหน่งมัดข้าวต้ม จนกระทั่งปี 2543 เธอมารับช่วงอาชีพจากแม่ แล้วเริ่มทำอย่างจริงจังด้วยตัวเองเพียงลำพัง พร้อมไปกับการเรียนรู้ทักษะอีกหลายอย่างเพิ่มเติม เสร็จเรียบร้อยรอลูกค้ามาซื้อ คุณเม้ง บอกว่า ข้าวต้มมัดหรือข้าวต้มผัดที่เธอทำขายทุกวันนี้เป็นการใช้ข้าวเหนียวผัดแล้วใส่กะทิ ใส่น้ำตาล ตามแบบวิธีทำโบราณ ไม่เหมือนอย่างช่วงหลังที่ใช้วิธีมูนก่อนแล้วจึงนำมาห่อ เธอยกตัวอย่างการใช้วัตถุดิบและอัตราส่วนผสมในการทำข้าวต้มมัดว่า ถ้าหากใช้ข้าวเหนียวสัก 1 กิโลกรัม ควรใช้น้ำกะทิสด 6 ขีด น้ำตาลทรายครึ่งกิโลกรัม และเกลือ 1 ถุงจิ๋ว และเพื่อให้อัตราส่วนผสมได้มาตรฐาน จึงใช้วิธีชั่งตามน้ำหนักทุกครั้ง ไม่เน้นพันธุ์กล้วยและขนาด ขอให้สุกปานกลาง แม่ค้าขายข้าวต้มมัดรายเดิม แจ
คุณเจี๊ยบ-ธีรวุฒิ มีแสงนิล อดีตช่างภาพหนังสือพิมพ์ข่าวสด ผู้ผันตัวมาขายก๋วยเตี๋ยวเรือ ชื่อร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ เจี๊ยบบ้านแพน เขาเริ่มต้นเล่าที่มาว่า คิดมานานแล้วว่าอยากมีร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ เป็นของตัวเอง เพราะครอบครัวเคยทำขาย เด็กๆ ก็ไปช่วยงาน เลยซึมซับมาตั้งแต่ตอนนั้น “ช่วงหลังมานี้ หนังสือพิมพ์ เราก็รู้กันใช่ไหมว่าเป็นยังไง เลยตัดสินใจง่ายขึ้น เพราะถ้าไม่ทำตอนนี้ แก่ตัวเกษียณไปคงไม่ได้ทำแล้ว” เมื่อคิดแล้วว่าจะขายก๋วยเตี๋ยว คุณเจี๊ยบเริ่มตระเวนชิมก๋วยเตี๋ยวเรือ แล้วช่วยกันให้คะแนนกับแฟนว่าร้านไหนอร่อยบ้าง สรุปว่าร้านที่อร่อยอันดับ 1 เป็นร้านของเพื่อนแถวคลองจั่น บางกะปิ นำสูตรที่ได้จากร้านเพื่อนมาปรับร่วมกับสูตรของครอบครัว จนลงตัว สิ่งที่ทำต่อมาคือ เปิดร้าน คุณเจี๊ยบเช่าร้านขายแบบรับช่วงต่อ รายได้พออยู่ได้ แต่เพราะยังไม่เป็นที่รู้จัก จึงย้ายไปเปิดร้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม อยู่แถวสะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ จังหวัดนนทบุรี รายได้ตอนนั้น คุณเจี๊ยบ บอกว่า ขายดีจนแปลกใจ เพราะเปิดวันแรกคนแห่มากิน ยอดขายแตะหลักหมื่น ส่วนวันธรรมดาอยู่ราวๆ 6-7 พันบาท เจ้าตัวเล่าต่อว่า รายได้มีขึ้นมีลง ยอดขายเคยตกเหลื
