Exclusive
แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้วแต่ร้านชา-กาแฟ ยังถือเป็นกิจการยอดฮิตลำดับต้นๆที่นิยมเปิด โดยเฉพาะในกลุ่มแฟรนไชส์ โดยเครื่องดื่มหลักที่ลูกค้านิยมสั่งมากที่สุดไม่พ้นกาแฟสด และ‘ชาไทย’ แต่ปัญหาคือ ‘รสมือ’ ของผู้ชงไม่นิ่ง เพราะขั้นตอนการชงจะซับซ้อน ในอดีตการชงชาจะผ่านหลายขั้นตอนทั้งการเตรียมชา 2 ชนิดมาผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสม ต้องแช่และต้มชา จากนั้นกรองกากชาออก ถึงจะสามารถชงชาออกมาได้แต่ละแก้ว ที่สำคัญไม่พ้นคุณภาพของชาที่นำมาบริการลูกค้า ด้วยปัจจัยต่างๆนี้เองทำให้ ‘เนสที’ แบรนด์เครื่องดื่มเกี่ยวกับชาชื่อดังของไทยและของโลก ในเครือเนสท์เล่ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ ‘เนสที ชาไทย’ (Nestea Thai Tea) เพื่อให้บริการกับร้านค้าและแฟรนไชส์โดยเฉพาะ ถือว่าเป็นนวัตกรรมของชาไทยชนิดผง ซึ่งเป็นสูตรเข้มข้น ชูจุดเด่น “ชงง่าย อร่อยในช้อนชาเดียว” ‘เนสที ชาไทย’ นอกจากทำให้ชาไทยทุกแก้วมีรสชาติคงที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้าในทุกๆแก้วที่ชงแล้ว สามารถบริหาร-ควบคุมต้นทุนได้ง่าย และยังมั่นใจได้เรื่องคุณภาพ เพราะใช้วัตถุดิบเป็นชาชั้นดีจากประเทศอินเดียซึ่งเป็นแหล่งปลูกชาอันดับ 2 ของโลก เลือกชาที่ปลูกบนเทือกเขานิลคีรี ซึ่งมีภูมิ
เรียกได้ว่ากระแสของชาร์โคลยังคงมาแรงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอาหารทั้งหลายต่างพลิกแพลงเมนูของตัวเองให้เป็นสีดำกันแทบจะทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น โตเกียวชาร์โคล เครปชาร์โคล ขนมเบื้องชาร์โคล คราวนี้มาถึงคิวของโรตีมะพร้าวชาร์โคลกันบ้าง ชูคอนเซ็ปต์ ยกภาคใต้มาอยู่ที่ กทม. คุณเนม-ภาธิกานติ ขุนปราบ สาววัย 26 ปี จากพัทลุง ดีกรีปริญญาโท สาขาเทคโนโลยีการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เจ้าของร้าน ชาชัก โกอิน ร้านดังย่านลาดกระบัง และเจ้าของเมนูฮิต โรตีมะพร้าวชาร์โคล ร้านชาชัก โกอิน เปิดมาได้ 3 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ด้วยเส้นทางที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เดิมทีคุณเนมเป็นคนจังหวัดพัทลุง ย้ายเข้ามาเรียนต่อปริญญาโทในกรุงเทพฯ เธอเริ่มมีแนวคิดอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองเพื่อสร้างครอบครัว จึงคิดว่าถ้าจะสร้างครอบครัวที่ดีต้องมีธุรกิจที่มั่นคงตรงกับโจทย์ที่วางไว้ กล่าวคือ เธอมีแฟนเป็นชาวมุสลิม เพราะฉะนั้น กิจการที่ทำต้องเป็นอะไรที่ชาวมุสลิมทานได้ โดยมีคอนเซ็ปต์การเปิดร้านคือยกภาคใต้มาอยู่ที่กรุงเทพฯ และนี่คือจุดเริ่มต้นของร้านชาชั
