Exclusive
ในการเริ่มต้นตั้งราคา เราควรมีความชัดเจนก่อนว่า “กลุ่มลูกค้าหลัก” ของเรา คือใคร ถ้าเราชัดเจนกลุ่มลูกค้าหลักว่าเป็นใคร เราก็เทความสนใจไปยังคนกลุ่มนี้ ว่าราคาที่ตั้งพวกเขารู้สึกถูกแพงอย่างไร แล้วปรับให้เหมาะสมกับพวกเขา ส่วนลูกค้ากลุ่มอื่นที่บอกว่าแพงเกิน ถูกเกิน ก็รับฟังไว้ได้ เพียงแต่ไม่ต้องตื่นเต้นตาม เมื่อเราตัดสินใจเลือกลูกค้าเป้าหมายของเราแล้ว ชัดเจนแน่แล้ว ว่าจะคบกับคนกลุ่มนี้แน่นอน ก็ควรทำการศึกษาว่าในเชิงอารมณ์ พวกเขาต้องการอะไร เพราะนั่นจะนำมาซึ่งการสร้าง “คุณค่า” ทำสินค้าหน้าตาบ้านๆ ให้กลายเป็นของแพงขึ้นมาได้ ถ้าจะแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของสินค้ากับราคา ในมุมมองของลูกค้า อาจแบ่งได้ดังนี้ ลูกค้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสินค้าดี แต่ราคาต้องถูก คนพวกนี้เป็นพวกโลกสวย คิดว่าของดีด้วย ถูกด้วย มีจริงในโลก ลูกค้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าเป็นหลัก แต่ราคาไม่เกี่ยง พวกนี้น่าคบหน่อย เพราะเข้าใจโลก รู้ว่าของยิ่งดี ราคายิ่งแพง แต่กว่าจะซื้อได้ ตรวจแล้วตรวจอีก ดูจนสินค้าแทบสึก ลูกค้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับราคา ไม่สนใจว่าคุณภาพสินค้าจะเป็นอย่างไร ขอราคาถูกเข้าไว้ จะว่าเป็นพวกงกได
“ขอให้หายไวๆ…สู้ สู้ นะครับ” น้ำเสียงอ่อนโยนจากช่างหนุ่ม ซึ่งเดินออกไปส่งลูกค้าหน้าร้าน แว่วมาให้ได้ยิน รู้สึกเป็นประโยคไม่คุ้นหูนัก โดยเฉพาะกับบรรยากาศในร้านทำผม “ที่นัดมาบริจาคผมเพื่อทำวิกให้ผู้ป่วยใช่มั๊ยครับ”ช่างหนุ่มคนเดิม หันมาทักทายมาอย่างนั้น ก่อนสอบถามรายละเอียดต่อ ได้สระผมทำความสะอาด และเป่าให้แห้งสนิททิ้งไว้อย่างน้อย 3 ชั่วโมงแล้วใช่มั๊ย เมื่อได้คำตอบเป็นที่พอใจ เจ้าของร้าน “แฮร์อินเทรนด์ ดอทคอม” ซึ่งตั้งอยู่ภายในซอยอ่อนนุช 46 เขตพระโขนง จึงอธิบายให้หายสงสัยว่า ถ้าสระผม-เป่า แล้วมัดผมตัดเลย เส้นผมยังมีความชื้นอยู่ เมื่อนำมาเก็บไว้จะเป็นเชื้อราไม่สามารถนำมาทำวิกให้ผู้ป่วยได้ ช่วงเวลากว่าหนึ่งชั่วโมงภายในร้านแห่งนี้ กับการไปบริจาค “เส้นผม” เป็นครั้งแรกในชีวิต รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ จึงซอกแซก-ชวนช่างคุย ไปเรื่อยๆจนทำให้ทราบ ที่มาของกิจกรรมโครงการ “ตัดเพื่อทอ ส่งต่อเพื่อรอยยิ้มเธอ” ที่ร้านแห่งนี้ทำติดต่อมาเป็นปีที่ 7 แล้ว บรรยากาศในร้าน “โครงการนี้ มีกิจกรรมหลักๆคือ ทางร้านจะรับบริจาคเส้นผมทำวิกเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง,รับบริจาคเงินสมทบทุนเพื่อนำไปจัดทำวิกผมให้กับผู้ป่วยมะเร็งท
ผู้สื่อข่าวรายงาน มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 15 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18-21 ก.ค.นี้ ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี ปีนี้จัดเร็วขึ้นกว่าทุกปี เนื่องจากครบ 100 ปี การสาธารณสุข โรงพยาบาล โดยทางเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ร่วมฉลองในวาระพิเศษนี้ โดยการแจกฟรีหนังสือ “ดอกสร้อยร้อยบุปผา” รวมสมุนไพร 100 ชนิดไว้ในเล่มเดียว นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ปีนี้มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติจัดขึ้นภายใต้หัวข้อหลัก “โลกมั่นใจ สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย” โดยการจัดงานจะแบ่งเป็นโซนต่างๆ เสมือนเป็นตลาดความรู้ให้กับประชาชน ประกอบด้วย โซนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย โซนให้บริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และโซนผลิตภัณฑ์มาตรฐาน การประชุมวิชาการ และการอบรมระยะสั้น ปีนี้พิเศษตรงที่มีบู๊ธกัญชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาไปสู่การใช้ทางการแพทย์ ตามนโยบายของรัฐบาล นพ.นำพล แดนพิพัฒน์ ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า “งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ปีนี้จัดเป็นปีที่ 15 และมีความพิเศษกว่าทุกปี เนื่องจากเป็นวาระครบ 100 ปีการสาธารณสุขไทย ที่ได้ให้การดูแลสุขภาพพี่น้อง
คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)เปิดเผยว่า ตามที่ สสว.ได้ดำเนินโครงการเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภายใต้ชื่อโครงการ “โครงการพัฒนาช่องทางการตลาดสำหรับ SMEs ” มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาช่องทางการตลาด สร้างเครือข่าย สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ ซึ่ง สสว. ได้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกอบการไปแล้วกว่า 3,000 ราย ในปีนี้ สสว. ยังคงเดินหน้าต่อในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน อีกทั้งยกระดับความสามารถในการแข่งขันในทุกมิติ พร้อมเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจ SMEs 4.0 ตามยุทธศาสตร์ชาติ จึงเห็นว่าโครงการตลาดต่อยอด ฯ มีหลายมิติ ที่สอดคล้องกับการส่งเสริม SMEs ของ สสว. ซึ่งจะเป็น platform ทางการตลาดที่สร้างมูลค่าเพิ่มแก่ผู้ประกอบการ การเพิ่มช่องทางจำหน่ายใหม่ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ การสร้างเครือข่ายการค้าด้วยการเชื่อมความต้องการซื้อทั้งในและต่างประเทศกับสินค้าเพื่อผลักดันยอดขายให้ SMEs ตลอดจนเป็นการให้บริการที่ครบวงจรในการสนับสนุนและแก้ปัญหาให้ SMEs คุ
เรื่องความใจร้อนของลูกค้า นับวันจะเป็นปัญหากับผู้ให้บริการมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะลูกค้าที่มาทางออนไลน์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ช่องทาง “ออนไลน์” กลายเป็นช่องทางการขายที่นับวันจะทรงอานุภาพยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ความเร็วของระบบออนไลน์ ทำให้มนุษย์กลายเป็นคนใจร้อนมากขึ้น อย่างไม่รู้ตัว หลายคนจึงหันมาเอาดีทางค้าขายออนไลน์ แต่…หลายคนมีสินค้าน่าสนใจ แต่กลับตายน้ำตื้น ด้วย “ความช้า” ของตัวเอง ช้าจนลูกค้า “เซ็ง” ต้องเข้าใจธรรมชาติของลูกค้าบนโลกออนไลน์สักนิดว่า “ใจร้อน” เป็นพื้นฐาน ขี้เกียจออกไปแสวงหาสิ่งที่ต้องการให้เสียเวลา ไหนจะเสียเวลาออกไป ไหนจะหาที่จอดรถยาก ไหนจะมีตัวเลือกน้อย ฯลฯ ดังนั้น ซื้อบนเน็ตง่ายกว่า ลูกค้าออนไลน์ เชื่อคนทั้งโลก ยกเว้น “คนขาย” พวกเขาจึงชอบอ่านรีวิว คงประมาณว่า ถ้าจะโดนหลอก อย่างน้อยก็มีเพื่อนที่เคยโดนหลอกมาแล้วหลายราย จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่การสื่อสารกับลูกค้าออนไลน์ จึงต้องมาในแนวของ “การรีวิว” รีวิว ที่มีทั้งจริงบ้าง ปลอมบ้าง บางทีก็ปลอมเยอะกว่าจริง เพราะให้หน้าม้าของกิจการรีวิวเองบ้างไรบ้าง แต่ลูกค้าสบายใจ ก็ทำกันไป ดังนั้น ก่อนคิดเพิ่มช่องทาง หรือคิดหันไปเอาดีทางค้าขายออนไลน์