อาชีพนี้น่าสน! อดีตสาวออฟฟิศชอบงานประดิษฐ์ ‘พับแบงก์ดอกไม้’ สร้างรายได้จนมีเงินเก็บ เป็นกระแสมาสักพักสำหรับดอกไม้จากแบงก์ หากใครนึกภาพไม่ออก อธิบายง่ายๆ คือ นำธนบัตรมูลค่าตั้งแต่ยี่สิบบาทไปจนถึงหนึ่งพันบาทมาพับเป็นรูปดอกไม้ ที่นิยมเลยคือ ดอกลิลลี่ และดอกกุหลาบ จากนั้นนำมาขึ้นช่อ มอบเป็นของขวัญในวันสำคัญ เช่น วันเกิด รับปริญญา วันแม่ ผู้รับสุขใจกว่าได้ช่อดอกไม้ชนิดไหนๆ ด้วยความนิยมนี้เอง ทำให้หลายๆ คน หันมายึดอาชีพพับดอกไม้จากแบงก์ เช่นเดียวกับ คุณเก๋-บุษกร โกสีย์ภิบาล อายุ 42 ปี อดีตสาวออฟฟิศผู้มีใจรักงานประดิษฐ์ เริ่มจากคนในออฟฟิศวานให้ทำ ต่อยอดมาเรื่อย เริ่มสร้างเพจ กอปรกับกระแสเริ่มมา จนกลายเป็นอาชีพหลัก ณ ปัจจุบัน คุณเก๋ เล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนทำงานออฟฟิศ หัวหน้างานเห็นว่าชอบงานประดิษฐ์ เลยชวนให้พับแบงก์ ขึ้นช่อเป็นดอกไม้ จากนั้นก็ทำมาเรื่อย โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊กแต่ยังไม่ได้รับความสนใจเพราะช่วงนั้นไม่ค่อยมีกระแส แต่ยังดีที่ได้ลูกค้าจากคนในออฟฟิศบอกปากต่อปากมา เห็นว่าเป็นรายได้เสริมที่ดีจึงทำควบคู่กับงานประจำเป็นอาชีพราว 3 ปี ปัจจุบันลาออกมาทำเต็มตัวได้ 1 ปีแล้ว ถามถึงวิชาความรู้ด้านก
เค้ก Black Forest เป็นเค้กชนิดหนึ่งที่ชอบมากมานานแล้ว เมื่อหลายสิบปีก่อน เวลาไปทานข้าวที่โรงแรมแห่งหนึ่ง จะแวะร้านเบเกอรี่ซื้อเค้กชนิดนี้เสมอ เพราะชอบที่ไส้ใส่เชอรี่กวน ทานแล้วจะเจอเชอรี่ แต่หลังๆ ที่โรงแรมเลิกทำเค้กชนิดนี้ไป เลยไม่ค่อยได้ทาน เพราะที่อื่นบางครั้งใช้แยมปาดเป็นไส้ ไม่ใช่แบบที่ชอบค่ะ จนวันเกิดปีนี้ น้องทำเค้ก Black Forest มาให้ทาน แบบนี้ใช่เลย เอาเชอรี่มากวนใส่เหล้ารัมนิดหนึ่ง หอมอร่อย ใช้วิปครีมตีปาดหน้าและข้างๆ ทำให้เบา บางคนชอบครีม จะทำบัตเตอร์ครีมก็ได้ค่ะ บางคนถามว่า หน้าตา Black Forest เป็นอย่างไร สูตรคนอื่นจะหน้าเป็นวิปหรือครีม แต่งด้วยเชอรี่เชื่อมลูกแดงๆ วางทั้งลูก รอบๆ หน้าเค้ก ข้างๆ จะโรยด้วยเกล็ดน้ำตาลช็อกโกแลต แต่สูตรนี้ หน้าแต่งด้วยเชอรี่สด จะได้ไม่หวาน และไม่ค่อยทานเกล็ดช็อกโกแลต เลยเปลี่ยนเป็นโรยผงช็อกโกแลตแทนค่ะ เค้กชนิดนี้ไม่ได้ยุ่งยากอะไร มี 3 ขั้นตอนหลักๆ คือ กวนซอสเชอรี่ซึ่งทำค้างคืนได้ ทำเนื้อเค้กช็อกโกแลต และหน้าวิปครีม ถ้าใครมีทักษะทำเค้กช็อกโกแลตก็ไม่ยากค่ะ จะเขียนสูตรและวิธีทำแบ่งเป็นช่วงๆ เพื่อให้ทำง่าย ไม่งงค่ะ เนื้อเค้ก แป้ง
