Exclusive
คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและกลางย่อม (สสว.) กล่าวตอนหนึ่งในงาน “สตาร์ทอัพฟอรัม: บทเรียนจากความสำเร็จของสตาร์ทอัพเกาหลี ” ว่า งานครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับ Startup ของไทย ผ่านความสำเร็จของ Startup เกาหลี และเปิดโอกาสให้หน่วยงานส่งเสริม Startup ไทยได้เรียนรู้การดำเนินการและระบบการส่งเสริม Startup ของ Youth Startup Academy ของเกาหลี โดย นับตั้งแต่ สสว.และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจร่วมกัน (MOU) กับหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของสาธารณรัฐเกาหลี( The Small and Medium Business Administration หรือ SMBA) ในขณะนั้น ซึ่งต่อมาได้ถูกยกระดับขึ้นเป็นกระทรวงวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมและวิสาหกิจเริ่มต้น (Ministry of SMEs and Startupsหรือ MSS ) ได้ก่อให้เกิดความร่วมมือในหลายรูปแบบ อาทิ การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีไทย-เกาหลีในการช่วยผู้ประกอบการในการถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมลงทุน และรูปแบบต่างๆ ของการจับคู่ธุรกิจ สร้างความสัมพันธ์ในการทำงานอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาการส่งเสริมวิสาหกิจ
หนึ่งในเทรนด์อาหารเช้า ปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ยังติดโผ เป็นที่นิยมของทุกเพศทุกวัย อย่างปาท่องโก๋ร้านเพชรบุรี 42 สูตรฮ่องกง ร้านนี้มีที่มาน่าสนใจ เพราะศึกษาสูตรจากหนังสือใส่ฝีมือลงไปจนได้สูตรปาท่องโก๋แสนอร่อยขายได้ แถมมียอดขายเฉลี่ย 2-3 หมื่นบาทต่องานเลยทีเดียว ลุงชวน วัย 61 ปี เจ้าของร้านเล่าว่า ยึดอาชีพมาขายปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้มาตั้งแต่ปี 2527 แถวปากซอย 42 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ เพราะมีเพื่อนที่มาจากจังหวัดเดียวกันทำขายอยู่แถวตลาดคลองเตย ในตอนแรกลุงชวนไม่ได้คิดจะขายปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ แต่เห็นเพื่อนขายแล้วรายได้ดีแบบไม่น่าเชื่อว่าเป็นคนจากอีสานมาทำงานในกรุงเทพฯ ลุงเลยเริ่มสนใจ เริ่มถามคนรู้จักที่ค้าขายส่วนใหญ่บอกว่าดี ได้เงินทุกวันจะมากน้อยก็ยังได้ อาศัยเรียนสูตรกับเพื่อน มาเป็นลูกมือ มาเรียนสูตร เพื่อนก็ช่วยสอนให้ อยู่ร่วม 2 เดือนจนทำเป็น จากปาท่องโก๋น้ำเต้าหู้ ณ ตอนนั้น ขยับขยายมาอีกก้าว สู่ปาท่องโก๋ร้านเพชรบุรี 42 สูตรฮ่องกง ที่ทำขายในปัจจุบัน เพราะลุงชวนรู้สึกว่าสินค้าที่ขายอยู่ยังสามารถปรับสูตรให้ดีกว่านี้ได้ ตอนนั้นเองที่ลุงชวนเริ่มศึกษาสูตรปาท่องโก๋จากหนังสือ “ลุงใช้สูตรจากหนังสือ
ข่าวจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยรายละเอียดโครงการจัดประกวด 20 สุดยอดเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงอาหาร หรือ Food Tourism ภายใต้โครงการ “Eat Local : Locallicious” เน้นประชาสัมพันธ์เส้นทางอาหารถิ่น เส้นทางเรียนรู้วัตถุดิบ พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรมด้านอาหารร่วมกับเชฟชุมชน เส้นทางอาหารอร่อย อาหารห้ามพลาด โดยมีวัตถุประสงค์ กระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวใน 55 เมืองรองทั่วประเทศ ยกระดับแหล่งท่องเที่ยวเมืองรองโดยใช้อาหารเป็นเครื่องมือในการทำ Destination Marketing ผลักดันสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของแต่ละจังหวัดให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง พัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอาหาร ให้เป็นจุดขายทางการตลาด กระตุ้นการท่องเที่ยวในท้องถิ่นเพื่อกระจายโอกาสเชิงรายได้ลงสู่เมืองรอง ตามเป้าไม่ต่ำกว่า 3.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้โครงการดังกล่าว ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนหลายภาคี โดยผลที่คาดว่าได้รับนั้น เชื่อว่าจะก่อให้เกิดการแชร์ประสบการณ์กินที่น่าสนใจในหมู่นักท่องเที่ยว เกิด “ทริปกินเที่ยว” รูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน สามารถสร้างยอดขายได้เป็นรูปธรรม ทั้งยังเพิ่มรายได้ให้คนในท้องถิ่น รวมถึงเป็นการกระตุ้นให้เกิดผู้
คุณพลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ มหาวิทยาลัยศิลปากร อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์ ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” กรณีแนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์ สินค้าสารพัดชนิด รุมแย่งตัวทีมหมูป่า อคาเดมี่ ไปร่วมงานเป็นพรีเซ็นเตอร์ ว่า ในอนาคตอันใกล้ สินค้าจะโถมเข้าหา “ทีมหมูป่า” ทั้ง 13 คนมั้ย บอกเลยว่ามีแน่นอน เพราะสินค้าทุกประเภท จะต้องพยายาม “เกาะกระแส” บรรดาคนดัง เพราะเหมือนได้ “มีเดีย” ฟรีไปด้วย และถ้าถามว่าสินค้าพยายามจะเข้าหาบุคคลดังเหล่านี้ ผิดมั้ย ในทางการตลาดก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร คุณพลชัย กล่าวต่อว่า เมื่อมีสินค้าเข้าหา ก็ต้องมีการเสนอผลตอบแทน แต่จะมากน้อยแค่ไหนอย่างไรนั้นพูดยาก ขึ้นกับความพอใจของทั้งสองฝ่าย และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ เด็กได้ผลประโยชน์ ส่วนสินค้าเอง ได้พรีเซ็นเตอร์ที่ทรงพลัง แต่ต้องยอมรับว่า สังคมส่วนหนึ่งมองเด็กกลุ่มนี้ว่าคือ ฮีโร่ ถ้าสินค้านำเสนอรูปแบบโฆษณาออกมาไม่ดี อาจถูกมองว่าฉวยโอกาสหาประโยชน์จากคนดัง แทนที่สินค้าจะมีภาพลักษณ์หรือยอดขายดี อาจเกิดกระแสตีกลับได้ ฉะนั้นถ้าให้ดีสินค้าไม่ควรนำเสนอแบบฮาร์ดเซล “ในฐานะนักวิชาการ มองว่าเรื่องราวของเด็กกล
จากเด็กผู้หญิงฐานะยากจน อาศัยเรียนภาคค่ำ แล้วทำงานรับจ้างเย็บเสื้อโหลและรับจ้างพิมพ์ดีดในช่วงหลังเลิกเรียน วันละ 70 บาทเพื่อจ่ายค่าเทอมเองตั้งแต่ ม. 2 ปัจจุบันผงาดกลายเป็นเจ้าของอาณาจักรเครื่องประดับจากเพชร “ไอยรา เจมส์” ร้านขายเพชรที่มีชื่อเสียงในโลกออนไลน์เป็นลำดับต้นๆ ของเมืองไทย เจ้าของธุรกิจนี้ คือ คุณอิษยา พรหมมาลี ซีอีโอบริษัท ไอยรา เจมส์ จำกัด ต้นทุนต่ำ ต้องพยายามสูง มุ่งมั่น เป็นเจ้าของร้านเพชร คุณอิษยา หรือ คุณตูน ย้อนวันวานว่า ทำงานส่งเสียตัวเองเรียนด้วยการรับจ้างเย็บเสื้อโหลตั้งแต่ม.2 จนกระทั่งจบ ปวช. จากนั้นพักเรียนต่อ ออกไปหางานทำ 2 ปี แล้วกลับมาเรียนต่ออีกครั้งระดับปริญญาตรีภาคค่ำ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรียกว่าทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ตอนเรียนปริญญาตรี คุณตูน เผยว่า เห็นเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งฐานะดี มีรถยนต์ขับ เรียนดี แต่งตัวสวย เลยยกให้เป็นไอดอลขณะนั้น และยิ่งได้รู้ว่าเพื่อนทำธุรกิจขายเพชรพลอย ก็ตั้งเป้าหมายในชีวิตไว้ว่า อยากดำเนินรอยตามเพื่อนคนนี้ “หลังจากจบปริญญาตรีไปเรียนต่อด้านการดูอัญมณี 1 ปีที่สถาบันอัญมณีศาสตร์แห่งเอเซีย (AIGS) ต่อด้วยเรียนการออกแบบเคร
