Exclusive
“ลดค่าใช้จ่าย-จัดโปรแจกเครื่องดื่ม” วิธีปรับตัวของคาเฟ่น้องหมา ในยุคโควิดครองเมือง คาเฟ่หมา – ในยุคที่ไวรัสแพร่ระบาดไปแทบจะทั่วทุกมุมโลกแบบนี้ แน่นอนว่าธุรกิจหลายๆ อย่างย่อมหยุดชะงัก แต่เมื่อตั้งตัวได้ ต่างก็หาวิธีรับมือและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เช่นเดียวกันกับ Dog In Town Ari – Dog Cafe คาเฟ่หมาอารีย์ ที่ให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ถึงผลกระทบและการปรับตัวให้อยู่รอดในช่วงไวรัสระบาดว่า ปัจจุบัน คาเฟ่น้องหมา ด๊อกอินทาวน์ มีทั้งหมด 2 สาขา ได้แก่ สาขาเอกมัย ที่เปิดมาได้ 5 ปี และสาขาอารีย์ ที่กำลังจะเข้าสู่ปีที่ 1 อย่างเต็มตัว ทางร้านให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กิจการก่อนโควิด มีเเนวโน้มที่ดี โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายน เนื่องจากมีวันหยุดต่อเนื่องเเละเป็นช่วงท่องเที่ยว โดยทางร้านมีลูกค้าต่างชาติ ทั้งทางฝั่งเอเชียเเละยุโรป คิดเป็น 40% และลูกค้าในประเทศ 60% ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่ธุรกิจสามารถทำรายได้ได้มากที่สุดของปี “พอมีโควิด ทางร้านเราเตรียมการรับมือในการป้องกันโรคทันที หลังจากทราบข่าวว่ามีการเเพร่เชื้อที่อู่ฮั่น เราก็เเจ้งลูกค้าต่างชาติก่อนเข้าร
จึง เตี่ย ฮวด ธุรกิจกระดาษเงิน กระดาษทอง กว่า 6 ทศวรรษ เข้าสุ่ยุคออนไลน์ ในหนึ่งปีจะขายดีมากช่วงเทศกาลตรุษจีน สารทจีน และเช็งเม้ง สำหรับ กระดาษเงิน กระดาษทอง ซึ่งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนที่มีความเชื่อและศรัทธาต่อบรรพบุรุษจะต้องมาซื้อของเซ่นไหว้ ส่งผลให้ธุรกิจสินค้าประเภทนี้ยังคงอยู่คู่เทศกาลดีๆ ของคนจีนอย่างขาดไม่ได้ จึง เตี่ย ฮวด ร้านขายกระดาษเงิน กระดาษทอง เก่าแก่บนถนนเยาวราช ติดกับศาลเจ้าหลีตี๊เมี้ยว เปิดมานาน 60 ปี ปัจจุบันทายาทรุ่น 3 เข้ามาสานต่อ เติมไอเดียคนรุ่นใหม่ด้วยการเปิดเพจเฟซบุ๊กขายออนไลน์และมีบริการจัดส่งทั่วไทย หวังผลขยายกลุ่มลูกค้า นอกจากนั้น ยังให้ความรู้เกี่ยวกับการเลือกของไหว้แก่บรรดามือใหม่หัดไหว้เจ้าอีกด้วย คุณนัท-พีรสรณ์ จิรพิชิตชัย เจ้าของร้าน “จึง เตี่ย ฮวด” วัยเพียง 25 ปี เล่าว่า ร้านนี้เปิดมา 60 ปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นอากง อาม่า ท่านมาจากประเทศจีน แรกเริ่มขายในตลาดเก่าเยาวราช ต่อมาขยายร้านอยู่ริมถนนพลับพลาไชย ประเภทสินค้าที่ขาย มีของไหว้เจ้า ไหว้บรรพบุรุษ งานกงเต๊ก และสินค้ามงคล มีทั้งขายปลีก ขายส่ง เกือบทั้งหมดรับจากประเทศจีนเพราะต้นทุนถูก ในส่วนของกระดาษเงิน กระด