จากกรณีรัฐบาล เตรียมเดินหน้าผลักดัน วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอันดับโลก เนื่องจากเชื่อมั่นว่าในอนาคตอันใกล้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมกันเป็นจำนวนมากนั้น คุณพลชัย เพชรปลอด นักการตลาดอาวุโส ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ในประเด็นดังกล่าว ว่าทุกวิกฤตมักมีโอกาสด้วยเสมอ แต่ในทุกโอกาสก็พร้อมมีวิกฤตด้วยเช่นกัน เหตุการณ์กู้ภัยเด็กๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมี่ ในส่วนของการกู้ภัย และฟื้นฟูสภาพร่างกายจบลงไปแล้ว แต่ภาคต่อกำลังเริ่มขึ้น นั่นคือ การจะส่งเสริมให้ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่พร้อมเชื้อเชิญผู้คนทั่วโลกมาเยี่ยมมาเยือน “ทั้งดีใจและหวาดหวั่นหัวใจในเวลาเดียวกัน ส่วนดีใจ คือ การท่องเที่ยวย่อมส่งผลให้เกิดเม็ดเงินมหาศาลไปสู่ชุมชนท้องถิ่น แบบที่อาชีพดั้งเดิม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคเกษตร ไม่สามารถเทียบเท่าได้ เศรษฐกิจดีขึ้น คุณภาพชีวิตก็มีส่วนดีขึ้นในช่วงแรก แต่ระยะยาว ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งของชุมชน ส่วนเสียใจ คือ การท่องเที่ยวที่มาเร็ว มักทำลายเร็วด้วยเช่นกัน คนมาเยอะ แปลว่ามีผลประโยชน์ที่เก็บเกี่ยวได้เยอะ คนนอกชุม
ขนมปลากริมไข่เต่า เป็นขนมหม้อแบบไทยโบราณที่ยังอยู่ยืนยงมาถึงทุกวันนี้ แม้จะออกหากินยากขึ้น เมื่อก่อนตามตลาด หรือหน้าโรงเรียนมีแม่ค้าหาบขนมปลากริมไข่เต่าใส่หม้อดินมาขาย 2 หม้อ หม้อหนึ่งเป็นปลากริมตัวยาวๆ ใส่อยู่ในกะทิสีน้ำตาลเพราะน้ำตาลปี๊บ มีรสหวาน กับอีกหม้อหนึ่งบอกว่าเป็นไข่เต่า ตัวยาวๆ เหมือนกัน แต่สีขาว อยู่ในกะทิขาว มีรสเค็ม เวลาขายแม่ค้าถึงตักขนมสองหม้อผสมกัน กินรวมๆ ได้รสชาติเค็ม หวาน มัน สูตรของขนมปลากริมไข่เต่ายุคใหม่ มีการปรับปรุงขึ้นจากเดิมมากโข ผสมแป้งหลายชนิดให้ขนมเหนียวนุ่มนวลขึ้นมากกว่าใช้แป้งข้าวเหนียวอย่างเดียว วิธีการทำ กะทิปลากริม ก็มีการเคี่ยวน้ำตาลให้เป็นคาราเมลแบบฝรั่งเพื่อให้สีน้ำกะทิเป็นน้ำตาลเข้มสวยขึ้น บางคนใช้น้ำตาลอ้อย น้ำตาลมะพร้าวหอมๆ บางคนใส่สีเขียว กลายเป็นปลากริมเขียวเลย ขนมปลากริมไข่เต่า ส่วนผสมแป้ง แป้งข้าวเจ้า 100 กรัม แป้งข้าวเหนียว 100 กรัม แป้งมันสำปะหลัง 50 กรัม น้ำเดือดจัด 275 กรัม (1 1/4 ถ้วย) เอาแป้งใส่อ่าง คนให้เข้ากัน แล้วตั้งน้ำให้เดือดจัด เทลงไป ใช้ไม้พายคนเร็วๆ (อย่าเผลอเอามือคนเด็ดขาด) แป้งจะสุกใสขึ้น ถ้า
หลายวันก่อน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสพูดคุยกับ พ่อค้าข้าวมันไก่ท่านหนึ่ง ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีจิตอาสา ทำข้าวมันไก่หลายสิบห่อ ไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจช่วย 13 ชีวิต ออกจากถ้ำหลวงฯ เลยถือโอกาสถามไถ่ถึงประวัติความเป็นมา คุณตีตี้ – ฐิติภัทร ง่วนหอม ออกตัวยิ้มๆ เรื่องราวของเขาไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แต่เมื่อถูกคะยั้นคะยอ ขอให้ถ่ายทอดประสบการณ์ จึงยินดีเล่าให้ฟังแบบกันเองด้วยการย้อนประวัติ ครอบครัวเป็นคนไทยเชื้อสายมอญ พื้นเพอยู่ตำบลนครชุมน์ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เรียนจบม.