ประโยคที่ว่า “สินค้ายุคนี้ ต้องสู้กันด้วยไอเดียใหม่ๆ” คงไม่เกินเลยจากความจริงในทุกวันนี้…เท่าใดนัก เพราะช่วงเวลาของการแข่งขันกันอย่าง “เข้มข้น”นั้น เกิดขึ้นแล้วแทบทุกธุรกิจ หากผู้ผลิรายใดยังหยุดนิ่ง หรือ ก้มหน้าก้มตาขายของแบบเดิม-เดิม อยู่ต่อไป รายรับคงไม่น่าจะพอกับต้นทุน เนื่องจากถูกคู่แข่งหัวคิด “ล้ำกว่า”แย่งชิงฐานลูกค้าไปเสียหมด ………… “อิมินา – ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป” สวยงาม น้ำหนักเบา ใช้ง่าย ไหลสะดวก เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ คือ ข้อความประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เพื่อการทำบุญแนวใหม่ เจ้าแรกและเจ้าเดียวของไทย นำไปสู่การสนทนากับ คุณอุ๋ย – ณัฎฐวี จัดแจง เจ้าของสินค้าไอเดียสร้างสรรค์ เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ย้ายตามคุณพ่อ-คุณแม่ มาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดเชียงรายได้เกือบสามสิบปีแล้ว จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการท่องเที่ยว ปริญญาโทบริหารธุรกิจ ปัจจุบันมีงานหลัก คือ เป็นผู้บริหารรีสอร์ท “ณัฎฐิพล” ธุรกิจของครอบครัวตั้ง อยู่ที่อำเภอแม่จัน ส่วนความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ “อิมินา” นั้น เริ่มต้นจากความคิดของคุณพ่อของเธอ ที่อยากช่วยลดปัญหาขยะและสร้างความสวยงามให้กับวัด “คุณพ่
ร้านของฝากของที่ระลึก “พรทิพย์” นับว่าได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยวทั้งไทย-ต่างชาติ ยามนี้หากใครไปเที่ยวจังหวัดภูเก็ตแล้วไม่แวะหาซื้อสินค้าติดไม้ติดมือไป อาจถูกคนที่บ้านถามไถ่ถึงขั้นต่อว่าต่อขานกันได้เลยทีเดียว ปัจจุบันบริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด มีผลิตภัณฑ์ตราพรทิพย์ วางจำหน่ายใน MODERN TRADE ชั้นนำของไทย และยังส่งออกไปจำหน่ายในต่างประเทศ ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมา บริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต)จำกัด เคยได้รับรางวัลด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ระดับนานาชาติมาแล้ว โดยในปี 2554 ได้รับ รางวัลชนะเลิศ Asiastar Packaging Awards 2011 ณ ประเทศบังคลาเทศ จากบรรจุภัณฑ์ 2 รายการ คือ บรรจุภัณฑ์ขนมโบราณเมืองภูเก็ตในกล่องชิโน-โปรตุกีส และบรรจุภัณฑ์ชุด Andaman Gift Set “เริ่มธุรกิจครั้งแรก เมื่อ พ.ศ.2534 มีหลายคนบอกจะไปได้หรือ ความจริงกว่าที่จะประสบความสำเร็จอย่างทุกวันนี้ ไม่ง่ายหรอก ต้องมีการปรับปรุง ปรับตัวกันอยู่ตลอดเวลา และกล้าตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เข้าถึงใจผู้บริโภค”คุณวิรวัฒน์ เปี่ยมวิวัตติกุล ประธานบริษัท พรทิพย์ (ภูเก็ต) จำกัด เริ่มต้นอย่างนั้น ก่อนเล่าต่อ กิจ