หญิงวัยเกษียนอดีตลูกชาวประมง ย้อนชีวิตในวัยเด็กว่าไม่ได้เรียนหนังสือ เหตุเพราะครอบครัวประสบวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก จำต้องมาเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าเพื่อสร้างอาชีพ เหมือนชะตาชีวิตเข้าข้าง ได้เป็นเจ้าของร้านตัดเสื้อ มีเงินส่งน้องๆเรียนครู มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ยินดีถ่ายทอดความรู้ด้านการสอนตัดเสื้อผ้า หากตั้งใจทำอะไรอย่างจริงจังความสำเร็จย่อมอยู่ไม่ไกล ดังตัวอย่างจากคุณป้าวัย 70 ปี เจ้าของโรงเรียนสอนตัดเสื้อที่ไม่เพียงแค่มีความฝันแต่ขวนขวายหาความรู้อยู่ตลอดเวลา และฝึกฝนจนมีประสบการณ์ด้านการตัดเย็บเสื้อผ้ากว่า 40 ปี ทำให้มีการบอกเล่าปากต่อปาก การันตีผลงานของ “โรงเรียนสอนตัดเสื้อนัฏกานต์” ให้เป็นที่รู้จัก “คุณป้านงคราญ” หรือ อาจารย์นงคราญ บุญฤทธิ์ ผู้ชำนาญในการออกแบบตัดเย็บและเป็นอาจารย์อำนวยการสอนในโรงเรียนสอนตัดเสื้อนัฏกานต์ เล่าให้ฟังถึงชีวิตเริ่มต้นของการทำงานว่า เริ่มแรกไม่มีพื้นฐานด้านนี้เลย ครอบครัวเป็นชาวประมงและค้าขายมาก่อน ด้วยวัยเด็กที่เติบโตมาจากชนบทที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และครอบครัวต้องประสบวาตภัยที่แหลมตะลุมพุก จึงทำให้ต้องทำงานหนักมากขึ้นและไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ประกอ
ทายาทรุ่น 4 กิจการขนมเปี๊ยะชื่อดังย่านลาดกระบัง ปฏิเสธอาชีพเชฟดาวรุ่ง กลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว ผุดไอเดียพัฒนาขนมโบราณด้วยการเพิ่มไส้ที่หลากหลาย เพิ่มธัญพืช ลดความหวาน และเพิ่มไข่ต่อชิ้นมากถึง 8 ฟอง บรรจุภัณฑ์เปิด-ปิดกินง่าย ขายดีมากกว่าเดิม 10 เท่าตัว ช่วงเทศกาลปั๊มเงินแทบไม่ทัน คุณอานนท์ พงษ์จิวานิช หรือ เชฟปั๊ม หนุ่มวัย 28 ปี เล่าว่า หลังจากจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ทำงานเป็นเชฟอาหารไทยในโรงแรม จากนั้นไปเป็นผู้ช่วยเชฟร้านอาหารชื่อดัง 2-3 แห่ง เบ็ดเสร็จทำงานประจำ 3 ปีรับเงินเดือน เดือนละเกือบ 3 หมื่นบาท แต่สุดท้ายตัดสินใจลาออก เพราะอยากกลับมาช่วยกิจการขนมเปี๊ยะของครอบครัว โดยรับช่วงต่อจากคุณพ่อ ซึ่งท่านอายุมากแล้ว ครอบครัวเชฟปั๊มทำขนมเปี๊ยะสืบทอดกันมานาน 120 ปี หรือ 4 ช่วงอายุคน ใช้ชื่อร้านว่า “พงษ์จิวานิช” เชฟปั๊ม บอกว่า ในอดีตเป็นของเหล่าอากง มีโรงงานผลิตขนมเปี๊ยะอยู่ตลาดหัวตะเข้ ลาดกระบัง หลังจากนั้นอากง (พ่อของพ่อ) แต่งงานมีลูกได้แยกตัวออกมาทำขนมเปี๊ยะขายเอง กระทั่งรุ่นคุณพ่อ (รุ่นที่ 3) และรุ่นที่ 4 (รุ่นเชฟปั๊ม) เรียกว่าเกิดมาก็เห
