Exclusive
ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 7 ไร่ ย่านราชพฤกษ์ รองรับลูกค้าโซนอินดอร์-เอาต์ดอร์ ได้กว่า 500 ที่นั่ง และกำลังเป็นที่กล่าวถึงกันอย่างกว้างขวางทั้งโลกออนไลน์-ออฟไลน์ อาจเพราะมีการตกแต่งร้านได้แปลกใหม่ ไม่เหมือนใคร ทำให้กลายเป็น “แม่เหล็ก” ดึงดูดได้เป็นอย่างดี ที่ผ่านมามีลูกค้ามารอใช้บริการตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด โดยเฉพาะช่วงศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ข่าวว่า มีผู้คนมารอเข้าคิวเป็นร้อย บางรายยินดีรอใช้บริการนานกว่าสองชั่วโมงกันมาแล้ว Villa De Bear (วิลล่า เดอ แบร์) ร้านอาหารสไตล์ยุโรป คือ กิจการที่เกริ่นถึง มี คุณต้อม – ศิวะกร จูงพล ผู้บริหารหนุ่มไฟแรง วัยสามสิบกว่า เป็นหุ้นส่วนใหญ่และเจ้าของแนวคิดตั้งต้น แนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เคยทำงานในตำแหน่งกราฟิกดีไซน์ในบริษัทแห่งหนึ่งนาน 5 ปี ควบคู่ไปกับการรับงานฟรีแลนซ์และเปิดบริษัทให้บริการออกแบบและพัฒนาเว็บไซต์ เป็นที่ปรึกษาด้าน Online Marketing ก่อนผันตัวเองไปเป็นนักลงทุนในตลาดหุ้น ก่อนหน้านี้เคยร่วมลงทุนในสถานบันเทิง ร้านอาหารปิ้งย่างในห้างสรรพสินค้า ซึ
“เม้ง” คือชื่อเรียกขาน ต้นตำรับร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าเก่าแก่ประจำถิ่นเมืองเพชรบุรี กระทั่งเมื่อเกือบปีก่อนหน้านี้ ลูกหลานรุ่น 3 ได้เข้ามาบริหาร มีการปรับปรุงโฉมทั้งหน้าร้านและการบริการ ใช้ชื่อใหม่รวมทั้งใส่สโลแกนให้จดจำกันง่ายขึ้นว่า “เจ๊กเม้ง”………หน้าไม่งอ รอไม่นาน จากนั้นจึงนำ “ร้านก๋วยเตี๋ยว” ในแบบของคนรุ่นใหม่ มาโฆษณาและประชาสัมพันธ์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้เครื่องมือสื่อสารประเภท “โซเชียลมีเดีย” ทุกรูปแบบ ทุกวันนี้ “เจ๊กเม้ง” กลายเป็นแหล่ง “Don’t Miss” สำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทย-เทศ ไปเรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่ายของวันทำงาน หลังลูกค้าบางตา คุณไอซ์-ธีรศานต์ สหัสพาสน์ ผู้บริหาร “เจ๊กเม้ง” ร้านก๋วยเตี๋ยวชื่อดังแห่งเมืองเพชร สละเวลามานั่งพูดคุยกัน ด้วยบุคลิกอ่อนน้อม เริ่มต้นบทสนทนาด้วยคำถามสั้นๆ ภายในไม่กี่ปี อะไรทำให้ “เจ๊กเม้ง” มีชื่อเสียงขนาดนี้ คุณไอซ์ ยิ้มกว้าง ก่อนตอบแบบถ่อมตัว อาจเพราะเขาเริ่มต้นด้วยการพยายามสร้างการรับรู้ในหมู่นักท่องเที่ยว ผ่านทาง โซเชียลมีเดีย ที่ว่า “มาเพชรบุรี ต้องมากินเจ๊กเม้ง” เหมือนกับมาเพชรบุรีแล้ว ต
