Exclusive
ระลอก 3 อีกแล้ว ใครจะไม่ท้อ ร้านสักคิ้วถูกล็อกดาวน์ ไกด์สาว หนีเสือปะจระเข้ ต้องยุติอาชีพไกด์ เพราะสถานการณ์โรคระบาด ก่อนหันมาเรียนวิชาสักคิ้ว หวังทำเป็นอาชีพใหม่ แต่แล้วต้องมาเจอกับ โควิด-19 ระลอก 3 ร้านสักถูกคำสั่งล็อกดาวน์ นี่มัน หนีเสือปะจระเข้ ชัดๆ คือ เรื่องราวของ คุณแบ๋มมี่-พัชราภรณ์ คำดี อายุ 37 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดศรีสะเกษ จบปวช. เอกบัญชี ที่วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ แต่เพราะไม่ชอบอยู่กับที่ และไม่อยากเป็นนักบัญชี เลยคิดว่า อาชีพมัคคุเทศก์ หรือ ไกด์ (Guide) น่าจะเหมาะกับตัวเอง เลยเข้ากรุงเทพฯ มาศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ที่ วิทยาลัยดุสิตธานี รุ่น 49 คณะอุตสาหกรรมบริการ การท่องเที่ยว หลังเรียนจบ ได้ฝึกงาน ที่บริษัททำทัวร์ประเทศเวียดนาม และเป็นประเทศแรกที่เธอได้เดินทางไป จากนั้น บอกตัวเองตลอดว่า ต้องเป็นไกด์ เท่านั้น ต่อมาไม่นาน ทัวร์เกาหลีใต้ เริ่มได้รับความนิยม จากซีรีส์ เรื่อง Full house มีบริษัททัวร์เปิดรับไกด์ เลยได้ทำทัวร์เกาหลีอยู่ 9 ปี ต่อมาเป็นทัวร์ญี่ปุ่น อีก 5 ปีเศษ ดำเนินอาชีพที่รักมาด้วยดี จนถึงราวต้นปีที่แล้ว กระทั่งเกิดจุดพลิกผันครั้งใหญ่ จำได้แม่น เมื่อวันที่ 29 กุมภ
จี้สุนัข แมว แอ็กเซสซอรี่สำหรับเพื่อนรักสี่ขา จิ๋วๆ แบบนี้ทำรายได้หลักล้าน พูดถึงความเป็นทาสสุนัขและแมวแล้วล่ะก็ คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เพราะไม่ใช่แค่ตกเป็นทาสอย่างเดียว แต่ยังสามารถนำมาเป็นไอเดียทำธุรกิจได้ด้วย อย่างเช่น คุณใหม่-ขวัญชนก หนูคง วัย 31 ปี เธอริเริ่มธุรกิจจากความชอบและรักในตัวสุนัขและแมว จนสามารถสร้างรายได้หลักล้านบาทได้ แม้จะมีวิกฤตโควิดเข้ามา แต่ก็ยังมีลูกค้าเข้ามาอุดหนุน ถึงจะลดลงแต่ก็ยังมี พื้นเพคุณใหม่เป็นคนสัตหีบ เกิดในครอบครัวข้าราชการ เมื่อก่อนนั้นทำงานในจังหวัดระยอง 2 ปี ต่อมาย้ายเข้ากรุงเทพฯ มาทำงานด้านไอทีนาน 6 ปี ในระหว่างนั้นได้เริ่มสร้างธุรกิจเล็กๆ ด้วยตัวเอง คือ ทำปลอกคอสุนัขแมวสลักชื่อ ภายใต้แบรนด์ Pet Collar “ทำปลอกคอสุนัข แมว สลักชื่อ เพราะเป็นทาสสุนัขและแมว บวกกับชอบงานประดิษฐ์ เริ่มศึกษาด้วยตัวเองโดยใช้ค้อนตอกสลักตอกตัวอักษรบนป้ายทองเหลืองทีละตัว เสร็จแล้วนำไปโพสต์ในกลุ่มคนรักสุนัข แมว ปรากฏว่ามีคนสนใจจำนวนมาก ทำให้เกิดไอเดียต่อยอดเปิดเพจขายจริงจัง ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นสเตนเลสเพราะทองเหลืองมีข้อจำกัดคือเปลี่ยนเป็นสีดำ สุดท้ายหยุดทำไป 1 ปี เพราะร่างกายอ