หากเอ่ยถึงเครื่องประดับ คงไม่ได้มีแค่ เพชรนิลจินดาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเครื่องเงิน โดยเฉพาะเครื่องเงินไทยอันเป็นศิลปะล้ำค่าจากฝีมือช่างเงินไทยที่มีคุณภาพจนสร้างมูลค่าการตลาดมากถึง 1,700 ล้านดอลลาร์ และส่งออกเป็นอันดับ 3 ของโลก ร้านสล่าเงิน เป็นผู้ผลิต และจำหน่ายเครื่องประดับเงินจังหวัดน่าน ที่สร้างและผลักดันร้านเครื่องเงินของตนเองจนกลายเป็นร้านเครื่องเงินที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่าน แม้ในช่วงหนึ่งจะต้องเจอวิกฤตราคาเนื้อเงินพุ่งสูง 2 เท่าตัว คุณไตร เขื่อนธะนะ อายุ 51 ปี เจ้าของร้านสล่าเงินที่เอ่ยถึงข้างต้น เล่าว่า ซึมซับการทำเครื่องเงินมาตั้งแต่เด็ก จนสามารถทำงานได้ในวัยเพียง 16 ปี “จริงๆ เริ่มทำงานตอนอายุ 16 เนี่ยถือว่าเริ่มช้านะ เพราะเด็กต่างจังหวัดส่วนใหญ่เขาเริ่มทำงานกันตั้งแต่ 12-13 ปีแล้ว เพราะไม่ค่อยได้เรียนหนังสือเลยเริ่มทำงานกันเร็ว งานแรกที่ทำเป็นก็คือทำเครื่องเงินนี่แหละเพราะซึมซับมาตั้งแต่เด็กๆ” คุณไตร บอกอีกว่า จากนั้นย้ายเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ทำในโรงงานเล็กๆ ซึ่งเป็นกิจการของพี่สาวตนเอง มีคนงานประมาณ 5 คน จากนั้นขยายตามเวลาคนงานเพิ่มขึ้นกว่า 100 คน ทำอยู่ประมาณ 14 ปี ก็แยก
หากเอ่ยถึงปลาทู…ชื่อแรกที่คนนึกถึงคงเป็นปลาทูแม่กลองที่มีฉายาว่า หน้างอคอหัก ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาทำตลาดมากขึ้น อย่างปลาทูเองก็มีฉายาใหม่ว่า ‘หน้าเริ่ดเชิดหยิ่ง’ ตีตลาดภายใต้แบรนด์ Delish Inspirer คุณโอ๊ต-กิตติวุฒิ แสงสุขเอี่ยม อายุ 40 ปี เป็นทายาทรุ่น 2 ของนางสิริอร แสงสุขเอี่ยม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัท ศิริคุณ ซีฟูดส์ จำกัด ที่ทำธุรกิจค้าปลีกอาหารทะเลมายาวนานกว่า 43 ปี เล่าให้ฟังว่า ปลาทูหน้าเริ่ดเชิดหยิ่ง เป็นสินค้าตัวใหม่ที่เปิดตัวภายใต้แบรนด์ Delish Inspirer (เดลิช อินสไปเรอร์) ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ บริษัท ศิริคุณ ซีฟูดส์ จำกัด โดยแบรนด์ดังกล่าวเปิดตัวได้ 3 เดือน เน้นเจาะตลาดไฮเอนด์ โดยที่มาของชื่อปลาทูหน้าเริ่ดเชิดหยิ่งนั้น ได้มาจากความชอบ เพราะเป็นชื่อที่ฟังแล้วน่าสนใจ ปลาทูแม่กลองคือหน้างอคอหัก ของเดลิชขอทำสวนทาง คือปลาทูหน้าเริ่ดเชิดหยิ่งแทน ด้วยมาตรฐาน และคุณภาพในการผลิต รวมทั้งประสบการณ์ค้าปลีกกว่า 43 ปี และคนนึ่งปลาทูที่มีประสบการณ์อีก 40 ปี จึงทำให้ปลาทูของแบรนด์ได้รับเครื่องหมายฮาลาล และเครื่องหมาย อย. ได้ไม่ยาก “มาตร
จากความชอบ สู่แบรนด์…นิยามของเจ้าของแบรนด์ ที่สร้างสรรค์น้ำสลัดด้วยรสชาติไทยๆ ตีตลาดคนรักสุขภาพ คุณมิว-มนทิรา รอบคอบ อายุ 35 ปี เจ้าของไอเดียซอสและน้ำสลัดแบรนด์ Lamoon by Sarada (ละมุน บาย ซาราดะ) คุณมิวเคยเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ ที่ชอบทานสลัด และเมื่อ 2 ปีก่อน เธอเคยเปิดร้านสลัดอยู่แถวมหาวิทยาลัยดัง ย่านบางนา มีกลุ่มลูกค้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย แต่เพราะต้องย้ายกลับบ้านเกิด ทำให้ร้านปิดตัวลง “มิวปิดร้านไปประมาณ 1 ปี เราก็กลับไปอยู่บ้านที่ลำปาง อะไรหลายอย่างเริ่มลงตัวจึงกลับมาสร้างแบรนด์ต่อ” กลับมาสานต่อในที่นี้คุณมิวไม่ได้กลับมาเปิดร้านสลัดเหมือนเดิม แต่เธอปั้นแบรนด์ขึ้นมาใหม่แต่ยังคงอยู่ในส่วนของสลัด ผลิตภัณฑ์ที่ว่าคือ ดิปปิ้งซอสและน้ำสลัด ขายผ่านออนไลน์และออกบู๊ธ ภายใต้แบรนด์ Lamoon by Sarada ที่เปิดตัวมาได้ 3 เดือนแล้ว “ความตั้งใจของแบรนด์คืออยากนำเสนอความแตกต่างของน้ำสลัด ที่ไม่จำเป็นต้องทานคู่กับผักสลัดเท่านั้น แต่สามารถนำไปเป็นซอสทานคู่กับอาหารชนิดอื่นได้ด้วย เช่น ราดบนสเต๊ก ทานกับสแน็ก” ซึ่งความแตกต่างของแบรนด์ที่คุณมิวสรรค์สร้างขึ้นมานั้น คือรสชาติของตัวซอสและน้ำสลัด โดยช่วงแรกมี