ที่ ต.น้ำเชี่ยว อ.แหลมงอบ จ.ตราด นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ผสานวิถีชีวิต สอดแทรกวัฒนธรรม สองศาสนา สามวัฒนธรรม ระหว่าง ไทย มุสลิม และ จีน นอกจากนั้นหมู่บ้านน้ำเชี่ยวแห่งนี้ ยังได้รับเลือกให้เป็น “หมู่บ้าน OVC” (OTOP Village Champion) รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยดีเด่นจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งผลิตภัณฑ์เด่นของที่นี่ คือ “ข้าวเกรียบยาหน้า” สำหรับที่มาของเมนูข้าวเกรียบยาหน้า ตัวแทนชุมชน บอกว่า ในสมัยโบราณ ชาวมุสลิม ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านน้ำเชี่ยว ได้นำวัฒนธรรมการกินเข้ามาด้วย นั่นคือ ข้าวเกรียบปากหม้อ ประกอบกับที่บ้านน้ำเชี่ยวนั้นมีมะพร้าว มีกุ้งเยอะ เลยทดลองนำมาดัดแปลงทำเป็นขนม โดยมีส่วนผสมของ น้ำตาลอ้อย มะพร้าว กุ้ง และแผ่นแป้ง ส่วนประกอบหลัก มี แผ่นแป้ง และ ไส้ “แผ่นแป้ง” มีส่วนผสมของ แป้งข้าวเจ้า และแป้งมัน ผสมกันตามอัตราส่วน จากนั้นนำไปตากแดด ก่อนรับประทานให้ย่างบนเตาถ่านจนแผ่นแป้งสุก ส่วนผสมของไส้ มี กุ้ง มะพร้าวขูด แคร์รอต พริกไทย รากผักชี เกลือ ตำเข้ากันให้ละเอียด ขั้นตอนการทำ 1. นำน้ำตาลปี๊บ ที่ผ่านการเคี่ยวแล้ว ลักษณะคล้ายคาราเมล ทาบนแผ่นข้าวเกรียบที่ย่างสุก
หมูทอดธรรมดาๆ ก็กลายเป็นอาชีพที่มั่นคงได้ ตัวอย่างมีให้เห็นไม่มาก ร้านหมูทอดเฮียวงศ์ ชื่อร้านง่ายๆ ตั้งตามชื่อคนขาย ถูกขนานนามว่าเป็นหมูทอดแมสเซนเจอร์ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นหนุ่มแมสเซนเจอร์แทบจะทั้งหมด เปิดขายมาร่วม 10 ปี เฮียวงศ์ อายุ 40 ปี หนุ่มต่างจังหวัดเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ตั้งแต่ยังหนุ่ม จนวันนี้กลายเป็นเจ้าของร้านหมูทอดสูตรเด็ดมื้อเที่ยงขวัญใจแมสเซนเจอร์ เฮียวงศ์ เล่าว่า ก่อนหน้านี้ทำอาชีพเซลส์ เป็นอาชีพที่ดีแต่ใช่ว่าเป็นเซลส์จะขายของได้ตลอดเวลา เงินเดือนน้อยต่างจากค่าครองชีพที่สูงลิ่ว อดถึงขนาดที่ต้องเดินวนชิมของตามห้างอิ่มท้องแล้วไปต่อ หรือไม่ก็ซื้ออาหารลดราคาในห้างราคา 10 บาท ซื้อข้าวสวยจากข้างทางประทังชีวิต “คิดว่าออกมาหาอะไรทำดีกว่า ที่พอจะเป็นอาชีพให้กับเราได้ ตอนนั้นคิดแค่นี้ ลองทำดูจะยังไงก็ช่าง เลือกขายอาหารเพราะยังไงขายอาหารไม่มีทางอดตายอยู่แล้ว” เฮียวงศ์ เล่าต่อ เมื่อคิดได้ หยิบยืมเงินจากเพื่อนมาเปิดร้านขายหมูเล็กๆ เป็นห้องสังกะสีให้เช่า 2 ห้อง จ่ายค่าเช่าเป็นรายเดือน เดือนละประมาณ 5,000 บาท ห้องแรกเอาไว้ทอดหมู รับออร์เดอร์ ส่วนอีกห้อง มีเก้าอี้ 1 ตัวให้นั่งกินกันแบ
