How to
รองศาสตราจารย์ วรภัทร ลัคนทินวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์เพื่อการวิจัยขั้นสูง อาจารย์ประจำภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ท่านเล็งเห็นถึงความสำคัญของผลไม้ไทย อาทิ ลำไย ทุเรียน มะพร้าว ชมพู่ฯลฯ อันถือเป็นพืชเศรษฐกิจหนึ่งที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศโดยในปี 2559 มีการส่งออกผลไม้สดไทยเป็นมูลค่ารวมกว่า 3 หมื่นล้านบาท (ข้อมูลจาก กระทรวงพาณิชย์) โดยส่วนใหญ่ส่งออกไปยังตลาดเป้าหมายหลักอย่าง ประเทศจีน และรองลงมา ได้แก่ ประเทศฮ่องกง และเวียดนาม แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรกรเจ้าของสวนผลไม้ไทย กลับสูญเสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปกับการดูแลบำรุงดิน และปรับคุณภาพผลไม้ให้มีรสชาติอร่อยและสีผิวเรียบสวยทั้งนี้ เพื่อเป็นลดความสูญเสียของเวลาและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ตลอดจนสามารถส่งออกผลไม้แข่งขันเทียบกับตลาดต่างประเทศได้ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. จึงได้คิดค้นและพัฒนานวัตกรรมต่างๆ ทั้งนวัตกรรมช่วยยืดอายุและเก็บรักษาความสดใหม่ของผลไม้ ฯลฯ เพื่อยกระดับรายได้แก่เกษตรกรไทยโดยการบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการเกษตรมาปรับใช้ ก่อนต่อยอดสู่งานวิจัยและนวัตกรร
ขนมไทย รสชาติดั้งเดิมแบบไทยแท้ ฝีมือคนไทยทำ ไม่ได้เพียงโด่งดังในประเทศอีกต่อไปแล้ว เพราะสามารถสร้างชื่อเสียงโด่งดัง ได้รับการยอมรับในวงกว้าง ด้วยการนำนวัตกรรมมาช่วยปรับปรุงให้ขนมไทยโกอินเตอร์ไปไกลได้ไม่ยาก จนสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศและโกยรายได้ต่อปีไปไม่น้อย ด้วยต้องการขายนวัตกรรมเชิงวัฒนธรรมให้กับขนมไทย แบรนด์แม่เอย จึงพัฒนาขนมไทยให้เจริญก้าวหน้าแบบไม่หยุดยั้ง ออกผลิตภัณฑ์ขนมไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับตลาด จนสามารถครองแชมป์โอท็อประดับ 5 ดาว มาตลอดระยะเวลา 10 ปี ยุคขนมเปี๊ยะเจ้าแรก ไอเดียหลากไส้ สู่อุตสาหกรรมขนมไทย คุณดิศรณ์ มาริษชัย กรรมการผู้จัดการ เจ้าของบริษัท ขนมแม่เอย เปี๊ยะ แอนด์ พาย (2003) จำกัด เล่าว่า “ก่อตั้งบริษัทมาร่วม 12 ปีแล้ว ตอนนั้นเป็นช่วงหลังวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่แตก ช่วงปี 2546-2547 นั้นเศรษฐกิจย่ำแย่มาก กำเงิน 7 บาท มาลงทุนเปิดท้ายขายของ ขายพวกตุ้มหู ขายไปวันๆ ก็ได้เพียงแค่เงินกินข้าว ไม่ได้มีกำไรอะไรเท่าไหร่ จึงกลับมาคิดว่า ทำแบบนี้มันไม่ยั่งยืน ประจวบกับช่วงนั้นสนใจการทำขนมเปี๊ยะพอดี จึงทดลองทำ ดูสูตรจากหนังสือ หาข้อมูล ถามผู้รู้ สูตรที่ได้ก็มีถูกบ้า
