Exclusive
“ซอโสตถิกุล” คือ ชื่อตระกูลคหบดีของเมืองไทย มีกิจการในความดูแลหลากหลาย นับตั้งแต่ ศูนย์สรรพสินค้า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่เครื่องปรุงในครัวเรือน ส่วนสินค้าเก่าแก่ที่สุด อายุอานามเกือบ 70 ปี ที่ว่ากันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความมั่งคั่ง”นั้น ใครจะเชื่อว่าเป็นของที่เริ่มทำในแบบ “ซื้อมา-ขายไป” มีกำไรต่อหน่วยไม่กี่บาท แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่แทบทุกคนต้องมีไว้ใช้ นั่นก็คือ รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อ “นันยาง” นั่นเอง คุณจักรพล จันทวิมล ผู้บริหารรุ่นที่สาม ของตระกูล ”ซอโสตถิกุล” วัย 33 ปี เจ้าของเก้าอี้ตำแหน่ง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและขาย บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด เปิดห้องทำงานส่วนตัวบนออฟฟิศย่านสี่พระยา ใช้เป็นสถานที่พูดคุยกันท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเอง “ธุรกิจของเรา เริ่มต้นจาก คุณวิชัย ซอโสตถิกุล ซึ่งเป็นคุณตาของผม เดินทางมาจากเมืองจีน แบบเสื่อผืนหมอนใบ ตั้งแต่เมื่อเกือบร้อยปีที่แล้ว ท่านก่อร้างสร้างตัว ทำงานทุกอย่าง เริ่มจากซื้อมาขายไปสินค้าสารพัด และหนึ่งในนั้น คือ รองเท้าผ้าใบนันยาง”คุณจักรพล ย้อนจุดตั้งต้นของธุรกิจตกทอด ก่อนเล่าต่อ ช่วงแรก รองเท้าผ้าใบนันยาง นั้น เป็นสินค้านำเข้าม
เฮติ ประเทศเล็กๆ ในหมู่เกาะกลางทะเลแคริบเบียน จัดเป็นประเทศในกลุ่มอเมริกาเหนือ ไม่ไกลจากไมอามีของอเมริกาเท่าไหร่ เมื่อจัดเป็นประเทศในกลุ่มอเมริกาเหนือซึ่งประกอบด้วยอเมริกาและแคนาดาเป็นอาทิ เฮติก็ควรจะร่ำรวยเช่นเดียวกับเพื่อนบ้าน ใช่หรือไม่ แต่ไม่ ไม่เลย เฮติไม่ร่ำรวย แต่กลับยากจน ยากจนอย่างที่สุด จนมีคนบอกว่าเฮติน่าจะยากจนที่สุดในโลก ยิ่งเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อ 8 ปีก่อน เฮติยิ่งบาดเจ็บสาหัส ผู้คนลำบากยากแค้นถึงขั้นอดอยาก คนเฮติจำนวนนับล้านบ่ายหน้าไปตายเอาดาบหน้า ส่วนหนึ่งทะลักเข้าไปในสาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งอยู่ติดกัน และก็ยากจนไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ อีกส่วนหนึ่งเสี่ยงตายไปจนถึงอเมริกา แทรกตัวอาศัยอยู่ในรัฐที่มีชุมชนเฮติมากอยู่แล้ว เช่นในรัฐนิวออร์ลีนส์ ที่มีย่านที่เรียกกันว่าลิตเติ้ลเฮติเลยทีเดียว ย่านที่ว่านี่ในสาธารณรัฐโดมินิกันก็มีนะ เฮติ ไม่ได้เกิดมายากจน แต่เป็นประเทศที่เคยร่ำรวยถึงขั้นเคยเป็นแหล่งทุนสนับสนุนวีรบุรุษนักปฏิวัติของอเมริกาใต้อย่างโบลิวาร์ เฮติ เริ่มต้นเส้นทางสู่ความยากจน จากการถูกรีดนาทาเร้นเพราะดันเกิดหัวแข็งต้านระบบค้าทาส เฮติ เป็นประเทศที่ประ
