เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่ามีกระแสหนึ่งเกี่ยวกับค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียม TikTok เกิดจากการที่แพลตฟอร์มปรับโครงสร้างการเก็บเงินใหม่ โดยหักค่าธรรมเนียมรวมกันสูงถึงกว่า 25% ส่งผลให้พ่อค้าแม่ค้าและครีเอเตอร์เจอปัญหาขายดีแต่รายได้ไม่เหลือ หรือยอดขายไม่พอกลบต้นทุน
ประเด็นดราม่าโครงสร้างค่าธรรมเนียม
โดยมีกรณีศึกษาจากเคสของคุณแพรรี่ที่ออกมาโพสต์ถึงสาเหตุที่ไม่ปักตะกร้าขายทุเรียนใน TikTok เพราะ ยอดขาย 2.8 ล้าน แต่โดนค่าธรรมเนียมกว่า 7 แสนบาท
โดยข้อความในโพสต์ระบุว่า
“เมื่อลูกค้าถามว่าไม่ปักตะกร้าขายทุเรียนใน TikTok แล้วหรอ เอ่อออ‼️ เห็นค่าธรรมเนียมที่โดนหักไหมคะคุณลูกค้า แม่ค้าปักไม่ลงจริงๆ ค่ะ”
โครงสร้างค่าธรรมเนียม TikTok Shop
ตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคมที่ผ่านมา ทางแพลตฟอร์มได้มีการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้ขายดังนี้
– ปรับปรุงอัตราค่าคอมมิชชันสำหรับร้านค้า Mall และ ร้านค้าทั่วไป (non-mall)
– ปรับปรุงค่าธรรมเนียมสนับสนุนการเติบโตของร้านค้า (Commerce Growth Fee)
โดยค่าคอมมิชชัน (Commission) ร้านค้า Non-Mall (ร้านทั่วไปไม่ใช่แบรนด์ใหญ่) ถูกปรับค่าคอมฯ สูงสุดถึง 9.63% ค่าธรรมเนียมธุรกรรม (Transaction Fee) ถูกหักราวๆ 3.21% และ ค่าสนับสนุนการเติบโต เป็นค่าธรรมเนียมใหม่ที่ TikTok หักเพิ่ม ประมาณ 8.03% และ ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐาน 1.07 บาทต่อออร์เดอร์
เมื่อรวมค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว ยอดหักอาจพุ่งสูงกว่า 20-25% ของยอดขาย ทำให้หลายคนบ่นว่าสัดส่วนค่าใช้จ่ายสูงเกินไปจนแทบไม่เหลือกำไร
ผลกระทบต่อครีเอเตอร์และผู้ขายผู้ขาย (Seller)
หากตั้งราคาสินค้าโดยบวกกำไรไว้ไม่มากพอ เมื่อเจอยอดหักจาก TikTok เข้าไป อาจทำให้ขายดีแต่ขาดทุน หรือที่เรียกกันว่าอาการขายดีจนเจ๊ง
นายหน้า (Affiliate) : ครีเอเตอร์ที่ทำคอนเทนต์ปักตะกร้าขายสินค้า อาจต้องเผชิญกับปัญหาสินค้าขึ้นราคา หรือร้านค้าลดเปอร์เซ็นต์ค่าคอมมิชชันลงเพื่อนำไปจ่ายค่าธรรมเนียมให้ทาง TikTok
วิธีรับมือและป้องกันปัญหาเบื้องต้น
คำนวณต้นทุนใหม่ให้ละเอียด : ผู้ขายต้องนำค่าธรรมเนียมที่ TikTok หักทั้งหมดมารวมเป็นต้นทุนก่อนตั้งราคาขาย
อ่านเงื่อนไขให้ชัดเจน : ตรวจสอบข้อมูลอัปเดตสัดส่วนค่าธรรมเนียมผ่าน TikTok Seller Center เพื่อให้ทราบส่วนแบ่งที่แท้จริง
ระวังมิจฉาชีพ : ในกลุ่มผู้ทำ Affiliate มักจะมีดราม่ารองเรื่องมิจฉาชีพแฝงตัวมาหลอกให้ลงทุนกดรับออร์เดอร์ หรือหลอกแบ่งค่าคอมมิชชัน
อ้างอิง