ช่วงใกล้วันที่ 1 และ วันที่ 16 ของทุกเดือน ตามแหล่งชุมชนสำคัญๆ มักมีบรรดาพ่อค้า-แม่ขาย ลอตเตอรี่ มารวมตัวกันนำเสนอสินค้าของตน ให้กับผู้คนที่แวะเวียนมาเลือกซื้อตัวเลข ที่อาจเปลี่ยนชีวิต พลิกความจนให้พวกเขาได้บ้าง ไม่มากก็น้อย เมื่อวันก่อน ตอนที่มองหาลอตเตอรี่ ใบที่คิดว่าน่าจะถูก อยู่แถวตลาดเช้าในตัวอำเภอเมือง จังหวัดน่าน พลันเหลือบเห็นแม่ค้าร่างพิการ นั่งอยู่บนรถเข็น เลยเดินเข้าไปหวังจะอุดหนุน เมื่อมองปราดลงไปบนแผงขายของเธอ เห็นกระดาษใบเล็กๆเขียนข้อความแทรกไว้ว่า “รับมาแพงค่ะ ขอขายใบละ 90 บ.นะคะ แต่ถ้าท่านใดจะไม่เอาเงินทอน ก็ขอขอบคุณในน้ำใจของท่านมากๆค่ะ” เลยชวนพูดคุย ถามไถ่ใครเป็นเจ้าของไอเดียนี้ คุณมาย อายุ 42 ปี แม่ค้าลอตเตอรี่ ที่แม้ร่างกายจะพิการ แต่ยอมไม่งอมืองอเท้า บอก เธอเป็นคนคิดและเขียนขึ้นมาเอง เพราะรับเขามาแพงจริงๆ เลยขอขายใบละเก้าสิบบาท ส่วนเงินทอนสิบบาท กรณีลูกค้าให้แบงก์ร้อยมานั้น บางคนก็เอา บางคนก็ไม่เอา “เมื่อก่อนขายของที่ระลึก รับมาบ้าง ทำเองบ้าง เป็นพวกกระเป๋า พวงกุญแจ แต่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมี เลยหันมาขายลอตเตอรี่ ซึ่งรายได้ดีขึ้นบ้าง ตกแล้วได้ราวงวดละ 7,000 – 8
ไข่นกกระทาทอด ขนมแป้งทอดลูกกลมๆ เป็นที่นิยมของลูกค้าทุกเพศทุกวัย วันก่อนมีโอกาสไปเห็นร้านขายไข่นกกระทาทอด แปลกไม่ซ้ำใคร เพราะมีถึง 7 สี 7 รสชาติ ทอดกันสดๆ ให้เห็นหน้าร้าน มันเยอะแป้งน้อย เสียบไม้ขายสลับสีสันน่ารับประทาน ร้านนี้มีชื่อว่า นัซนีน ไข่นกกระทา วินเทจ นัซนีน ไข่นกกระทา วินเทจ ธุรกิจเล็กๆ ของคุณสรรชัย และคุณนุสรา เลาะลาเมาะ คู่สามีภรรยาชาวมุสลิม ที่ช่วยกันยืนขายเรียกลูกค้ากันอย่างขะมักเขม้น คุณนุสรา เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า เป็นครูอนุบาลมา 10 ปี ส่วนสามีเรียนจบปริญญาโทจากประเทศอินเดีย แต่ด้วยสุขภาพที่ไม่แข็งแรงของสามีเพราะมีโรคประจำตัว ทำให้ทั้งคู่คิดว่าควรหาอาชีพที่ทำแล้วไม่เครียด ยึดเป็นหลักให้กับครอบครัวดีกว่า อาชีพที่ทั้งคู่เริ่มทำคือการขายอาหารหรือไม่ก็พวกของกิน เพราะคุณสรรชัยเป็นคนชอบทำอาหาร โดยเริ่มแรกทั้งคู่ขาย นกกระทาทอดกระเทียมพริกไทย ปรากฏว่าขายดี แต่ด้วยความขยันจึงสรรหาของอย่างอื่นขายเสริมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกย่าง สปาเกตตี้ หรือแม้แต่แฮมเบอร์เกอร์ก็ทำขายมาแล้ว แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งกลุ่มเป้าหมาย สถานที่ และราคาวัตถุดิบที่ไม่เอื้อต่อการขายจึงทำให้ไม่ประสบควา
อาหารประเภทยำ เป็นอาหารถูกปากคนไทย ด้วยรสที่จัดจ้าน เผ็ดร้อน มีผัก มีเนื้อสัตว์ครบ และจัดเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่พ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากยึดเป็นอาชีพ ทำมาค้าขายกันเป็นล่ำเป็นสัน เช่นเดียวกับ คุณมิ้ว หรือ คุณกมลพรรณ ถิ่นดวงจันทร์ วัย 25 ปี ที่ยึดอาชีพขายยำขนมจีน แทบจะทันทีที่เรียนจบระดับ ปวส. คุณมิ้ว (ซ้ายมือ) คุณมิ้ว เล่าว่า เนื่องจากมีคุณแม่ ทำอาชีพนี้มาก่อน ขายอาหารประเภทยำ หรือสารพัดยำ มาตั้งแต่คุณมิ้วยังเด็กๆ เธอก็ไปช่วยแม่ขาย ตั้งแต่ตัวเล็กนิดเดียว เรียกว่าปีนเก้าอี้หยิบของนั่นล่ะ ด้วยการซึบซับในอาชีพนี้ และมองเห็นลู่ทางว่าไปได้สวยแน่ เธอหันมายึดอาชีพนี้ ตั้งแต่ราวปี 