เอ่ยถึง “พิซซ่า” อาหารสัญชาติอิตาเลียน หลายคนคงนึกได้แต่แบรนด์ใหญ่ไม่กี่ยี่ห้อ ที่ยึดหัวหาดแทบทุกห้าง แถมยังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นมาอย่างต่อเนื่อง คุณษา-อุษา อมตสวัสดี เจ้าของแฟรนไชส์พิซซ่า ดอลลาร์ วัย 38 ปี ขอใช้หน้าร้านของ คุณหนุ่ย-แฟรนไชซี ซึ่งตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของห้างสรรพสินค้ามาร์เก็ตวิลเลจ สุวรรณภูมิ เป็นสถานที่พูดคุยกัน เริ่มต้นให้ฟัง จบการศึกษาด้านการเงิน-การธนาคาร ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำอยู่ฝ่ายบัญชีในรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ทำอยู่ได้ 7 ปี เกิดมีการควบรวมกิจการ เลยลาออกมาหวังหาธุรกิจส่วนตัวทำ จังหวะเดียวกันนั้น สามีตัดสินใจเดินทางไปช่วยพี่สาวทำร้านอาหารไทยในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เธอจึงมีโอกาสติดตามไปด้วยหวังเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ใช้เวลากว่า 7 ปี ในต่างแดน ทั้งตัวเธอและแฟน ต่างพยายามเก็บเงิน ด้วยการทำงานในร้านอาหารของพี่สาวและร้านอาหารไทยเจ้าอื่นด้วย โดยทำทุกหน้าที่ เริ่มจากบรรจุอาหาร รับโทรศัพท์ บาร์เทนดี้ เด็กเสิร์ฟ และงานในครัว กระทั่งเมื่อราว 4 ปีก่อน เกิดอาการ “คิดถึงบ้าน” สองสามี-ภรรยา และลูกน้อยวัยขวบครึ่งอีก 1 คน จึงพากันย้ายถิ่นฐานกลับมาอยู
เชื่อว่าสาวๆ หลายคนน่าจะเคยมีโมเมนต์ อยากแต่งหน้า อยากทำสวย อยากแนะนำผลิตภัณฑ์ที่ตัวเองใช้แล้วดีให้คนรอบข้าง หรือเพื่อนที่สนิทๆ ไม่มากก็น้อย และสมมติว่าแนะนำแล้วได้ผลตอบแทนกลับมาคือ “เงิน” ด้วย นอกจากจะมีความสุขในสิ่งที่ทำ ยังคุ้มค่าเหนื่อยอีกต่างหาก ปัจจุบันอาชีพนี้ เรียกว่า “บิวตี้ ครีเอเตอร์” ดูเหมือนในอินเตอร์เน็ต และโซเชียลเน็ตเวิร์ก จะกลายเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมอย่างท่วมท้นของบรรดาคนรุ่นใหม่ที่มักจะเข้ามาหาความรู้ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผ่านคลิปวิดีโอ หรือบล็อกรีวิว ซึ่งถ้าเป็นการแนะนำเกี่ยวกับความสวยความงามอย่างเครื่องสำอางหรือสกินแคร์ก็จะเรียกว่า บิวตี้ ครีเอเตอร์ หรือ บิวตี้ อินฟลูเอ็นเซอร์ อาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็น เริ่มต้นจากการแบ่งปัน ผลงานเตะตาเจ้าของสินค้า คุณนันทวรรณ พรชัยจันทร์เพ็ญ หรือ คุณทราย แฟนคลับของเธอจะรู้จักในชื่อของ “Mhunoiii” (หมูน้อย) สาวบิวตี้ ครีเอเตอร์ ฟรีแลนซ์บนโลกโซเชียลที่กลายเป็นอาชีพที่ก่อให้เกิดรายได้ขึ้นมาได้ คุณทราย เล่าที่มาที่ไปของการเข้ามาสู่อาชีพฟรีแลนซ์ด้านความงามว่า ช่วงที่เรียนปริญญาตรีมักจะมีเหตุให้