ปลายที่โรงเรียนบวรนิเวศฯ กรุงเทพฯ จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา ก่อนหน้านี้ เคยผ่านงานมาหลายแห่ง ส่วนใหญ่เกี่ยวกับงานบริการในเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ชื่อดังย่านสุขุมวิท ทำอยู่หลายปี รู้สึกเบื่อชีวิตมนุษย์เงินเดือน เลยเบนเข็มสู่เส้นทางธุรกิจส่วนตัว ด้วยการลงหุ้นเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างกับเพื่อนที่จังหวัดเพชรบูรณ์ แต่อาจเพราะประสบการณ์น้อย บวกกับ เงินทุนไม่หนา ประกอบกับช่วงเวลานั้น ราวพ.ศ.2540 เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ธุรกิจจึงไปไม่รอด เขาเลยกลับเข้า
ประโยคที่บอก “ยุคนี้ อาชีพเดียวไม่พอ” หลายคนคงเห็นด้วย พร้อมยกมือสนับสนุนกันพรึ่บพรั่บ แต่ครั้นจะให้บรรดาหนุ่มสาวชาวออฟฟิศไปเริ่มต้นอาชีพสำรอง ที่สองที่สาม อาจไม่ง่ายนัก เพราะถ้าไม่ถนัดหรือมีใจรักใจชอบจริงๆ แล้วหล่ะก็ จะเริ่มต้นแบบไหนอาจไม่รู้ทิศทาง คุณต้อม-พงศ์นริศร์ น่วมภุมรินทร์ เจ้าของกิจการ “Kub Meuk – กับหมึก” ร้านขายปลาหมึกสดย่าง สไตล์เก๋ไก๋ ตั้งอยู่ภายในโครงการ “ช่างชุ่ย” บริเวณตรอกลูกชุ่ย 1 ใช้เวลาหลังเตาถ่าน หันมาพูดคุยกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เริ่มต้นแนะนำตัว ปัจจุบันอายุ อายุ 28 ปี พื้นเพเป็นคนจังหวัดอุทัยธานี เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำงานเป็นสถาปนิกประจำบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง มา 5 ปี ปัจจุบันลาออกมาเป็นฟรีแลนซ์รับงานออกแบบ สำหรับกิจการ “กับหมึก” ของเขานี้ มีที่มาที่ไปน่าสนใจทีเดียว “ในความคิดผม คนเราต้องมีมากกว่าหนึ่งอาชีพ ยิ่งยุคปัจจุบันอะไรไม่แน่นอน อย่างผมเป็นพนักงานบริษัทมา 5 ปี หวังรอเงินเดือนอย่างเดียวคงไม่ได้ ต้องมีรายได้เข้ามามากกว่าหนึ่งทาง เพราะความมั่นคงในชีวิตไม่ควรมีแค่ทางเดียว ถ้าเห็นโอกาสควรรีบคว้าไว้ พอโครงการช่างชุ่ย ม
ใช้แล้วก็ซักตาก ขาดก็ซ่อมได้…นิยามไอเท็มสำหรับวันนั้นของเดือนของสาวๆ ที่ไม่ใช่แค่ใช้แล้วทิ้ง แต่ใช้แล้วซักได้ต่างหาก เพราะผ้าอนามัยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับสาวๆ วัยเจริญพันธ์ที่มีประจำเดือน หากจะใช้แล้วทิ้งคงสร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กับโลกนี้ไม่น้อย ถ้าอย่างนั้นเราลองกลับมาใช้ผ้าอนามัยแบบซักได้กันดูบ้างจะดีกว่า คุณเก๋-เกศินี จิรวณิชชากร เจ้าของผ้าอนามัยซักได้แบรนด์ Sunny Cotton – menstrual pad อายุ 36 ปี เล่าให้ฟังถึงที่มาของผ้าอนามัยซักได้ว่า เมื่อครั้งที่ไปเรียนประเทศญี่ปุ่นอยู่นาน 7 ปี ได้คลุกคลีและเรียนรู้วิถีชีวิตของสาวๆ ญี่ปุ่นจนได้รู้ว่าที่นั่นมีการใช้ผ้าอนามัยซักได้กันอย่างแพร่หลาย เพราะสาวญี่ปุ่นมองว่าผ้าอนามัยแบบซักได้ช่วยให้ความอบอุ่น คุณเก๋จึงทดลองใช้ดูบ้าง “เก๋เริ่มทดลองใช้เองปี 2012 ใช้แล้วชอบมากใช้นาน 5 ปีเลยค่ะ พอกลับมาไทยยังไม่ค่อยมีใครใช้แบบเราเลย เก๋เลยรู้สึกว่าอยากให้ผู้หญิงไทยลองใช้ดูบ้าง จึงเริ่มสร้างแบรนด์ Sunny Cotton – menstrual pad ผ้าอนามัยซักง่ายในปี 2017 ขึ้นมา” การใช้ผ้าอนามัยซักได้ทำให้คุณเก๋เข้าใจว่าจริงๆ แล้วประจำเดือนของผู้หญิงไม่ได้มีกลิ่นเหม็นอย่างที่