2555 มุ่งไปที่ ยำขนมจีน ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยใช้ชื่อว่า ยำตระกูลแซ่บ คุณมิ้ว บอกว่า ยำขนมจีนเจ้าอื่นๆ อาจจะใส่ปลากรอบ ปลาทู แต่เธอคิดเพิ่ม ดัดแปลง ใส่แคบหมู หมูยอ เพิ่มเข้าไป และมีทั้งแบบที่ใส่ปลาร้า และไม่ใส่ปลาร้า ปัจจุบัน เธอมีหน้าร้านอยู่ที่ตลาดวงศกร ย่านสายไหม กรุงเทพฯ และออกงานแสดงสินค้าบ้างในบางครั้ง ถ้าขายที่ร้าน เธอขายชุดละ 50 บาท แต่เมื่อมาออกร้าน ในห้างสรรพสินค้า เธอปรับราคาเป็น 100 บ
“…บริการจัดส่งและจำหน่ายอาหารเหนือสูตรต้นตำรับถึงบ้าน โดยที่ท่านไม่ต้องไปทานไกลถึงเชียงใหม่ ทั้งนี้ท่านจะได้รับประทานอาหารเหนือจากต้นตำรับที่ อร่อย สะอาด ใหม่ สด ทุกวัน การันตีคุณภาพ จากประสบการณ์ทางด้านอาหารเหนือมามากกว่า 20 ปี พร้อมรางวัลคุณภาพจากรายการ….” คือ ข้อมูลแนะนำตัวเบื้องต้นจากกิจการ อาหารเหนือออนไลน์ By ตุ๊กกี้ ขันโตก ที่มี คุณตุ๊ก-กาญจนรัตน์ ทวีโชติรัฐกรณ์ เป็นผู้ดูแลมาตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน เจ้าของเรื่องราววัย 58 ปี กรุณาสละเวลาดูแลร้าน “พึงจิตต์อาหารเหนือ” ซึ่งอยู่บริเวณศูนย์อาหาร ชั้น G ของห้างสรรพสินค้าไอทีสแควร์ ย่านหลักสี่ มาพูดคุยด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง ย้อนความเป็นมาให้ฟัง พื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ แต่ด้วยความที่คุณพ่อของเธอรับราชการเป็นตำรวจ จึงมีโอกาสย้ายติดตามไปหลายจังหวัด ทำให้มีเพื่อนฝูงหลายกลุ่ม ส่วนวุฒิการศึกษาของเธอนั้น จบปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนหน้านี้ทำมาแล้วหลายอาชีพ ทั้ง ขับรถตู้ส่งของ เซลส์ขายหนังสือ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัทขายตรง ฯลฯ จนเมื่อราว 20 ปีก่อน ทราบจากญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเคยขายแคบหมู ว่าเข
คุณปรีชา เจี๊ยบหยู อยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านปรก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เผยว่า เดิมทีการทำน้ำตาลมะพร้าวในจังหวัดสมุทรสงครามมีทำกันเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อสังคมเมืองมีการขยายตัว ทุกคนมีทางเลือกมากขึ้น จึงได้ตัดสินใจไปทำอาชีพอื่นแทน จึงส่งผลให้การทำน้ำตาลมะพร้าวค่อยๆ สูญหายไป เขาจึงได้ทำการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง โดยนำชาวบ้านที่มีองค์ความรู้มารวมกลุ่ม จนทำให้ทุกวันนี้การทำน้ำตาลมะพร้าวของกลุ่มสามารถทำรายได้เลี้ยงสมาชิกได้ถึง 12 ครัวเรือนกันเลยทีเดียว คุณปรีชา เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยปี 2500 พื้นที่บริเวณนี้มีชาวบ้านที่ทำน้ำตาลมะพร้าวถึง 52 บ้าน ทำแบบเชิงเป็นธุรกิจของครอบครัวที่ไม่ได้รวมกลุ่ม ต่อมาจังหวัดสมุทรสงครามเริ่มมีถนนพระราม 2 ตัดผ่านและมีการเปิดใช้งานจึงทำให้ชาวบ้านในชุมชนมีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น จึงทำให้การทำน้ำตาลมะพร้าวเริ่มมีจำนวนที่ลดลงไปด้วย คือเหลือประมาณ 2 เตาในปี 2534 ซึ่งผู้ที่ขึ้นปาดน้ำตาลในขณะนั้นก็เป็นผู้สูงอายุแทบทั้งสิ้น เพราะเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้สนใจในอาชีพนี้มากนัก ต่อมาเมื่อมองเห็นถึงความสำคัญของการทำน้ำตาลมะพร้าวให้คงอยู่ คุณป