เค็มบักนัด ปลาหมักสับปะรด ต้นเค้าชาวเวียด สมัยก่อนไม่ใช่จะหากินกันง่ายๆ สมัยที่ฉันเป็นเด็ก เวลาเพื่อนของน้าสาวมาจากอุบลราชธานีบ้านเกิด เธอจะนำขวดเครื่องปรุงอาหารอย่างหนึ่งมาฝากทุกครั้ง เธอเรียกว่า เค็มบักนัด เด็กเมืองกรุงไม่ประสีประสาอย่างฉัน รู้สึกขบขันกับชื่อประหลาดนี้ แต่ก็ทำให้ฉันจำได้แม่นยำทีเดียว เมื่อโตมาจึงคุ้นเคยกับอาหารชนิดนี้ ซึ่งในสมัยก่อนนั้นไม่ใช่จะหากินกันง่ายๆ ถ้าไม่ได้ไปถึงอุบลราชธานีก็ไม่ได้กินหรอก ไม่เหมือนสมัยนี้ที่มีโอท็อปทำให้หาซื้อได้ง่ายขึ้น เค็มบักนัด หรือ เค็มหมากนัด ถ้าแปลเป็นภาษากลางคือ เค็มสับปะรด ก็เพราะมีสับปะรดเป็นส่วนผสมสำคัญ โดยจะนำไปหมักกับปลาแม่น้ำที่เป็นปลาหนัง ที่นิยมกัน คือ ปลาสวายและปลาเทโพ ใส่เกลือ น้ำตาล หมักราวครึ่งปี นำมาปรุงอาหารได้ ถ้ากินอย่างง่ายๆ ซอยพริก กระเทียม และหอมแดงใส่ นำมากินเป็นเครื่องจิ้มกับบรรดาผักสดทั้งหลาย จะให้หรูกว่านั้น ก็นำมาหลน ซึ่งนับว่าหลนเค็มบักนัด เป็นเมนูที่นิยมมากที่สุด และฉันก็ว่ามันเข้าท่าดี วิธีทำเหมือนหลนทั่วไป คือ นำหม้อตั้งไฟใส่กะทิ หมูสับ หอมแดง ใบมะกรูด พริกขี้หนูหรือพริกชี้ฟ้าตามสะดวก เครื่องสมุนไพรนั้น บา
จากเด็กโดดเรียน เป็นลูกมือร้านเสริมสวย สู่เจ้าของห้องเสื้อชื่อเก๋ ตัดชุดให้นางงามใส่ จากร้านเสริมสวยเล็กๆ ในหมู่บ้าน ต่อยอดเป็น “ห้องเสื้ออึ่งอ่างปาจิงโก๊ะ โอ๊บ โอ๊บ” ที่ใครได้ยินถึงกับต้องสงสัยในความแปลกของชื่อ ด้วยฝีมือการออกแบบและตัดเย็บที่ไม่ธรรมดา ทำให้ห้องเสื้อนี้มีโอกาสตัดเย็บชุดให้กับสาวงามเวทีดังมาแล้ว เจ้าของห้องเสื้อ มีชื่อว่า คุณแคท-ดุสิตา ดุเหว่าคำ อายุ 38 ปี เล่าให้ฟังว่า เธอเป็นคนชอบเรื่องสวยงามมาตั้งแต่เด็ก สมัยเรียน ปวช. ปี 3 ชอบโดดเรียนไปเป็นลูกมือร้านเสริมสวย แต่เรื่องนี้ไม่เป็นความลับอีกต่อไปเมื่ออาจารย์ฝ่ายปกครองแวะไปเป็นลูกค้าสระไดร์ ซึ่งอาจารย์ท่านนั้นโทรไปบอกพ่อกับแม่ว่าลูกชอบทางนี้ควรสนับสนุน ผู้เป็นพ่อจึงตัดสินใจส่งไปเรียนเสริมสวยจริงจัง ทั้งๆ ที่เหลือปีสุดท้ายก็จบ ปวช. แล้ว คุณแคทใช้เวลาเรียนเสริมสวยนาน 8 เดือน เมื่อมีความรู้มากพอเธอจึงเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปเป็นลูกมือร้านเสริมสวย อยู่ในวงการนี้เกือบ 5 ปี กระทั่งกลับมาเปิด “ร้านตัดผมกาญจนา” ร่วมกับแม่ที่อยุธยา ธุรกิจเสริมสวยเริ่มเติบโต คนในชุมชนเห็นความสามารถ นอกจากตัดผมเป็นแล้วเรื่องเย็บปักถักร้อยยังไม่เป็นรอ