เชื่อว่าน้องๆ หลายคน คงอยากหารายได้พิเศษไว้เป็นทุนขวัญถุงตอนเปิดเรียน บ้างไปทำงานล้างจาน แจกใบปลิว เป็นเด็กเสิร์ฟตามร้านอาหาร ตามแต่ถนัด แต่สำหรับ น้องอุ่น – ณัชพร กลิ่นรอดนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่3 โรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี จังหวัดพิษณุโลก อาจแตกต่างไปมาก หากเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน เพราะเธอมี “จ๊อบ” สำคัญ ซึ่งทำกำไรได้เกือบ 200 บาททุกวัน ควบคู่ไปกับการเรียนหนังสือตามปกติ ส่วนงานทำเงินดังว่า มีรายละเอียดความเป็นมาอย่างไร ติดตามได้นับจากนี้ เพื่อนเรียกร้อง ฝีมือพอตัว “จบม.3 แล้วค่าาาาา หายหน้าหายตาไปนาน เพราะแม่ค้าสอบค่ะอยากจะตั้งใจสอบให้เต็มที่ แม่ค้าได้รับเหรียญคนดีศรีเฉลิมขวัญด้วยนะคะเป็นนักเรียนที่อยู่ในกฎ ระเบียบของโรงเรียนตลอด 3 ปีแต่ก็ยังจะขายข้าวเหนียวหมูนะคะ” คือข้อความล่าสุดที่ “น้องอุ่น” สื่อสารผ่านทางออนไลน์ ส่งถึงแฟนเพจ ซึ่งมีมากกว่า 4,700 คน โดยเจ้าตัว ย้อนความเป็นมาให้ฟังเกี่ยวกับกิจการ “เหนียวหมูอุ่น” ซึ่งเริ่มทำเมื่อราวเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ตั้งต้นจากการที่เธอมักห่อข้าวไปทานโรงเรียนทุกเช้า เพื่อนๆเห็นเข้าบอกให้ทำมาขาย เพราะอยากทานบ้าง อีกอย่างหลายคนไม่มีเวล
งานวิจัยเด่นอีกชิ้นที่บริษัทเอกชนนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์แล้วคือ โครงการ : การพัฒนาการผลิตฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์ผงจากน้ำเชื่อมลำไยด้วยวิธีทางเอนไซม์ และโครงการ : ขยายผลเพื่อสำรวจและทดสอบตลาดของผลิตภัณฑ์พรีไบโอติกฟรุกโตโอลิโกแซ็กคาไรด์จากน้ำเชื่อมลำไย โดย ผศ.ดร.ยุทธนา พิมลศิริผล จากคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม ในบ้านเรายังไม่มีน้ำเชื่อมลำไยวางขาย เนื่องจากราคาค่อนข้างแพง ผู้ผลิตจึงเน้นการส่งออกมากกว่า โดยเฉพาะตลาดในสหรัฐอเมริกา ผศ.ดร.ยุทธนาอธิบายว่า งานวิจัยนี้เริ่มจากนำเนื้อลำไยมาคั้นเป็นน้ำแล้วใช้ความร้อนฆ่าเชื้อ และกำจัดตะกอนจากนั้นนำมาระเหยภายใต้สุญญากาศให้เป็นน้ำเชื่อมลำไยเข้มข้นสูง โดยยังคงกลิ่นรสเฉพาะตัวของลำไย ก่อนนำไปทำปฏิกิริยาด้วยกระบวนการทางเอนไซม์ เพื่อเหนี่ยวนำให้น้ำตาลปกติกลายเป็นฟรุกโตสแซคคาไรด์ ซึ่งจะมีคุณประโยชน์มากขึ้น มีความหวานลดลง และเป็นประโยชน์ในเชิงสุขภาพมากยิ่งขึ้น เพราะตัวฟรุกโตสแซคคาไรด์มีความหวานน้อยกว่า ทำให้เอนไซม์ในร่างกายย่อยไม่ได้ แต่จะเป็นอาหารที่ดีสำหรับจุลินทรีย์ในลำไส้ใหญ่ พอจุลินทรีย์เพิ่มมากขึ้นก็จะช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันมากขึ
“อาหารเช้า” นับเป็นมื้อสำคัญที่ทุกเพศ-วัย ไม่ควรละเลย แต่ใครจะเลือกรับประทานแบบไหน ประเทศไทยที่สุดแสนจะอุดมสมบูรณ์นั้น มีเมนูให้เลือกหลายหลาย ไล่ไปตั้งแต่โจ๊ก น้ำเต้าหู้ กาแฟ ปาท่องโก๋ ข้าวเหนียว-หมูปิ้ง ข้าวมันไก่ ต้มเลือดหมู ฯลฯ และสำหรับ “ไข่กระทะ” อาหารของชาวฝรั่งเศสที่ส่งต่อมายังชาวเวียดนาม เมื่อครั้งประเทศต้องตกเป็นเมืองขึ้นนั้น จัดว่าเป็นมื้อเช้าจานเด่น สำหรับคนภาคอีสานในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดริมโขง อย่าง อุดรธานี หนองคาย สกลนคร นครพนม ฯลฯ เหตุน่าจะมาจากการที่ชาวเวียดนาม หรือที่มักเรียกกันสั้นๆว่า “คนญวน”อพยพย้ายถิ่นเข้ามาไทย และได้นำวัฒนธรรมการกินดังกล่าวมาด้วย จากนั้นคนไทย จึงทำการประยุกต์ ปรุงแต่งรสชาติ-หน้าตา ให้ถูกปากมากยิ่งขึ้น จนกลายเป็น “เมนูฮิต”อันดับต้นๆ สำหรับใครหลายคนจนถึงทุกวันนี้ พัฒนาสูตร ได้สไตล์โดนใจ คุณเอ๋ – วลัยพรรณ จารุกิจกุล หุ้นส่วนคนสำคัญ อาสาเป็นตัวแทนให้ข้อมูล เริ่มต้นว่า ผู้ก่อตั้งกิจการนี้ คือ คุณอิท – อิทธิพล โกมลยกุล อายุ 40 ปีเศษ คู่ชีวิตของเธอเอง ซึ่งเคยทำงานประจำอยู่บริษัทแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งกราฟฟิกดีไซน
เอ่ยชื่อ “สุพัฒน์ ธีรภาพสกุลวงศ์” พื้นเพเป็นชาวนครปฐม ทำอาชีพลูกชิ้นหมูขายมานานกว่า 40 ปี เชื่อว่าคนไทยกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ คงไม่รู้จักว่าเขาเป็นใครหรือมาจากไหน แต่หากบอก บุคคลดังว่านั้นคือ“เต็กกอ” เจ้าของฉายา “ขุนแผนนครปฐม” หลายคนคงร้องอ๋อ!และอาจบอกต่อได้ด้วยซ้ำว่า ชายผู้โด่งดังท่านนี้ ปัจจุบัน อายุอานามคงราว 72 ปีแล้ว มีภรรยาอาศัยร่วมชายคาเดียวกันถึง 7 คน มีผลงานเป็นลูกชาย-หญิง 22 คน และหลานๆรวมได้ 23 คน นอกจากจะมีความสามารถพิเศษ ในการปกครองคนในครอบครัว ให้ช่วยกันทำมาหากิน อยู่ร่วมกันอย่างสงบเรียบร้อยแล้ว “ลูกชิ้นหมู” ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่ง “ของดี” ซึ่งเกิดจากฝีมือการทำของ “เต็กกอ”จนกลายเป็นอาชีพหลัก สามารถเลี้ยงดูลูก-หลาน ให้ได้รับการศึกษาตามความถนัดชนิดไม่น้อยหน้าใคร แม้จะเริ่มต้นจากโรงงานขนาดเล็กอยู่ในห้องแถว แต่ด้วยความคิดสร้างสรรค์และความอุตสาหะ กิจการของชายผู้นี้ จึงเติบโตขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันนอกจากโรงงานจะขยายกำลังการผลิตมากขึ้นกว่าแต่ก่อนมากแล้ว ยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวที่บรรดาทายาท นำไปต่อยอด กระจายอยู่ตามทำเลต่างๆในจังหวัดนครปฐม สร้างจุดยืน ต้องแตกต่าง กระทั่งปี 25
