Exclusive
แรงบันดาลใจจากพ่อ “SHAN (ฉัน)” สกินแคร์ออร์แกนิกไทย สร้างจุดต่างเบลนด์กลิ่นหอมจากธรรมชาติ ท่ามกลางผลิตภัณฑ์ดูแลสภาพผิวชื่อดังมากมาย รู้มั้ยมีหนึ่งแบรนด์สกินแคร์ของไทยที่กำลังทำตลาด โดยหวังว่าแบรนด์นี้จะเข้าไปอยู่ในใจทุกคน คุณปาล์มมี่-ธัชมาภรณ์ จันทร์จำรัสแสง คือเจ้าของแบรนด์ SHAN ที่แปลว่า ตัวฉัน สกินแคร์ออร์แกนิกที่เกิดจากความรักของลูกที่มีต่อพ่อ และอยากส่งมอบสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นๆ ด้วย แบรนด์ฉันก่อตั้งธุรกิจมาได้ประมาณ 2 ปี แต่ก่อนหน้านี้เธอเคยทำงานประจำอยู่ในบริษัทเอเยนซี่มานาน 10 ปี จากนั้นโยกย้ายไปอยู่ฝ่ายการตลาด จนผู้เป็นพ่อเริ่มป่วยเป็นมะเร็ง “คุณพ่อต้องรักษาด้วยการทำคีโม ซึ่งการรักษาด้วยวิธีนี้ทำให้เกิดผลข้างเคียง คือผิวแห้งแตกง่าย ไม่สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารเคมีมากๆ ได้ ลองให้คุณพ่อใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ สภาพผิวดีขึ้น ไม่แสบ ไม่แพ้ เป็นจุดเริ่มต้นให้เราสนใจทำสกินแคร์ออร์แกนิก” คุณปาล์มมี่ เล่าถึงแรงบันดาลใจ คุณปาล์มมี่เห็นแล้วว่าผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ดีต่อร่างกายมนุษย์ เธอจึงเริ่มศึกษาข้อมูลจริงจังจนรู้ว่า ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติจากต่างประเทศส่วนใหญ
เปิดใจ “นอส สุภาพรรณ” หนึ่งในแอดมิน “ผมรู้คุณขับ App” ศูนย์รวมคนขับฟู้ดดีลิเวอรี่ทั่วกรุง ที่คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเพื่อนร่วมอาชีพ วงการฟู้ดดีลิเวอรี่บ้านเราเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงปีที่ผ่านมา ปัจจุบันมีคนขับกว่าแสนคนทั่วประเทศ คุณนอส-สุภาพรรณ แผนสมบูรณ์ ก็เป็นอีกคนหนึ่ง ที่ขับรถมอเตอร์ไซค์ส่งอาหารเป็นอาชีพหลัก นอกนั้น เธอยังรับจ๊อบ ทำงานอื่นๆ อีกหลายงาน ทั้งอีเว้นต์ ออร์แกไนเซอร์ ตัวแทนขายตรงผลิตภัณฑ์เสริมความงาม รวมถึงงานอดิเรกที่เธอสุดแสนจะภูมิใจ นั่นคือ การเป็นหนึ่งในแอดมินกลุ่ม “ผมรู้คุณขับ App” ในเฟซบุ๊ก ที่มีสมาชิกคนขับจากทุกแบรนด์ทั่วกรุงเทพฯ รวมกว่า 6,000 คน และมีจุดประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คุณนอส เล่าให้ฟังว่า เธอเกิดที่กรุงเทพฯ แต่ไปโตและเรียนหนังสือที่เชียงใหม่จนจบชั้น ปวส. ด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม จากวิทยาลัยเทคโนโลยีพาณิชยการลานนา “ตอนเด็กๆ บ้านหนูเคยมีฐานะที่อยู่อย่างสบาย เพราะแม่เปิดร้านขายข้าวมันไก่ในฟู้ดคอร์ตของห้างหนึ่ง แถวงามวงศ์วาน จนวันหนึ่งมันมีโรคไข้หวัดนกระบาด ทำให้คนไม่กล้ากินไก่กัน ทำให้ที่ร้านได้รับผลกระทบหนักม