ทุกวันนี้ ผู้คนนิยมท่องเที่ยวกันมากขึ้น เพราะค่าใช้จ่ายไม่ได้แพงเกินเอื้อมอีกต่อไป แถมยังมีสายการบินต้นทุนต่ำที่ช่วยให้ผู้คนเดินทางด้วยเครื่องบินในราคาประหยัด การเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศก็เป็นทางเลือกของผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะการเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะมีความยืดหยุ่นและทำตามใจตัวเองได้มากกว่าการใช้บริการของบริษัททัวร์ แต่ใครที่อยากท่องเที่ยวด้วยตัวเองก็ต้องทำใจกับความไม่สะดวกสบายหลายอย่าง หนึ่งใน “ภาระ” ที่จะต้องแบกรับเอง คือ “สัมภาระ” พะรุงพะรังที่จะต้องพาไปไหนมาไหนด้วย เพราะไม่มีรถบัสมาขนให้เหมือนคณะทัวร์ กลายเป็นอุปสรรคในการตะลอนชมเมือง แม้ว่าจะมีสถานที่บางแห่งสำหรับฝากกระเป๋าเดินทาง เช่น สนามบิน สถานีรถไฟ รวมถึงตู้ล็อกเกอร์ให้เช่า แต่ก็มีค่าบริการที่แพงเอาการ แถมมีความเสี่ยงที่จะสูญหาย หลายต่อหลายคนจึงยอมลากกระเป๋าใบใหญ่ไปไหนไปกัน ปัญหานี้ทำให้เกิดไอเดียธุรกิจที่ช่วยแบ่งเบาภาระของนักเดินทาง นั่นคือ การเป็นคนกลางสำหรับบริการรับฝากสัมภาระในสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ตลาด ร้านซักรีด หรือร้านเสริมสวย นักเดินทางสามารถเข้าไปดูข้อมูลในเว็บ
“ตำมั่ว” คือ แบรนด์ร้านอาหารไทย-อีสาน ภาพลักษณ์ทันสมัย มีเอกลักษณ์ และมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาอาหารไทยให้เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก จึงมีการขยายแบบธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ “ตำมั่ว” ใช้เวลาก่อร่างสร้างชื่อเสียงมาเกือบสิบปี ปัจจุบันมีกว่า 150 สาขา ใน 4 ประเทศ ยอดขายปีหนึ่งๆ ไม่ธรรมดา จนได้รับฉายาจากสื่อมวลชนหลายแขนง ยกย่องให้เป็นกิจการ “ส้มตำพันล้าน” หากกว่าจะ “เดินทาง” มาถึงวันนี้ เจ้าของกิจการรุ่นสอง ยอมรับไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความมุ่งมั่นว่าจะต้อง “ทำให้ได้” และไม่หยุดนิ่งที่จะ “เรียนรู้” ตลอดเวลานั่นเอง ที่เป็น “กุญแจความสำเร็จ” ซึ่งอยากถ่ายทอดให้ผู้ประกอบการน้อยใหญ่ ศึกษาไว้เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับกิจการของตัวเองได้อย่างแน่นอน คุณเบสท์ –ศิรุวัฒน์ ชัชวาลย์ เจ้าของกิจการ “ตำมั่ว” ที่เกริ่นถึง ให้ข้อมูลย้อนความเป็นมาว่า เขาตัดสินใจพลิกโฉม ร้าน “นครพนมอาหารอีสาน” ของคุณแม่ ที่เปิดขายอยู่ห้องแถวริมทางย่านปทุมธานี สู่ร้านส้มตำโมเดิร์น ติดแอร์ แต่ยังคงรสชาติแบบอีสานแท้ ส่วนเหตุผลที่ลาออกจากงานประจำในตำแหน่งระดับผู้บริหาร มาทำธุรกิจของตัวเองนั้น เพราะต้องการความ “มั่งคั่ง”