ในสังคมออนไลน์ ชาวโคราชได้พากันแชร์ข้อมูลชักชวนกันไปชิมสเต็กถาดยักษ์ ที่ร้านลุงเหน่งสเต็กยักษ์ ตั้งอยู่บริเวณทางแยกหัวทะเล ตำบลหัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา กันอย่างแพร่หลาย และมีการกล่าวขานกันขณะนี้ว่า เป็นสเต็กที่มีความหลากหลาย ได้ปริมาณอาหารเยอะที่สุดในประเทศ ผู้สื่อข่าวได้ไปตรวจสอบ พบประชาชนหลากหลายอาชีพมาใช้บริการกันอย่างคึกคัก จากการสอบถามนายพงศ์พิชาญ สัจจขจรกิตติ์ อายุ 29 ปี ชาว ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา เจ้าของร้านลุงเหน่งสเต็กยักษ์ เปิดเผยว่า อดีตเป็นพิธีกรทีมสโมสรฟุตบอล นครราชสีมา มาสดา เอฟซี หรือสวาทแคท ขณะนี้ทำงานเป็นพนักงานช่างระดับ 4 การไฟฟ้า สาขาหัวทะเล และได้เปิดร้านสเต็ก ฯ เพื่อเป็นรายได้เสริมเลี้ยงครอบครัว ในช่วงที่ผ่านมาร้านอาหารในพื้นที่หลายแห่งมีการ นำเสนอการขายอาหาร โดยเน้นให้ปริมาณที่เยอะกว่าปกติ และมีราคาถูกคุ้มค่า ไม่ว่าจะเป็นข้าวจานเดียว ก๋วยเตี๋ยว หรือส้มตำถาด ตนต้องการอยากสร้างความแปลก และทางเลือกใหม่ให้กับบรรดานักชิม จึงทำสเต็กถาดจานยักษ์ เพื่อเอาใจคนชอบกินอาหารในปริมาณมาก และหลากหลายในราคาที่คุ้มค่า สำหรับสเต็กถาดยักษ์ ที่เสิร์ฟในถาดขนาดใหญ่เ
ร้านก๋วยเตี๋ยวใบพายไจแอ้นท์ ชามยักษ์ ที่ขายเส้นก๋วยเตี๋ยว เนื้อ ลูกชิ้น ในชามสั่งพิเศษ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 50 เซนติเมตร สูง 13 เซนติเมตร เฉพาะเส้นและเนื้อลูกชิ้น มีน้ำหนักร่วม 2 กิโลฯ ราคาชามละ 600 บาท แต่ทางร้านท้าทายว่า หากลูกค้าคนใดสามารถกินหมดภายในเวลา 35 นาที จะให้กินฟรีโดยไม่ต้องจ่ายเงิน พร้อมรับรางวัลผู้พิชิต ฮอลล์ ออฟ เฟม จากทางร้านไปเลย ตลอดทั้งวัน นอกจากลูกค้ามาทานก๋วยเตี๋ยวเนื้อ น้ำซุปเครื่องยาจีนรสชาติกลมกล่อมที่ร้านเป็นจำนวนมากแล้ว ก็มีส่วนหนึ่งรับคำท้ากินก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์กันอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน อย่างไรก็ตามยังไม่มีลูกค้าคนใดสามารถทานหมดใน 35 นาที แต่มีลูกค้าที่สนใจมากขอถ่ายภาพและเช็กอินกับก๋วยเตี๋ยวชามยักษ์ด้วย นายพัฒนณัฐฏ์ วงศ์วรรณ อายุ 36 ปี เจ้าของร้านครัวตุ๋นเผยว่า สำหรับร้านครัวตุ๋นนี้ได้เปิดมาแล้วกว่า 3 ปี ซึ่งจุดเด่นของร้านคือจะใช้แต่เนื้อคุณภาพ และใช้น้ำซุปยาจีนที่หอมและกลมกล่อมโดยไม่ใช้ผงชูรส รวมทั้งก๋วยเตี๋ยวเนื้อวากิวที่เสิร์ฟมาให้แก่ลูกค้าจะเป็นการเสิร์ฟแบบสดๆ เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นว่าเนื้อที่ทางร้านได้คัดเลือกมาสดและมีคุณภาพจริงๆ