ได้คำแนะนำจากคนในพื้นที่มาว่า ถ้าอยากชิมผัดไทยรสชาติกลมกล่อม แบบไม่ต้องปรุง ให้ไปลองที่ “แดง ผัดไทย” ร้านดังแห่งท่าฉลอม ที่เปิดขายมานาน 40 ปี และมีลูกค้าอุดหนุนอบอุ่นทุกวัน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จึงขอ “ตามรอยร้านอร่อย” ด้วยการขี่จักรยานยนต์ลงเรือข้ามฟากจากฝั่งมหาชัย จ่ายเงินไป 9 บาท แบ่งเป็นค่ามอเตอร์ไซค์ 6 บาท ผ่านได้สองคน ส่วนคนที่สามคิดหัวละ 3 บาท ลงเรือแล้วไม่ต้องรอนาน ใช้เวลาไม่เกิน 5 นาที ที่ใบหน้าได้มีโอกาสปะทะลมทะเล เรือก็เข้าเทียบท่าทิ่เรือ “ท่าฉลอม” ย่านการค้าสำคัญในอดีตของจังหวัดสมุทรสาคร เดินตรงออกมาจากท่าเรือ ข้ามถนนเส้นเล็กๆที่ตัดขวางชื่อว่าถนน “ถวาย” เข้าถนนสุทธิวาตวิถี ไปไม่ไกลเท่าไหร่ มองทางขวามือเห็นอาคารร้านค้าเรียงราย สังเกตไม่ยาก เพราะจะเห็นป้ายใหญ่ ตัวหนังสือสีแดง แปะไว้หน้าร้านแห่งหนึ่ง ว่า “แดง ผัดไทย” ใช่เลยที่ตามหา ป้าแดง คนดังแห่งท่าฉลอม ป้าแดง เจ้าของกิจการ ในวัย 70 ปี แม้จะมีผ้ายืดพันไว้บริเวณข้อศอกของทั้งสองแขน แต่สังเกตด้วยตาแล้วเห็นว่ายังมีเรี่ยวแรงกระฉับกระเฉง กำลังง่วนอยู่หน้าเตากับหน้าที่หลักในการปรุงเมนูประจำร้าน เลยหันไปชวน “คุณน้าผู้ช่วย” ว
“ปลาร้า” นับเป็นอาหารพื้นบ้านสำคัญของคนไทยในหลายภูมิภาค และด้วยรสชาติที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น คงเป็นสาเหตุหลักทำให้หลายคนติดใจ ถึงขั้นต้องมีติดไว้เป็นเครื่องปรุงหลักประจำบ้านกันเลยทีเดียว และด้วย “ดีมานด์”ที่มีอยู่ในตลาดไม่ใช่น้อย จึงมีข้อมูลน่าสนใจจากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุเกี่ยวกับสินค้าที่ชื่อว่าเจ้า “ปลาร้า”นี้ ไว้ว่า “ปัจจุบันการผลิตปลาร้า ได้ขยายตัวจากการผลิตระดับครัวเรือนไปสู่การผลิตเชิงการค้าที่มีอัตราการผลิตสูงถึงปีละ 40,000 ตันต่อปี รวมมูลค่าสูงกว่า 1,000 ล้านบาท โดยมีการจำหน่ายทั้งภายในประเทศและส่งออก” โอกาสนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์”ขอนำทุกท่านไปรู้จักกับ “โรงปลาร้า”เจ้าดังของจังหวัดสระบุรี ที่หมักขายส่งมายาวนานกว่า 30 ปี จนปัจจุบันมีสต๊อกอยู่ถึงกว่า 300 โอ่ง และล่าสุดยังได้ทำการวิจัยพัฒนายกระดับให้เป็น “ปลาร้าพาสเจอไรซ์” กระทั่งสามารถส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ในเร็วๆนี้แล้วด้วย คุณดาว –เนตรดาว ขันดวง อายุ 40 ปี ลูกสาวคนเดียว ของ “โรงหมักปลาร้าป้าสาย” ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอวิหารแดง จังหวัดสระบุรี กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลว่า กิจการนี