“สมูทโตะ” (SMOOTO) ผลิตภัณฑ์ความงามสไตล์เกาหลี ธุรกิจนี้เริ่มต้นจากเงินลงทุนประมาณหลักล้านบาท แต่สามารถคืนทุนได้ในเวลาเพียงปีครึ่ง ปัจจุบันขายดิบขายดี มีช่องทางจำหน่ายหลากหลาย ทั้ง แคตตาล็อกออนไลน์ เว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น เคเบิ้ลทีวี รวมทั้งวางบนเชลฟ์ของร้านสะดวกซื้อนับพันสาขา ทำให้กลายเป็นสินค้ายอดขายแตะหลักร้อยล้านบาทได้ในเวลาเพียง 3 ปีเท่านั้น คุณปุ๊ก – ภญ.อัญชลี ชุติไพจิตร ตัวแทนเจ้าของผลิตภัณฑ์ “สมูทโตะ” ดังแนะนำมาข้างต้น เกริ่นให้ฟัง ธุรกิจนี้ เกิดจากการรวมตัวกันของเพื่อนร่วมสถาบัน เป็นเภสัชกรทั้ง 3 คน รวมกันก่อตั้ง บริษัท โกลบอล เมดดิคัล (ประเทศไทย) จำกัด เพราะอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง “พวกเราเป็นเภสัชกร ทำงานในสายวิจัยและพัฒนาเครื่องสำอางมาตลอด ความสุขในการทำงาน คือ เห็นสินค้าที่เราคิดสูตรทำออกมา แล้วมีคนชอบ ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสินค้าบนเชลฟ์นั้นเลย แม้จะมีคนใช้ คนชอบ หรือขายดี แค่ไหนก็ตาม” คุณปุ๊ก เผยเริ่มต้น เมื่อรู้สึกว่าสินค้าที่คิดค้นสูตรออกมาคือ “ลูก” เภสัชกรผู้ร่วมก่อตั้ง จึงชวนกัน “ทุบหม้อข้าว” ก้าวขาออกจากงานประจำในตำแหน่งนักวิจัย ออกมาสร้างธ
พ.ศ.นี้หลายคนบอก เป็นยุคเบเกอรี่ “เบ่งบาน” ผ่านไปทางไหน มักเห็นแต่ ร้านกาแฟ-เค้ก แทรกตัวอยู่ในแทบทุกทำเล ส่วนพฤติกรรมการรับประทาน “ขนมไทย” นั้น นับวันยิ่งห่างหายไปจากชีวิตตามปกติ ถ้าจะมีคงเป็นช่วงงานบุญ อย่าง ขึ้นบ้านใหม่ แต่งงาน ฯลฯ ซึ่งยังพอมี “พื้นที่” ให้กับของหวานคู่บ้านคู่เมืองได้อวดโฉมกันอยู่บ้าง หลายวันก่อนมีโอกาสไปเห็นอีเว้นต์น่าสนใจเลยเข้าไปสังเกตการณ์ ก่อนปรี่เข้าไปร้านขายขนมหวานเจ้าหนึ่ง ซึ่งเรียกตัวเองว่า “ดี’เสริฐ” กับสโลแกนแปลเป็นไทย “ขนมไทยรูปทรงใหม่ – New Look of Thai Dessert” มี คุณคิ้ม-ทิพย์ดา จันทจรูญพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดี แคเทอริ่ง จำกัด ผู้ประกอบการด้านการจัดเลี้ยงในนาม “ดี แคเทอริ่ง” และเจ้าของกิจการขนมไทยสไตล์ใหม่ “ดี’เสริฐ” มาเป็นตัวแทนให้ข้อมูล เริ่มจากการแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์ ปริญญาโท ด้านการบริหารกิจการ ที่ผ่านมาทำงานด้านการตลาดมาตลอด ก่อนออกมาช่วยกิจการของทางบ้านสามี – คุณวิทวัส จันทจรูญพงษ์ ซึ่งเป็นร้านอาหารเก่าแก่อายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี ชื่อ “ดีพร้อม” ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ที่บางแสน จังหวัดชลบุรี