เปิดข้อมูลสถานที่รับตรวจหาเชื้อ พร้อมค่าใช้จ่ายเบื้องต้น แต่หลายที่ปิดไม่มีกำหนด ยังคงเป็นหัวข้อที่ถูกถามถึงกันอย่างกว้างขวาง นอกจากเมื่อไหร่จะได้ฉีดวัคซีนแล้ว คงหนีไม่พ้น มีที่ไหนรับตรวจหาเชื้อโควิด-19 บ้าง แล้ว ต้องเสียค่าใช้จ่ายกันเท่าไหร่ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงรวบรวมข้อมูลสถานที่ตรวจหาเชื้อ พร้อมค่าใช้จ่ายเบื้องต้น มาให้พิจารณากันตามอัธยาศัย แต่ต้องหมายเหตุให้ทราบก่อนว่า ล่าสุดโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่ง ปิดแผนกรับตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างไม่มีกำหนดแล้ว โดยให้เหตุผล น้ำยาตรวจขาดแคลน บ้าง บุคลากรไม่เพียงพอ โรงพยาบาลรัฐ สถาบันป้องกันควบคุมโรคเขตเมือง ค่าใช้จ่าย 2,700 บาท สถาบันบำราศนราดูร ค่าใช้จ่าย 2,500-3,500 บาท โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ค่าใช้จ่าย 3,000-6,000 บาท โรงพยาบาลรามาธิบดี ค่าใช้จ่าย คนไทยไม่เกิน 2,500 บาท ชาวต่างชาติไม่เกิน 3,500 บาท โรงพยาบาลเวชศาสตร์เขตร้อน ค่าใช้จ่าย 3,000 บาท โรงพยาบาลศิริราช ค่าใช้จ่าย 2,000-3,000 บาท (รับตรวจเฉพาะกลุ่มเสี่ยง) โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ ค่าใช้จ่าย 7,000-8,000 บาท (ไม่รวมค่าบริการอื่นๆ) โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ค่าใช้จ่าย 2,440 –
แห่ตรวจหาเชื้อ วันหยุดสุดสัปดาห์ คนกรุงจ้าละหวั่น เข้าซูเปอร์ฯ ตุนอาหาร-น้ำดื่ม จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่นับวันมีตัวเลขผู้ติดเชื้อนับพัน และยังไม่มีท่าทีจะลดลงนั้น ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่เริ่มมีความตระหนก ผู้สื่อข่าว เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ออกสำรวจสถานการณ์ความเคลื่อนไหวจากพื้นที่บางส่วน ในกรุงเทพฯ พบว่าช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา (24-25 เมษายน) มีความโกลาหล เห็นได้ชัด เริ่มจาก ช่วงเช้าของวันเสาร์ที่ 24 เมษายน บรรยากาศหน้าสนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ซึ่งมีการใช้เป็นสถานที่ตรวจโควิด-19 ให้กับผู้ประกันตน ตามโครงการของสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ปรากฏ มีผู้มารอรับการตรวจเข้าแถวยาวเหยียด ประกอบกับสภาพอากาศร้อนจัด และแดดแรงมาก ผู้ที่ลงทะเบียนมาก่อน บางคนถึงกับถอดใจ หันไปพึ่งบริการจากโรงพยาบาลเอกชนแทน “คนเยอะขนาดนั้น แม้มีการป้องกันตัวเองแล้ว ก็ยังเสี่ยง เพราะทุกคนที่มาต่อคิวตรวจ สันนิษฐานว่าต้องเป็นผู้มีความเสี่ยงไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว เขาถึงลงทะเบียนมารับการตรวจกัน ประกอบกับฟังนายกฯ แถลงเมื่อล่าสุด คืนวันศุกร์แล้ว รู้สึกไม่มีความหวัง เลยต้องช่วยเหลือตัวเอง เงิน 3,000