ซีพีซื้อเทสโก้ โลตัส หรือจะเป็นแค่เกมต่อจิ๊กซอว์ค้าปลีก ซื้อเทสโก้ โลตัส 3.3 แสนล้าน ก็แค่เกมต่อจิ๊กซอว์ค้าปลีกเท่านั้น ท่ามกลางการแพร่ระบาดอย่างหนักของโรคโควิด-19 ส่งผลให้หลายธุรกิจส่ออาการเดี้ยง ไปต่อไม่ไหว มีการลดเงินเดือน เลิกจ้างพนักงานชั่วคราว เศรษฐกิจเริ่มหยุดชะงัก แต่สงครามค้าปลีกยังคงดำเนินไปอย่างดุเดือด เมื่อกลุ่มเทสโก้ จากประเทศอังกฤษ ตกลงขาย “เทสโก้โลตัส” ในประเทศไทยและมาเลเซีย ให้กับกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในราคา 338,445 ล้านบาท ตัดหน้าคู่แข่งสำคัญ 2 รายที่เข้าประมูลด้วย ได้แก่ บริษัท เบอร์ลี่ยุคเกอร์ หรือ บีเจซี ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี และกลุ่มเซ็นทรัล ถามว่า แพงมั้ย กับราคาซื้อที่ 338,445 ล้านบาท ถ้าเทียบกับสินทรัพย์ของเทสโก้ โลตัส ที่ได้มา กล่าวคือ เทสโก้ โลตัส ในไทย ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 2,158 สาขา แบ่งเป็นสาขาขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า ไฮเปอร์มาร์เก็ต 214 แห่ง บวกกับสาขาขนาดเล็ก อย่าง เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ประมาณ 1,500 แห่ง สาขาที่เรียกว่า ตลาดโลตัส อีกร้อยกว่าแห่ง และพื้นที่เช่าในศูนย์การค้าอีกเกือบ 200 แห่ง รวมๆ แล้ว เทสโก้ โลตัส มียอดขาย ณ ปี 2562 อยู่ที่ 1
วัตถุดิบเกลี้ยง! โรงงานผลิตเจลแอลกอฮอล์ชี้ “ตัวเลือกสุดท้าย” อาจต้องใช้สารอื่นแทน วัตถุดิบขาดตลาด – หลังจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 อยู่ในขั้นน่าเป็นห่วง เริ่มมีสินค้าจำเป็นหลายๆ อย่าง เช่น หน้ากากอนามัย เจลล้างมือ แอลกอฮอล์ เริ่มขาดตลาด จนกลายเป็น “ของหายาก” ที่มีมูลค่าสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นหลายเท่าตัว “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้คุยกับ เจ้าของโรงงานที่ผลิตเจลแอลกอฮอล์ล้างมือ รายหนึ่งในจังหวัดสุพรรณบุรี ได้ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่สถานการณ์โควิด-19 เริ่มรุนแรงขึ้น ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตเจลแอลกอฮอล์หลายๆ โรงงาน เริ่มมีปัญหาในการผลิต ทั้งเรื่องวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน หรือมีการกักตุนวัตถุดิบโดยการตัดออร์เดอร์กันที่หน้าโรงงาน ทำให้โรงงานขนาดย่อมอย่างเขา โดนเลื่อนออร์เดอร์ส่งวัตถุดิบ ทำให้ไม่สามารถผลิตเจลแอลกอฮอล์ได้ “ตอนนี้ธุรกิจกระทบกันหนักเลย การผลิตมันชะงักเพราะมันไม่มีวัตถุดิบมาผลิต เราก็ต้องปิดรับและเลื่อนออร์เดอร์จากลูกค้าออกไปแบบไม่มีกำหนด จริงๆ ที่โรงงานเรามีการตกลงขอซื้อวัตถุดิบไว้หลายเจ้า รวมถึงติดต่อไปทางกรมสรรพสามิตด