การทำข้าวเม่ามีมาตั้งแต่สมัยโบราณซึ่งเรียกว่าประเพณีตำข้าวเม่า โดยนำเอาข้าวห่ามที่เปลือกข้าวเป็นสีเขียวเข้มข้น นำมาคั่วจนสุก แล้วนำมาตำจนเปลือกข้าวกะเทาะออกจากเมล็ดแล้วนำมาฝัดเอาเปลือกออก จะเหลือแต่เมล็ดข้าวสีเขียวลักษณะอ่อนนิ่ม มีกลิ่นหอมและมีรสหวานในตัว นิยมนำมารับประทานเปล่าๆ และทำเป็นขนมหวานโดยคลุกเคล้ากับน้ำตาลและมะพร้าวขูดทึนทึก และด้วยคุณสมบัติของข้าวเม่านี่เอง พรเจริญเบเกอรี่ จึงนำข้าวเม่ามาแปรรูป ทำเป็นเค้กข้าวเม่า บอกได้เลยว่า ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน คุณรณภพ เถาว์โท หรือ คุณปืน อายุ 48 ปี เจ้าของร้าน พรเจริญเบเกอรี่ เล่าให้ฟังตั้งแต่สมัยยังเด็ก หลายคนชอบกินข้าวเม่า และในอีสานเองก็มีประเพณีตำข้าวเม่า ซึ่งประเพณีนี้กำลังสูญหายไปตามกาลเวลา คุณปืน บอกว่า บังเอิญไปเจอหมู่บ้านทำข้าวเม่าขายตลอดปีที่จังหวัดอุดรธานี ซึ่งตนทำร้านเบเกอรี่อยู่แล้ว จึงคิดสร้างรายได้ให้ชาวบ้าน ด้วยการเพิ่มมูลค่าข้าวเม่า นำมาทำเป็นเค้กให้ร่วมสมัย ให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักข้าวเม่า และเป็นการรักษาประเพณีนี้ไปในตัว “ตอนนี้ 1 ปีแล้ว สำหรับเค้กข้าวเม่า ทำขายสบายๆ ตัดปัญหาเรื่องคู่แข่งไปได้เลย เพราะเราเป็นเจ้าเดียว
คุณแนน – วัชราภรณ์ คล้ายเนียม เจ้าของ “รถนิยม CAR BAR MILK” กิจการขายอาหาร-เครื่องดื่มประเภทนมชง ขนมปังปิ้ง สเต๊ก และ อาหารไทยจานหลักหลากหลาย ซึ่งกำลังได้รับความนิยมจากลูกค้าในเมืองมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ทุกเพศ-วัย กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เธอเริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว ปัจจุบันอายุสามสิบเศษ จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ก่อนหน้านี้ทำงานประจำอยู่ฝ่ายการตลาดของหมู่บ้านจัดสรร ส่วนแฟนหนุ่มซึ่งเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญ คือ คุณต้อม –อนุรักษ์ สุดดี ทำงานในตำแหน่งเป็นวิศวกรไฟฟ้าประจำห้องเย็นแห่งหนึ่งในมหาชัยนี้เอง ทำงานกันมาได้พักใหญ่ เธอเกิดความคิดอยากให้แฟนหนุ่มออกจากงานประจำมาหาอะไรทำที่ได้เงินมากกว่าเดือนละหมื่นกว่าบาท เพราะแม้จะทำโอทีหนักหน่วงแค่ไหน ก็ได้ค่าตอบแทนไม่เกินเดือนละสองหมื่นบาท คุณแนน เจ้าของกิจการ “ตอนนั้นที่กรุงเทพฯ กำลังฮิตรถโฟล์กตู้ มาแต่งแล้วเปิดเป็นร้านขายนมปั่น-ขนมปังปิ้ง เลยตัดสินให้แฟนลาออกมาทำรถนม บ้างดีกว่า แต่เราไม่มีรถโฟล์กตู้ มีแต่รถกระบะเก่าคันหนึ่ง ซื้อมาสะสมไว้นานแล้ว เลยคิดนำมาดัดแปลงเป็นหน้าร้านหาเงินดีกว่า” คุ