ธุรกิจนำเข้าสินค้าชะงัก หันขายขนมเปี๊ยะสู้โควิด ออร์เดอร์ทะลักแทบไม่ได้นอน คุณเปรี้ยว-นภสร สังขพิจิตร ในวัย 33 ปี บอกกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า เปิดบริษัทนำเข้าสินค้าจากจีนร่วมกับเพื่อนมานาน 6-7 ปี แต่เพราะเกิดโควิด-19 ไม่สามารถนำเข้าสินค้าได้ รายได้หายไปร่วมแสนบาท เธอเลยต้องปรับตัวมาขายขนมเปี๊ยะ “สินค้าที่นำเข้าส่วนใหญ่ คือ กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ธุรกิจเรามาทรุดช่วงโควิด-19 เพราะนำเข้าสินค้าไม่ได้ ถึงนำเข้าได้ก็ไม่คุ้ม ขายออกยาก รายได้หายไปร่วมแสนบาท เลยต้องพักธุรกิจนี้ไว้ก่อน เพื่อนที่เป็นหุ้นส่วนแยกไปทำสวนลำไย ส่วนเรามาทำขนมเปี๊ยะขาย เรียนมานานแล้วแต่ไม่เคยทำขาย นำมาปรับสูตรให้พอดี เริ่มขายแถวหมู่บ้านก่อน ยังไม่ได้ลงออนไลน์ คนในหมู่บ้านกินแล้วบอกต่อ พอได้ออร์เดอร์จากคนนอกมาบ้าง เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่ารสชาติถูกปากลูกค้า เลยเปิดเพจขาย ชื่อ ขนมบ้านพิจิ เป็นชื่อของลูกชาย” คุณเปรี้ยว เล่า ขนมเปี๊ยะบ้านพิจิ มี 2 รสชาติ “ไส้แรกที่ทำขายคือถั่วไข่เค็ม และคัสตาร์ดไข่เค็มลาวา ซึ่งตอนนี้ขายดีกว่าไส้แรก จ้างป้าแถวบ้านมาช่วยทำไส้ถั่วไข่เค็ม ส่วนไส้คัสตาร์ดไข่เค็ม
ยึดหลักไว้ 3 ประการ! สำหรับคนอยากขายอาหารออนไลน์ ให้ “แจ้งเกิด” มีนักเรียน มาตามให้ไปช่วยสอนวิธีการทำ “อาหารตามสั่ง” ให้ง่ายที่สุด ชนิดที่คนไม่เคยทำอาหารมาก่อนเลยก็ทำได้ คือ เขามีที่ทางเปิดร้านขายเกี๊ยวซ่าอยู่แล้ว อยู่ชั้นล่างของอพาร์ตเมนต์ เคยเปิดเป็นร้านอาหารตามสั่งควบคู่ไปแล้วด้วย แต่แม่ครัวออกบ่อย เที่ยวนี้ลูกค้าเรียกร้อง เจ้าของเลยคิดทำซะเองเลยไม่ง้อแม่ครัว (จริงๆ ก็จ้างพนักงานต่างประเทศมา 2 คน เรียนรู้ไปด้วยกัน) เกี๊ยวซ่าที่เขาขาย เป็นเกี๊ยวซ่ายี่ห้ออิมพอร์ท แต่มาทำเอง ขายหนักทางออนไลน์ มอเตอร์ไซค์มารับถึงที่มากกว่าขายหน้าร้าน ใครอยากขายอาหารออนไลน์แล้วให้เกิด ยึดหลักไว้ได้ 3 ประการดังนี้ อาหารนั้นต้องแปลกใหม่ ไม่ซ้ำคนอื่น มีเอกลักษณ์ อาจจะเป็นยี่ห้อ (ดูเหมือน) อิมพอร์ทก็ได้ หรือเป็นของโบราณๆ สมัยนี้กำลังนิยม ข้อนี้คิดยากสุด เพราะต้องแปลกด้วย อร่อยด้วย คนกินแล้วต้องชอบด้วย ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ขอให้มีคนทำ เครื่องมือเพียงพอ บรรจุในภาชนะที่สวยงามเก๋ไก๋ เสียเงินค่าการตลาดเป็นช่วงๆ ให้เจ้ารับส่งอาหารดังๆ ทั้งหลาย มีโปรโมชั่นบ้าง คนยุคนี้เจเนอเรชั่นนี้ชอบของถูก ของดี ลองของแปลก ถ้า