‘โควิด-19’ ช่วยแจ้งเกิดธุรกิจใหม่ บริษัทเช่ารถหรู ใช้ลีมูซีน – เบนซ์ คันละกว่า 3 ล้านบาท ส่งอาหารกรุงเทพฯ-ปริมณฑล พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่ยอมลดพนักงาน พร้อมยังสร้างขวัญและกำลังใจ จนกลายเป็นธุรกิจใหม่ได้ผลตอบรับดีเกินคาดในห้วงเวลาเพียงไม่กี่วัน สำหรับร้าน ‘ครัวเรายุ่ง’ เพจอาหารตามสั่ง ที่จุดเริ่มต้นมาจากการขาดรายได้บริการใช้ลีมูซีน-เบนซ์ส่งอาหารให้เช่าพร้อมคนขับ อาทิ เบนซ์ ลีมูซีน โตโยต้า คัมรี่ และ รถตู้ อัลพาร์ด ซึ่งเจ้าของไม่อยากเลย์ออฟพนักงาน ปิ๊งไอเดียนำรถหรูที่มีอยู่ 30 คัน จอดนิ่งอยู่กับที่ ออกมาใช้ส่งอาหาร ทำเงินวันละ 5,000 บาท แม้จะเทียบไม่ได้กับธุรกิจเดิมที่ทำอยู่ เเต่ก็ดีกว่าเห็นพนักงานนั่งท้อแท้ คุณณัฏฐ์รมณ อัตภูมิสุวรรณ์ หรือ คุณเด๊ดดี้ บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ทำธุรกิจให้เช่ารถยนต์หรูพร้อมคนขับมานานกว่า 10 ปี ลูกค้าหลัก คือ นักท่องเที่ยวระดับบน เเละชาวต่างชาติระดับผู้บริหารที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ที่ผ่านมามีรายได้ต่อปี 70-100 ล้านบาท ทว่าหลังเกิดเหตุการณ์ ‘ไวรัสโควิด-19‘ แพร่ระบาด จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง ผู้บริหารใช้รถยนต์น้อยลง รายได้ก็หยุดช
แท็กซี่โอด “เศรษฐกิจ-โควิด-19” กระทบหนัก บางวันเข้าเนื้อ ขับยังไม่ได้ค่าเช่ารถ เพ้อ “ไม่รู้ว่าจะเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน” ตั้งแต่ช่วงเศรษฐกิจเริ่มเงียบเหงา ผนวกกับกระแสข่าวไวรัสโควิด-19 วันนี้มีโอกาสกลับมาใช้บริการรถสาธารณะอย่าง “แท็กซี่” ย่านหมอชิต เป็นครั้งแรก เปิดประตูบอกจุดหมายกับพี่คนขับ ที่สวมหน้ากากอนามัยป้องกันตัวเองเรียบร้อย บรรยากาศในรถสะอาดสะอ้าน กลิ่นหอมอ่อนๆ เหมือนวุ้น ด้วยความสงสัยว่ามันคือกลิ่นอะไร บทสนทนาระหว่างทางจึงเกิดขึ้น และได้รู้ว่า กลิ่นที่ว่านั้นคือกลิ่นของเตยหอม ที่พี่คนขับวางเอาไว้หลังรถ บทสนทนาเกี่ยวกับเตยหอมสิ้นสุดลง พร้อมกับเสียงบ่นตัดพ้อเล็กน้อยของพี่คนขับ “ช่วงนี้เจอแต่ลูกค้าเงียบ” ประโยคสนทนาเรื่องใหม่ถูกเอ่ยขึ้นมาจากพี่คนขับ ด้วยความสงสัย จึงถามให้กระจ่าง พี่คนขับจึงขยายความว่า ช่วงนี้ลูกค้าไม่ค่อยใช้บริการรถแท็กซี่กันเท่าใดนัก เนื่องจากเศรษฐกิจย่ำแย่ คนรัดเข็มขัดกันเยอะ อีกทั้งสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน ทำคนไม่ค่อยออกจากบ้าน ทำให้ได้รับผลกระทบที่หนักเอาการ “ช่วงนี้แย่หนู จากที่เคยขับได้วันละสองสาม