นอกจากจะเป็นตลาดผักใหญ่ที่สุดในไทยแล้ว ตลาดสี่มุมเมือง ยังเป็นตลาดผลไม้ยุคใหม่ โดยเฉพาะ “ตลาดทุเรียน” ที่ตอนนี้กำลังมีผลผลิตจากเกษตรกรชาวสวนเข้ามาทยอยขายกัน คุณชาลินี ลอยนุ้ย เกษตรกรชาวสวนจากจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด เจ้าของแผง นุช-นนท์ จำหน่ายทุเรียนที่ตลาดสี่มุมเมืองมา 35 ปี และยังเป็นดีลเลอร์ส่งทุเรียนให้กับห้างขายปลีกยักษ์ใหญ่ของประเทศ เผยว่า “ที่ร้านจะมีทุเรียนหลายพันธุ์จำหน่าย สำหรับปีนี้ราคาเฉลี่ยของหมอนทองอยู่ที่ 140 บาท ชะนีไข่ อยู่ที่ 100 บาท ก้านยาว อยู่ที่ 140 บาท กระดุม อยู่ที่ 100 บาท และนกกระจิบ อยู่ที่ 130 บาท” ก่อนไขข้อข้องใจ ถึงสาเหตุทุเรียนแพงว่า “ผลผลิตกว่า 80% จะส่งออกไปจีน ยิ่งตอนนี้ผู้ซื้อชาวจีนมีการปรับตัว จากเมื่อก่อนที่ซื้อเฉพาะเบอร์สวยเกรด A ก็เริ่มหันมาเหมาซื้อเกรดรองลงมา ทำให้ทุเรียนที่จำหน่ายในประเทศมีน้อยลงไปด้วย” หากเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา ปีนี้ทุเรียนขายยากขึ้นหรือไม่ คุณชาลินี เผยว่า “การจำหน่ายทุเรียนในปีนี้ถือว่าไม่กระทบมากนัก เพราะเป็นผลไม้ที่คนไทยยังชอบรับประทานอยู่ แต่แม่ค้าปลีกที่รับไปขายอาจจะลดความถี่ในการซื้อลง เช่น ถ้าซื้อสัปดาห์ละ 3-4 ครั้
หนักสุดในชีวิต โควิดทำอ่วม คนโรงแรมปรับตัวจนเหนื่อย สู้ไหวไม่ไหว ตอบไม่ได้เลย สถานการณ์โควิด-19 เกิดการแพร่ระบาดมาตั้งแต่ต้นปี 2563 ทำให้ภาคธุรกิจต่างๆ ทั้งการท่องเที่ยว ร้านอาหาร การเดินทาง โรงแรม ธุรกิจอื่นๆ รวมไปถึงการใช้ชีวิตของผู้คน ต่างก็ได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า ซึ่งผ่านไปครึ่งปี ดูเหมือนสถานการณ์ภายในประเทศเริ่มดีขึ้น ธุรกิจต่างๆ ที่กัดฟันทนกันมาตั้งแต่ต้นปี เริ่มกลับมายืนได้อีกครั้ง แต่ก็ต้องสะดุดอีกครั้ง เมื่อเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เจ้าของธุรกิจโรงแรมรีสอร์ตทางภาคเหนือ Reverie Siam (เรเวอรี่ สยาม) อย่าง คุณโอ-พีระ เลาหเจริญสมบัติ ได้พูดคุยกับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ เกี่ยวกับสถานการณ์ของโรงแรมในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา เขาเล่าให้ฟังว่า โรงแรมเรเวอรี่ สยาม ตั้งอยู่ทางภาคเหนือ ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ดำเนินกิจการมาแล้วกว่า 7 ปี ลูกค้าส่วนใหญ่ของโรงแรมเป็นชาวต่างชาติกว่า 70% และลูกค้าชาวไทย 30% แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขึ้น ทำให้รายได้ลดลงไปค่อนข้างเยอะ “โควิดรอบแรกเมื่อต้นปี 63 ช่วงกุมภายังดีอยู่ พอมามีนายอดเริ่มหาย เหลือ 10% จากปกติยอดจ