ทักบกกึมทัง แกงไก่เกาหลี รสเผ็ดร้อน ทำไม่ยาก ถูกปากคนไทยยิ่งนัก อันยองฮาเซโย คราวนี้ นันทนา อาจุมมา จะพาไปกิน แกงไก่แบบเกาหลี รสชาติเผ็ดร้อนถูกปากคนไทยยิ่งนัก อาหารหม้อนี้มีชื่อว่า ทักบกกึมทัง 닭볶음탕 อันที่จริงฉันคุ้นเคยกับชื่อเดิมมากกว่า เพราะตั้งแต่รู้จักอาหารเกาหลีเมื่อสิบกว่าปีก่อน อาหารชนิดนี้คนเกาหลีเรียกว่า “ทักโดรีทัง” 닭도리탕 ต่อมาสถาบันภาษาเกาหลีแห่งชาติของเขาเสนอให้เปลี่ยนชื่อ เพราะคำว่า “โดรี” 도리 ไม่มีความหมายในภาษาเกาหลี อาจเป็นการยืมคำในภาษาญี่ปุ่นที่แปลว่า นก มาใช้ ทางการก็เลยเปลี่ยนชื่อเสียว่า ทักบกกึมทัง ซึ่งแปลว่า แกงผัดไก่ ก็ตรงดีนะคะ เพราะมันทั้งผัดทั้งต้มแบบขลุกขลิก แต่ถ้าเรียกชื่อเดิม คนเกาหลีก็เข้าใจค่ะ มาเข้าครัวกันค่ะ เตรียมส่วนผสมซอส ได้แก่ พริกป่นเกาหลี โคชูจัง ซอสถั่วเหลือง กระเทียมสับ ขิงสับ น้ำมันงา และน้ำตาลนิดหน่อย ผสมทุกอย่างเข้าด้วยกันใส่ถ้วยรอไว้ ผักที่ใส่ในแกงไก่ มีมันฝรั่ง แคร์รอต หอมหัวใหญ่ ต้นหอมเดี่ยว (ที่เรารู้จักกันในชื่อต้นหอมญี่ปุ่น) แต่บางทีฉันก็หยวนๆ ใช้ต้นหอมไทยเพราะบางช่วงต้นหอมเดี่ยวนี้ก็หายาก และพริกชี้ฟ้า ถ้าเป็นอาหารเกาหลีจะนิยมใช้พริกช
น้ำพริกกะลา บุญหนุนนำ หนึ่งของเด็ด ขายดิบขายดี ที่หลาดใต้โหนด ตลาด หรือ หลาด ตามภาษาไทยถิ่นใต้ เป็นแหล่งจำหน่ายของกิน ของใช้มากมาย แต่ตลาดหรือหลาดที่มีความเฉพาะนั้นหาไม่ง่ายนัก ความเฉพาะที่ว่าคือการเป็น “ตลาดสีเขียว” จำหน่ายอาหารท้องถิ่นและใช้บรรจุภัณฑ์จากธรรมชาติ ไม่เฉพาะร้านใดร้านหนึ่งเท่านั้นแต่ใช้ทั้งตลาด การเดินทางมาเยือนที่นี่จึงเหมือนการย้อนยุคมาลิ้มรสอาหารอร่อยและสัมผัสกับยุคสมัยที่แทบจะไม่มีพลาสติก วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสมาเยือน หลาดใต้โหนด จังหวัดพัทลุง จึงได้สำรวจของกินอร่อยๆ และไปสะดุดตากับ น้ำพริกในพลก (ภาษาไทยถิ่นใต้) หรือ กะลา ซึ่งเป็นการนำน้ำพริกชนิดต่างๆ มาใส่ในกะลาและนำมาเผาเพื่อให้มีความหอมและรสชาติที่กลมกล่อม เป็นที่ติดอกติดใจของหลายคนมาแล้ว คุณอู๊ด – พิมพิการ์ เกลาจีน เจ้าของร้าน น้ำพริกกะลา บุญหนุนนำ เล่าให้ฟังว่า เดิมขายของอยู่ในหลาดใต้โหนด โดยของที่ขายส่วนใหญ่จะเป็นผักสดจากริมรั้วข้างบ้าน เมื่อนำมาจำหน่ายในตลาดก็ไม่เพียงพอกับความต้องการและผักบางชนิดขึ้นไม่ทันใช้ จึงมีความคิดอยากทำผลิตภัณฑ์อะไรใหม่ๆ ออกสู่ตลาดบ้าง และก็ได้สูตรน้ำพริกจากคุณแม่มา