สาวลาออกจากงานประจำเพราะปัญหาสุขภาพ จับจักรยาน หันทำงานอิสระ แม้เงินไม่มาก แต่ได้สุขภาพดี เครียด ทำงานหนัก ไม่มีเวลาพักผ่อน ต้องเดินทางไกลเพื่อไปทำงาน ติดอยู่บนรถวันละหลายๆ ชั่วโมง น่าจะเป็นเรื่องที่หลายๆ คนในกรุงเทพฯ พบเจอบ่อยจนกลายเป็น ความคุ้นชิน ที่ไม่ได้อยากคุ้นชินกันสักเท่าใดนัก ในวันสตรีสากลที่ผ่านมา “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณทราย – ดาริสา ธรรมสถิร วัย 37 ปี สาวเปรี้ยวอดีตมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง ได้เล่าว่า ตัวเธอนั้นเรียนจบมัธยมปลาย ก่อนจะหันไปเรียนด้านวิชาชีพ โดยเน้นเรื่องความสวยความงาม ไม่ว่าจะเป็นการเรียนแต่งหน้า นวดหน้า ทำผม เพราะชอบในงานบริการและเคยทำงานหลายที่ ก่อนที่ได้เป็นพนักงานประจำเคาน์เตอร์ของแบรนด์เครื่องสำอางดังจากฝรั่งเศสยี่ห้อหนึ่ง ที่ราคาครีมกระปุกหนึ่งราวๆ หลักหมื่นบาท เธอเล่าต่อว่า จริงๆ การทำงานประจำเป็นเรื่องดี แต่ติดอยู่เรื่องหนึ่งคือวันหยุด การจะหยุดติดกันสองวันนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ หยุดวันนักขัตฤกษ์ก็ไม่ได้ หยุดเสาร์อาทิตย์ก็เช่นกัน จะหยุดทีต้องวางแผนล่วงหน้า หรือถ้าใครป่วย มาไม่ได้ ก็ต้องทำงานควบกะ นอกนั้นยังมีเรื่องจุ
‘ชมภิญญ์’ น้ำมันสกัดเย็นจากธรรมชาติ เจาะกลุ่มลูกค้าเลี่ยงเคมี ขายดีมากที่ญี่ปุ่น หลังต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งมานานหลายปี บวกกับสภาพจิตใจที่ย่ำแย่เพราะธุรกิจเครื่องหนังล้ม คุณคัทรินทร์ ประยุกต์วิทยาฐาน จึงต้องหาผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยมาช่วยบำบัดและฟื้นฟูร่างกายให้ดีขึ้น ด้วยการทำน้ำมันทาหน้าและทาตัวใช้เอง “ทางด้านร่างกาย เราอยากจะให้ผิวหน้าผิวตัวดีเลยหยุดใช้เครื่องสำอางทุกอย่าง ปรากฏว่าผิวแห้งมาก จึงเริ่มจากการใช้น้ำมันมะรุม น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันโจโจ้บาร์ รู้สึกว่ายังขาด เริ่มหาข้อมูลว่าควรจะปรับอย่างไรให้ดีขึ้น ส่วนด้านจิตใจเราใช้น้ำมันหอมระเหย บวกกับเข้าวัดฟังธรรมะเพื่อบำบัดตัวเองหลังผ่านวิกฤตชีวิตมาได้” คุณคัทรินทร์ บอกว่า ได้ต่อยอดผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ทั้งน้ำมันหอมระเหย และนำมาใช้กับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เรียกได้ว่าใช้ทั้งตัว “ใช้แล้วดีนะ รู้สึกว่าได้ของดีในราคาไม่แพง มีความบริสุทธิ์ ไม่ต้องใส่เคมีอะไรเลย กลายเป็นของที่ใช้ประจำ เริ่มทำแจกญาติหลายคนบอกใช้ดี บนหน้าเรามีแผล เป็นคนไวต่อเคมีมาก หมอบอกว่าอยากหายต้องเลเซอร์ สรุปไม่ไปทำ เพราะกลัวว่าเลเซอร์แล้วจะเป็นหนอง ก็ใช้น้ำมันของ