แม้มีงานประจำและทำธุรกิจอยู่แล้ว แต่ด้วยรักในการทำเบเกอรี่ และคิดต่อยอดหารายได้เพิ่มอยู่เสมอ คุณสาวิตรี มงคลศิลป์ (ปุ้ย) และ คุณสุรชัย ธัญธาดา (แว่น) สองสามีภรรยาจากจังหวัดลพบุรีจึงช่วยกันสร้างแบรนด์ ‘เคี้ยวเพลิน’ เจาะตลาดคนชอบกินขนมทานเล่น เคี้ยวเพลิน เรียกตัวเองว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็กในครอบครัวที่เพิ่งเปิดได้ 3 เดือน เป็นแบรนด์ที่ชูคอนเซ็ปต์ง่ายๆ ให้ลูกค้าเคี้ยวอย่างเพลิดเพลินตามชื่อ เคี้ยวจนหมดโดยไม่รู้ตัว โดยคุณแว่นและคุณปุ้ย ต่างมีธุรกิจของตัวเองอยู่แล้ว ที่บ้านคุณแว่นทำธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าขายส่งขายตลาดนัดจตุจักร และประตูน้ำ ส่วนคุณปุ้ยทำธุรกิจเกี่ยวกับผู้รับเหมาทำถนน และเคยทำเบเกอรี่มาก่อน แต่เพราะการทำธุรกิจคู่แข่งค่อนข้างเยอะ หลักการตลาดเยอะ ทั้งคู่เริ่มรู้สึกเบื่อ จึงเริ่มทดลองหาอาชีพใหม่ ทั้งทำเกษตร ทำขนม สารพัดอย่าง กระทั่งมาลงตัวที่แบรนด์เคี้ยวเพลิน โดยมีคุณปุ้ย ภรรยาสาวเป็นคนชักชวน ส่วนคุณปุ้ย เสริมว่า เคี้ยวเพลินเป็นธุรกิจครอบครัวเล็กๆ ช่วยกันทำในครัวเรือน เพราะอยากทำอะไรที่กินแล้วถูกปาก ซึ่งตนถนัดเบเกอรี่อยู่แล้ว ทั้งคู่เริ่มศึกษาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต หาวัตถุดิบที่มีประโย
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่กลุ่มธุรกิจไลน์สติ๊กเกอร์มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและสามารถสร้างสถิติใหม่ให้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นยอดดาวน์โหลดไลน์สติ๊กเกอร์เฉพาะในไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นถึง 52% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะที่ตลาด LINE CREATORS MARKET ก็ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยจำนวนครีเอเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 200% จากปีที่ผ่านมา รวมแล้วมีจำนวนครีเอเตอร์สติ๊กเกอร์คนไทยแล้ว 340,000 คน ด้วยจำนวนครีเอเตอร์และยอดการดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ที่มากขึ้นนี้เอง ทางไลน์จึงมีการมอบรางวัล LINE STICKERS AWARDS 2018 ให้กับสุดยอดสติ๊กเกอร์ที่มีความโดดเด่นสูงสุดใน 7 สาขา ได้แก่ 1. รางวัลสุดยอดความร่วมมือแห่งปี (Best Collaboration Sticker Award) สติ๊กเกอร์ Jumbooka x GMM ซึ่งเป็นการรวมเอาจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่าย คือ คาแร็กเตอร์สุดปัง Jumbooka กับเพลงสุดฮิตของ GMM 2. รางวัลสติ๊กเกอร์หน้าใหม่ยอดนิยมแห่งปี 2017/2018 (New Face Best Seller 2017/2018 Award) สติ๊กเกอร์ ขิง ขิง & หมูเด้ง เป็นคาแร็กเตอร์ที่โด่งดังมาจาก