เผย 1 ตุลาฯ นี้ รับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยได้แบบจำกัด ภายใต้ ภูเก็ต โมเดล จากงานสัมมนาประจำปี จัดโดย เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ “SMEs New Normal ไปต่อแบบไหน…ถึงจะรอด”คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวตอนหนึ่งในการปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พลิกฟื้นท่องเที่ยว สายเลือดหลักเศรษฐกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) ครั้งแรก ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นประธาน นั้น ได้มีการหารือถึงการ เปิดรับชาวต่างชาติ เข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยแบบจำกัด ให้นักท่องเที่ยวอยู่ในบริเวณหรือสถานที่กำหนดอย่างน้อย 14 วัน โดยจะนำร่องผ่านรูปแบบ “ภูเก็ต โมเดล” ซึ่งในที่ประชุมศบศ.ได้เห็นชอบแล้ว รมว.ท่องเที่ยวฯ กล่าวต่อว่า สำหรับ ภูเก็ต โมเดล นั้น จะเป็นการท่องเที่ยวแบบ New Normal คือ มีการกำหนดพื้นที่ให้นักท่องเที่ยวได้ท่องเที่ยวพักอาศัย แบบจำกัดบริเวณ เช่น ถ้านักท่องเที่ยวไปพักแถวหาดป่าตอง จะมีการปิดพื้นที่ในรัศมี 1 กิโลเมตร ให้นักท่องเที่ยวอยู่เป็นเวลา 14 วัน เมื่อค
ลักฮมัน บะหมี่มือดึงของชาวอุยกูร์ กินได้ไม่เบื่อ ผักเป็นหลัก เนื้อสัตว์เป็นรอง เมื่อไม่กี่ปีก่อน ฉันได้เดินทางไปทางตะวันตกของจีนไปตามเส้นทางสายไหม จากซีอานไปจนสุดชายแดนด้านตะวันตก ในเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ผ่านทะเลทรายอันอุดมด้วยพลังงานใต้พิภพไปจรดเมืองโอเอซิสที่คาชการ์หรือคาสือในภาษาจีน ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ของซินเจียงอุยกูร์เป็นมุสลิม นอกจากเนื้อแกะแล้ว อาหารที่เรากินกันแทบทุกวันตลอดการเดินทางก็คือ ลักฮมัน لەغمەن บะหมี่แสนอร่อยที่ถูกปากเราทุกคน อันเป็นอาหารมุสลิมอูยกูร์และเป็นอาหารของชาวเอเชียกลาง ซึ่งกินกันในแถบกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียตหรือกลุ่มอิสลามิกชนที่มีเชื้อสายจีน รวมถึงชาวคาซัคสถาน คีร์กีซสถาน อุซเบกิสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน และปากีสถานบางส่วน ลักฮมัน ก็คือบะหมี่มือดึง หรือ “ลาเมี่ยน” ของจีน แต่นำมาราดหน้าด้วยสารพัดผักผัดกับเนื้อสัตว์ ซึ่งเท่าที่กินมาจะเป็นเนื้อแกะ แต่ถ้าเราทำกินเองก็สามารถใช้เนื้อวัว เนื้อไก่ หรือหากไม่ใช่มุสลิมก็ใช้เนื้อหมูได้ ผักที่ราดหน้าของลักฮมันนั้นไม่ได้กำหนดตายตัว แต่ละร้านก็ใส่ผักไม่เหมือนกัน ได้แก่ ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี พริกหวาน พริกแห