จากธุรกิจโรงงานผลิตรองเท้าเกรดพรีเมี่ยมที่สร้างมาด้วยสองมือของพ่อแม่กว่า 30 ปี จนกลายเป็นโรงงานใหญ่โต รับผลิต OEM ส่งออกต่างประเทศ มาวันนี้ต้องปรับตัวอย่างหนัก เพราะเจอวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ ด้วยการหันมาเจาะกลุ่มลูกค้าในประเทศ ปรับเงื่อนไขรับจ้างผลิตรองเท้า OEM หวังให้ผู้ประกอบการไทยหรือคนที่สนใจได้มีแบรนด์ของตัวเอง คุณดี-รินรดี เกริกศุภรักษ์ อายุ 24 ปี ทายาทสาวโรงงานผลิตรองเท้าเกรดพรีเมี่ยม เล่าว่า โรงงานผลิตรองเท้าแบบ OEM ภายใต้บริษัท Vinris trading Co.,Ltd. มีจุดเริ่มต้นมาจากคุณพ่อคุณแม่ “คุณแม่เป็นคนต่างจังหวัด เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ เป็นช่างเย็บหนังหน้ารองเท้า จนได้มาพบรักกับคุณพ่อ ทั้งสองช่วยกันออกไอเดีย ชวนกันมาทำรองเท้าแล้วไปเสนอขายให้ลูกค้า ผลิตรองเท้าคัตชู รองเท้าแตะของผู้ชายจากหนังวัว ช่วยกันผลิตและเป็นเซลส์ ด้วยคุณภาพทำให้มีลูกค้าจำนวนมากทั้งในและต่างประเทศ เช่น เยอรมนี” ธุรกิจเติบโตตามกาลเวลา จากบ้านตึกแถวเล็กๆ สู่โรงงานผลิตรองเท้าครบวงจรแห่งแรกแถวแบริ่ง มีพนักงานประจำ จากนั้นขยายไปเช่าโรงงานแห่งที่สอง ย่านพระราม 4 ผลิตเฉพาะพื้นรองเท้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายไม่ต้องสั่งวัสดุจากจี
โควิดยังขายได้ หอมละเอย แบรนด์เครื่องหอมของหนุ่มวิศวะ ธุรกิจไปต่อยุคไวรัสระบาด “เพราะความหอม เป็นจุดเริ่มต้นของอะไรดีๆ มากมาย เราจึงเชื่อว่า เพราะกลิ่นที่ดี…สร้างสิ่งที่ดีเสมอ” สโลแกนสุดแสนเรียบง่าย แต่สื่อสารตรงตัว ที่ คุณกรัณย์ วนะภูติ วัย 34 ปี เจ้าของ หอม-ละ-เอย (HOM-LA-OEI) แบรนด์เครื่องหอมไทย สุดแสนภูมิใจในการนำเสนอกับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ และผู้ที่ชื่นชอบเครื่องหอมประดับบ้าน คุณกรัณย์ เล่าว่า ก่อนที่จะมาทำธุรกิจเครื่องหอม ตนผ่านงานมาหลากหลาย ทั้ง ค้าขาย ทำเต็นท์ขายรถ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำงานดูแลการตลาดออนไลน์ รวมถึงการทำการเกษตรอย่าง ทำนา ก็ด้วย “จริงๆ ผมเรียนจบวิศวะไฟฟ้า แต่ไม่ได้ทำงานตามสายที่จบมาหรอกครับ แต่ผมชอบค้าขาย แล้วก็ทำอย่างอื่นอีกหลากหลาย มีทำอสังหาฯ ร่วมกับพี่ชายที่ชลบุรีด้วย แต่ก็กลับบ้านเกิดที่ฉะเชิงเทรา เพราะพ่อแม่อายุเยอะแล้ว ก็กลับไปดูแลท่านแล้วให้พี่ชายดูแลธุรกิจต่อ พอกลับมาแล้วก็ตามประสาคนทำงาน มันว่างไม่ค่อยได้ ก็ทำเกษตร ทำนาที่บ้าน มีรับดูการตลาดออนไลน์บ้างแต่ไม่เยอะ” “ด้วยความที่ผมชอบเครื่องหอมอะไรพวกนี้อยู่แล้ว ก็อยา