ยึดทำเลสยามสแควร์มานานกว่า 3 ทศวรรษ ครองใจลูกค้าในละแวกนี้ และผู้ที่ผ่านไปผ่านมา สำหรับขนมครกใบเตย หรือ ขนมครกสิงคโปร์ ที่ชื่อเสียงโด่งดังบอกปากต่อปาก ว่าเป็นขนมครกที่มีรูปร่างเป็นเอกลักษณ์ แป้งหนึบๆ สีเขียว หอมกลิ่นใบเตยชวนให้รับประทาน และไม่ว่าจะมีขนมสัญชาติต่างๆ ถาโถมเข้ามา ร้านขนมไทยแห่งนี้ก็ยังยืนหยัดขายได้มานานกว่า 30 ปี คุณวรรณทนีย์ มีศิลป์ หรือคุณป้าตุ๊กตา อายุ 59 ปี ทายาทรุ่น 2 เจ้าของร้านขนมครกใบเตย สยามสแควร์ เล่าว่า ย้อนกลับไป 30 ปีที่แล้ว คุณแม่มีอาชีพขายขนมครกใบเตย โดยท่านเดินหาบเร่ขายแถวสยาม ต่อมาเมื่ออายุมากขึ้น เปลี่ยนเป็นรถเข็น กระทั่งทางมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มีการจัดระเบียบร้านค้าในสยามสแควร์ เห็นว่าคุณแม่ขายมานานเป็นคนเก่าแก่ในย่านนี้ เลยช่วยจัดสรรพื้นที่ให้ขายเป็นเรื่องเป็นราว เดิมทีร้านตั้งอยู่ ซอย 2 ต่อมาถูกย้ายไปซอย 4 กระทั่งปัจจุบันมี 2 สาขาอยู่ซอย 5 หน้าศูนย์หนังสือจุฬา และซอย 8 ข้างโรงแรมโนโวเทล คุณป้าตุ๊กตา บอกว่า ในสมัยก่อนคุณแม่จะใช้เตาถ่านย่างขนม แต่หลังจากขยับขึ้นมามีหน้าร้าน ธุรกิจมีการขยับขยายและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เลยเปลี่ยนมาใช้เตาแก๊ส แต่อย่างไรก็ตาม
อดีตแม่บ้าน ตามสามีไปอยู่ที่ดินแดนซากุระ เห็นโอกาสสร้างรายได้ เปิดเพจรับซื้อสินค้าญี่ปุ่นส่งขายให้ลูกค้าคนไทย ผลตอบรับดี ต่อยอดกิจการขายเสื้อผ้ามือสอง สร้างมาตรฐานสูง มีเสื้อสูท เสื้อยืด ชุดกระโปรง เสื้อกันหนาว เสื้อโค้ต ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรค ทุกชิ้นบรรจุลงถุงพร้อมติดบาร์โค้ดราวกับเสื้อใหม่ ขายส่งราคาตัวละ 35 บาท ซื้อขั้นต่ำ 1,000 ตัว เพื่อเป็นการคละแบบ คละไซซ์ เสื้อผ้าจะไม่ซ้ำลายกันเลย ง่ายต่อการไปขายต่อ เรื่องราวของ คุณยุภาวรรณ อัจฉราพรเพ็ญ หรือ คุณเอ็มมี่ เธอตามสามีไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นในปี 2553 ซึ่งสามีไปเปิดบริษัททำธุรกิจโมเดลการ์ตูน ในระหว่างนั้นมีเวลาว่าง เพราะเป็นแม่บ้าน เลยเปิดเพจรับซื้อสินค้าญี่ปุ่น ประเภทขนม ของเล่น กระเป๋า ของจุกจิก ส่งขายให้ลูกค้าคนไทย กระแสการตอบรับดี มีคนบอกปากต่อปาก ในเวลาต่อมา หญิงสาวผันตัวทำธุรกิจเสื้อผ้ามือสอง “ในช่วงแรก ดิฉันขายสินค้าประเภท ขนม ของเล่น กระเป๋า จากนั้นได้รู้จักกับ คุณมิจิโอะ ซูซูกิ (Michio Suzuki) นักธุรกิจส่งออกเสื้อผ้าที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่น พูดภาษาไทยได้ ปี 2556 เลยเริ่มเอาเสื้อผ้ามือสองเข้ามาขายที่เมืองไทยและส่งไปทางอรัญป