เรื่องราวของเปิ้ล หรือ นวลปรางค์ คำชื่นวงศ์ วัย 33 ปี ที่ลาออกจากงานเมื่อราว 5 ปีที่ผ่านมา ใช้เงินก้อนสุดท้ายที่ได้จากการออกจากงาน (กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ) ราว 200,000 บาท บวกกับเงินของสามี ไปลุยธุรกิจฟู้ดทรัก ล้มลุกคลุกคลาน แต่สู้ไม่ถอย ถอยไม่ได้ เพราะยึดเป็นอาชีพสุดท้าย อีกทั้งมีลูกน้อยที่ต้องดูแล กระทั่งปัจจุบันสามารถโลดแล่นอยู่ในวงการ ฟู้ดทรัก อย่างมีความสุข มีงาน มีเงิน เข้าตลอด หลักแสนบาทต่อเดือน หักโน่นนี่ รายจ่ายต่างๆ เหลือเก็บอีกวันละ 2,000 บาท สบายๆ ทั้งหมดนี้ ใช้เวลาปั้นอยู่กับมัน 3 ปีเต็ม คำถามแรกคือ ทำไมต้องเป็นฟู้ดทรัก “3 ปีก่อน กระแสฟู้ดทรัก กำลังมา ก็ปรึกษากับสามีเอาเงินที่มีอยู่มาลงทุนดีมั้ย ก็สรุปว่าไปดาวน์รถมือสองมา 130,000 บาท ตกแต่ง ซื้ออุปกรณ์เข้ารถ รวมๆ แล้ว 200,000 บาท จากนั้นก็เลือกว่าจะขายอะไร เอาเป็นว่าเราเลือกขายอะไรที่เราชอบกินก่อน มีอยู่ช่วงหนึ่งชอบกินข้าวแกงกะหรี่มาก ก็เลยคิดว่าขายอันนี้ดีกว่า” ทำอาหารญี่ปุ่นเป็นมาก่อนเหรอคะ หรือเริ่มต้นยังไง “ไม่เป็นเลย พอคิดจะทำ ก็คิดว่าจะทำยังไงให้มันอร่อยเหมือนที่ร้าน เริ่มต้นจากเปิดเว็บดูการทำอาหารญี่ปุ่นแกงกะหรี่ แล้ว
เจนไน หรือ เชนไนที่คนไทยชอบเรียก เป็นแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ เขาบอกว่าเป็นต้นกำเนิดของวัฒนธรรมกัมพูชาและเมืองไทยด้วย ที่ชัดๆ คือ ปราสาทหินนครวัดและปราสาทหินแถวภาคอีสานของเรา มหาพลีปุรัม คือชื่อเมืองที่ตั้งกลุ่มปราสาทหินเก่าแก่ อยู่ริมทะเล กว้างใหญ่มากครับ ตั้งอยู่ทางใต้ของอินเดีย ไปจากตัวเมืองเจนไน นั่งรถใช้เวลาหลายตื่นอยู่ ประมาณ 60 กิโลเมตร แต่ด้วยความที่เราไม่ชินทาง รถติดบ้าง เลยนานหน่อย แต่ก่อนเป็นเมืองท่าที่เจริญมาก มีอายุนานนับพันปี ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 มาเที่ยวที่นี่ เที่ยวให้ทั่วต้องใช้เวลาทั้งวัน แต่ต้องเป็นคนชอบของเก่าแก่ ศรัทธาองค์พระศิวะ พระนารายณ์ พระแม่อุมา พระพิฆเนศวร์จะเดินดูอย่างสนุกสนาน ถ่ายรูปสวย ควบคู่กับความร้อนระเบิด แดดเปรี้ยง น่าทึ่งมากคือประติมากรรมแต่ละแห่ง คนโบราณแกะลงไปในภูเขาหินทรายก้อนใหญ่ๆ ทั้งก้อน ไม่ว่าจะเป็นปราสาท วัด ภาพแกะสลักหน้าผา ทุกอย่างประณีตบรรจงสวยงามจริงๆ ยากแก่การบรรยาย เสียดายผมไม่มีเนื้อที่ลงรูปสวยๆ ได้มากนัก สถาปัตยกรรมแบบนี้เขาเรียกว่าแบบดราวิเดียน ลักษณะสำคัญคือการแกะสลักแบบนูนสูง ให้ตัวภาพลอยขึ้นมาจากหิน ความเป็นมาของโบราณสถานแต่ละแห่
รีวิวผ่านทางหน้าเพจ “ร้านบิ๊กเต้ – Big Te Shop” ไปเมื่อวาน เกี่ยวกับขั้นตอนการหาเมนูแปลกใหม่ ฉีกกฎการรับประทานแบบเดิมๆ นั่นคือ การนำ “ซีอิ๊วดำหวาน” มาราดเป็นท็อปปิ้งบนไอศกรีม ปรากฏมีการกดไลก์ กดแชร์ กันเป็นจำนวนมากจากบรรดาลูกเพจ รวมทั้งยังมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างสนุกสนาน แตกออกเป็นสองฝ่าย ด้านหนึ่งบอกน่าลอง แต่อีกจำนวนไม่น้อยบอกไม่น่าจะเข้ากัน รวมทั้งยังมีการท้วงติงเกี่ยวกับเรื่องปัญหาท้องไส้ด้วย ล่าสุด คุณเต้ คุณเต้-ศตวัสส์ ฝ่ายรีย์ เจ้าของกิจการ บิ๊กเต้ช็อป ย่านรังสิต ที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “โชห่วยพันธุ์ใหม่ ขวัญใจเด็กแนว” เจ้าของสโลแกน “มินิมาร์ตรุ่นใหม่ ใส่ใจทุกความต้องการของนักศึกษา” ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดีตามสไตล์ว่า เมื่อไม่กี่วันมานี้ ไปเดินในซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็น “ซีอิ๊วดำหวาน” ยี่ห้อดังตั้งขายบนเชลฟ์ แล้วมีฉลากติดไว้ที่ขวด บอกให้นำไปราดบนไอศกรีมแล้วจะได้รสชาติแปลกใหม่ เลยซื้อมาหนึ่งขวดตั้งใจจะซื้อมาให้ลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นน้องๆ ที่อยู่ในวัยนักศึกษาทดลองทานกันดู แต่ก่อนจะให้น้องๆ ทาน ตัวเขาต้องทดลอ
“แจ่วฮ้อน บอย ชาบูแจ่วสำเร็จรูป” มิติใหม่แห่งการกิน “แจ่วฮ้อน”ที่ไม่ต้องไปสั่งซื้อน้ำซุปถุงใหญ่มาทาน เหมือนแต่ก่อนอีกต่อไป คราวนี้มาในรูปแบบแห้ง พกพาไปทานได้ทุกที่ เพียงแค่ฉีกซองเติมน้ำก็สามารถอร่อยได้เลย คุณจูน-เอรียา อัตถากร เจ้าของผลิตภัณฑ์ “แจ่วฮ้อนบอย ชาบูแจ่วสำเร็จรูป” อายุ 20 ปี เริ่มต้นให้ฟัง ทำ แจ่วฮ้อน บอย ขายมาตั้งแต่อายุ 18 ปี โดยขายออนไลน์ผ่านเฟสบุ๊กแฟนเพจมา 2 ปี ด้วยความอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง คุณจูน แนะนำตัวให้รู้จัก เรียนจบระดับมัธยมฯจากประเทศนิวซีแลนด์ และจบหลักสูตรปริญญาตรีจาก Raffles International College ด้วยวัยเพียง 18 ปี ความที่อายุยังน้อย จึงไม่สามารถทำงานตามบริษัทได้เหมือนคนอื่นทั่วไป จึงไปสมัครเป็นครูสอนศิลปะตามสิ่งที่เรียนมา หากมีเวลาก็ไปขายของตามตลาดนัด “ตอนที่สอนพิเศษรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ไม่ได้แล้ว มันเหนื่อยมาก สอนอาทิตย์ละ 6 วัน 8 โมงเช้าถึง 1 ทุ่ม ได้ค่าสอนชั่วโมงละ 300-400 บาท ทำๆ ไปรู้สึกว่าเงินที่ได้นั้นไม่มาก อยากมีเงินเป็นของตัวเอง อยากได้กระเป๋า รองเท้า เครื่องสำอาง กระทั่งเกิดความคิดคงไม่มีงานไหนที่หาเงินได้เยอะแล้วนอกจากทำธุรกิจ”คุณจูน เล่า &n