โควิดทำเงียบหนัก อี่โภชนา ร้านดังสามย่าน ขอเป็นสะพานบุญ ส่งข้าวกล่องให้ทีมแพทย์ สถานการณ์โควิด-19 นับวันก็ยิ่งมีแนวโน้มตรวจเจอคนติดขึ้นเรื่อยๆ บุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นด่านหน้าในการรักษา ต่างก็ทำงานหนักตลอดหลายเดือน แทบขยับตัวไปไหนกันไม่ได้ ย่อมเกิดความเครียด กดดัน และเหนื่อยล้าสะสมกันไม่น้อย เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้คุยกับ คุณหนึ่ง-อุทัย สุนิรันดร์ วัย 39 ปี เจ้าของรุ่นที่ 3 ของร้าน อี่โภชนา ร้านดังสามย่านที่อยู่คู่ชาวจุฬาฯ มากว่า 50 ปี นอกจากจะเป็นร้านอาหารซีฟู้ดจีนสไตล์ราคาหลักร้อยที่เข้าถึงได้ทุกคนแล้ว ร้านยังอาสาเป็นสะพานบุญช่วยเหลือทีมด่านหน้า ฝ่าวิกฤตโควิดด้วย “จริงๆ ที่ร้านเคยทำโครงการข้าวกล่องให้บุคลากรทางการแพทย์มาตั้งแต่ปีที่แล้ว คือช่วงโควิดมา มันเงียบมาก ร้านผมเป็นแบบเหลาอาหาร หันมาทำดีลิเวอรี่เหมือนเจ้าอื่นๆ มันก็รู้สึกไม่ค่อยเวิร์กเท่าไหร่ เพราะร้านแบบผมต้องมานั่งกินนั่งเสพบรรยากาศ แล้วลูกค้ากว่า 60% ของร้านเป็นชาวต่างชาติ พอโควิด ปิดประเทศ เขาก็มากันไม่ได้ ลูกน้องผมก็ไม่มีงานทำ ผมเลยคุยกับแม่ว่าจะเอายังไงดี เพราะผมตัดสินใจจะไม่ลดเงินเดือนลูกน้อง จะไม่ทิ้งใคร
ล็อกดาวน์สองรอบ ปิดร้านไป 5 เดือน พอจะดีขึ้นหน่อย เจอระลอกสามอีกแล้ว เป็นอีกหนึ่งกิจการ ที่ได้รับผลกระทบแบบแต็มๆ ล็อกดาวน์สองรอบ ต้องปิดร้านถึง 5 เดือน พอจะดีขึ้นหน่อย เจอระลอกสามอีกแล้ว คุณดวง-กัลยาภัสร์ ตังเทพประสิทธิ์ อายุ 47 ปี เจ้าของกิจการ อาป๋ากุ้งย่าง ย่านสายไหม เจ้าของเรื่องราว สละเวลาทำมาหากิน มาให้ข้อมูลกับ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง แนะนำตัวให้รู้จัก พื้นเพเป็นคนอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ธุรกิจครอบครัวเป็นร้านโชห่วย ส่วนสามี เป็นหุ้นส่วนร้านอาป๋ากุ้งย่าง หมูกระทะเจ้าดังของอำเภอบ้านโป่ง หลังแต่งงาน จึงชวนกันมาเปิดร้านอาป๋าฯ ที่กรุงเทพฯ โดยเลือกเช่าทำเลย่านสายไหม เปิดขายตั้งแต่ปี 2550 เจ้าของกิจการ เล่าต่อ รูปแบบการขายหมูกระทะแต่เดิมนั้น จัดเป็นชุด ชุดละ 100-200 บาท ตอนนั้นหมูสดราคากิโลกรัมละ 50 บาท กระทั่งกระแส บุฟเฟ่ต์ มาแรง ทางร้านอาป๋าฯ จีงเปลี่ยนมาเป็นบุฟเฟ่ต์หัวละ 99 บาท เป็นหมูกระทะบวกซีฟู้ด กระทั่งปัจจุบัน วัตถุดิบราคาขยับขึ้นทุกอย่าง ค่าหัวจึงขึ้นมาเป็น 299 บาท รวมเครื่องดื่ม หากทานซีฟู้ด เพิ่มค่าเตาอีกโต๊ะละ 99 บาท “ร้านอาป๋ากุ้งย่าง ปัจจุบันมี