เจอวิกฤตมืดที่สุดอย่าท้อ“เจ้าสัวซีพี” แนะ เอาชีวิตรอดก่อน แสงสว่างจะมาเอง คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ มหาเศรษฐีอันดับที่ 1 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ กล่าวตอนหนึ่งบนเวที เปิดตัวหนังสือ “ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน ว่า ตนเห็นโอกาสของเซเว่นฯ แต่ไม่เห็นโอกาสของอาลีบาบา เพราะมันไม่มีตัวตน มองไม่เห็น เป็นภาพเล่าเฉยๆ ตนยังเป็นคนล้าสมัย ต้องเห็นของจริงก่อน ถ้าตอนนั้นไปลงทุนกับเขา ได้กำไรหลายร้อยเท่า แต่ยังไม่กล้า เพราะมองไม่ชัด คิดไม่ออกว่า จะสำเร็จได้ยังไง เพราะไม่มีทางเดิน แต่เขาเชื่อมั่นของเขา เขาเห็นว่าภูเขาเป็นทอง แต่เรามองไปคือต้นไม้ ดิน และหิน เหมือนกับ เซเว่นฯ ตนเห็นแล้วทำสำเร็จที่สหรัฐอเมริกาเลยมาศึกษาที่ไทย เห็นชัดว่าสำเร็จ เชื่อว่าทำได้แน่นอน ตนรู้จักสองพี่น้อง เจ้าของเซเว่นฯ ไปพูดตรงๆ กับเขาว่าสนใจ อยากมาลงทุนที่ไทย เชิญมาที่ไทยเลย ดูงานเสร็จ ก่อนกลับเขาเตือนว่าอย่าทำเลย ทำไม่ได้หรอก รายได้น้อยกว่าสหรัฐอเมริกาตั้ง 10 กว่าเท่า ไม่คุ้มที่จะลงทุน กำลังซื้อไม่พอ 1 คนเขามาซื้อ เท่ากับไทยต้องมาซื้อ 15 คน ถึงจะ
สำรวจ “แฟชั่นเสมือน” สวมใส่ในโลกดิจิตอล ไม่ใช่ในชีวิตจริง คุณจะยอมควักเงิน 9,500 ดอลลาร์ หรือราวๆ 287,000 บาท ซื้อเสื้อผ้าที่ถูกใจสักชุดไหม ถ้าชุดนั้นสวมใส่ได้เฉพาะโลกดิจิตอล ไม่ใช่ในชีวิตจริง แต่ “ริชาร์ด หม่า” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทด้านการรักษาความปลอดภัย “ควอนต์แสตมป์” (Quantstamp) ในสหรัฐ ยอมจ่ายเงินจำนวนนี้ เพื่อซื้อชุดเสมือนจริงให้ภรรยา “บีบีซี” รายงานว่า ชุดดังกล่าวออกแบบโดยบริษัทแฟชั่น “เดอะ แฟบริแคนต์” (The Fabricant) โดยทาบอยู่บนภาพของ “แมรี่ เหริน” ภรรยา และถูกนำไปใช้บนสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊ก และวีแชต “หม่า” ยอมรับว่า ราคาขนาดนี้แพงมากจริงๆ ปกติเขาและภรรยาไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าราคาแพงเป็นประจำ แต่ที่ซื้อชุดนี้เหมือนเป็นการลงทุน ที่น่าจะมีคุณค่าในระยะยาว “ในอีก 10 ปี ผู้คนอาจจะสวมใส่แฟชั่นดิจิตอลกัน นี่เป็นช่วงเวลาที่พิเศษ เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัย” หม่า กล่าว เดอะ แฟบริแคนต์ ออกเสื้อผ้าดิจิตอลใหม่ๆ แจกผ่านเว็บไซต์ของตัวเองทุกๆ เดือน ซึ่งคนที่สนใจจะต้องมีทักษะและซอฟต์แวร์ในการนำเสื้อผ้าเสมือนเหล่านี้ไปใส่ไว้บนรูปของตัวเอง ส่วนอีกบริษัทที่ปิ๊งไอเดียออกแบบชุดเสมือน แต่ทำ