ติดอันดับนักธุรกิจหนุ่มเนื้อหอมที่ถูกสาวๆ ค้นประวัติในกูเกิ้ลอยู่บ่อยๆ สำหรับ กึ้ง – เฉลิมชัย มหากิจศิริ ซีอีโอไฮโซหน้าตี๋ วัย 39 ปี ลูกชายคนเดียวของ คุณประยุทธ และ คุณสุวิมล มหากิจศิริ ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท พีเอ็ม กรุ๊ป จำกัด และเป็นผู้ถือหุ้นหลักโรงงานผลิตกาแฟ เนสกาแฟ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด นอกจากนั้นยังมีธุรกิจอื่นอีกมากมาย ปัจจุบัน กึ้ง เฉลิมชัย ได้รับมอบหมายให้ดูแลธุรกิจหลักของครอบครัวเต็มตัว โดยนั่งในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA เป็นบริษัทโฮลดิ้งคอมปะนี ที่มีหลายธุรกิจอยู่ภายใต้การบริหาร https://www.facebook.com/SentangSedtee.matichon/videos/1229399050536637/ คุณเฉลิมชัย ฉายภาพว่า “ทีทีเอ” มีหลายการลงทุน ส่วนที่ 1 คือ บริษัท โทรีเซน ชิปปิ้ง เป็นธุรกิจเดินเรือ ซ่อมแท่นขุดเจาะ ธุรกิจนี้ทำรายได้ให้มากที่สุด มีเรือทั้งหมด 21 ลำ มีกำลังจุ 58,000 ตัน มีนักดำน้ำ 500 คน พร้อมทีมปฏิบัติงาน ส่วนที่ 2 คือ เมอร์เมด มาริไทม์ บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ ทำธุรกิจเกี่ยวกับการให้บริการเรือขุดเ
ถึงหูหนวกแต่ไม่ยอมแพ้! ทำงานมาหลายอย่าง ทั้งวาดรูป งานบริษัท ปัจจุบันเป็นบาริสต้าร้านกาแฟดัง คุณออ-บุญมี เรือนปัญญา หนุ่มพิการบกพร่องทางการได้ยิน ผู้ไม่ยอมแพ้! ใช้ความสามารถและความขยัน อดทน จนได้เป็นบาริสต้า ร้านกาแฟดัง ทรูคอฟฟี่ (True Coffee) ภายใต้โครงการ “True Coffee Deaf Barista” บาริสต้าหนุ่ม เริ่มเล่าถึงการทำงานให้ฟังโดยใช้ภาษามือ มีล่ามคอยแปลให้เพื่อความเข้าใจว่า รักในอาชีพ บาริสต้ามาก หนึ่งปีเต็มที่ได้ทำงาน พยายามทำงานเต็มที่ ขอบคุณมากที่ให้โอกาสตรงนี้ ก่อนเล่าย้อนว่า เมื่อก่อนตอนทำงานด้านศิลปะ วาดรูปการ์ตูน ภาพเหมือนจริงขายที่ถนนข้าวสาร จตุจักร และสยาม งานนี้เหนื่อยเหมือนกัน เพราะต้องวนทำหลายๆ ที่ มีปัญหาบ้าง เลยเปลี่ยนมาทำงานบริษัทอยู่ได้ 4 ปี ถอดใจกลับไปอยู่บ้านต่างจังหวัดเพื่อดูแลพ่อแม่ ในหัวก็คิดอยู่ตลอดว่าต้องเปลี่ยนๆ ต้องทำงานๆ เป็นจังหวะดีที่ทรูคอฟฟี่เปิดโครงการสนับสนุนการทำงานแก่ผู้พิการทางการได้ยิน จึงมาสมัคร เพราะเป็นคนชอบทางกาแฟอยู่แล้วด้วย “ได้ยินข่าว มาสมัครทันทีครับ เข้าสัมภาษณ์ผ่านก็ดีใจ ภูมิใจ” https://www.facebook.com/SentangSedtee.matichon/videos/227625334926