คุณธันย์ชนก สนองอุทัย หรือ เนย วัย 22 ปี ที่เพิ่งจบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เป็นเจ้าของกิจการร้าน “เรื่องของมัน” เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นร้านเล็กๆ ของเธอว่า “มันเริ่มมาจากพอเรียนจบ ก็ไม่ได้อยากเข้าทำงานประจำ ช่วงนั้นก็ต้องคิดหลายอย่างมาก ว่าจะเอาอย่างไรดี จะไปทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศเหมือนเพื่อน หรือว่าจะทำยังไงกับชีวิตดี” เธอได้คำตอบ หลังจากวันที่เธอบังเอิญไปเจอร้านขายขนมไข่เต่า แถวตลาดสำเพ็ง เป็นร้านเล็กๆ ริมถนน แต่กลับมีคนต่อแถวยาวเพื่อรอซื้อขนมไข่เต่าที่ร้านนี้ เธอจึงคิดว่า เธออยากเปิดร้านขายขนมไข่เต่า เป็นกิจการเล็กๆ ที่เธอทำเองตั้งแต่แรกเริ่มได้ จึงตัดสินใจที่จะทำขนมไข่เต่าขาย เพราะช่วงที่เริ่มทำก็ประจวบกับกระแสไข่เต่า และมันม่วงกำลังมาแรงมาก เธอจึงตัดสินใจที่จะทำร้านขึ้นมาทันที “ตอนคิดง่ายมากที่จะทำ แต่พอทำจริง มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย เพราะวันแรกๆ ที่ทำขาย เราไปขายที่ตลาดนัดรถไฟ บางวันขายไม่ได้เลยก็มี ขายเหมือนแจก บางวันได้เงินแค่ 60 บาท เราก็คิดได้อย่างหนึ่งว่า ขนมไข่เต่ามีขายทั่วไป เขาไปซื้อที่ไหนก็ได้ จะมาซื้อขนมไข่เต่าที่เราทำไม จึงคิดว่าถ้าอยากข
ได้รับการจัดอันดับจากเว็บไซต์ดัง ระบุให้เป็น 1 ใน 10 ร้านบาร์เบอร์…มาแรงแห่งยุค สำหรับ Snapback Barbershop (สแนปแบ็ก บาร์เบอร์ช็อป) แห่งตลาดนัดสุดฮิป เจเจ กรีน จตุจักร กิจการเจ้าของเรื่องราวนี้ ใช้เวลาไม่กี่ปี ด้วยทุนตั้งต้นสามพันบาท และ หัวใจ “สู้-สู้” ของหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ทำให้ร้านบาร์เบอร์สไตล์ “ลมโชย” กลางตลาดนัดกลางคืน ที่มีราคารับตัดเฉพาะลูกค้าผู้ชายหัวละ 60 บาท สามารถเติบโตกลายเป็น ร้านหรูหราถาวร แถมยังมีลูกค้าไม่ขาดสาย ขนิดที่วันธรรมดาควรโทร.จองคิวล่วงหน้า ส่วนวันศุกร์- เสาร์-อาทิตย์ ไม่มีรับจองคิว ต้อง วอล์ก อิน อย่างเดียวเท่านั้น! คุณบอย -คุณมีมี่ เจ้าของกิจการ สแนปแบ็ก บาร์เบอร์ช็อป คุณมีมี่-ณัฎฐนิช ฐิติรัตนศาสน์ วัยสามสิบต้น หนึ่งในหุ้นส่วนคนสำคัญ สละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยร่าเริงกันเอง เล่าให้ฟัง จบปริญญาตรีนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต เคยผ่านงานด้านอีเวนต์ในบริษัทเอกชนชื่อดังอยู่หลายปี ก่อนมาเป็นพนักงานประจำบริษัทรถไฟฟ้าใต้ดิน ทำงานที่ใหม่ได้ปีเศษ เริ่มอยากมีกิจการของตัวเอง เลยปรึกษากับ คุณบอย – นที อ้อมณฑา แฟนหนุ่ม ก่อนชวนกันลาออกมาเปิ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทรนด์รักสุขภาพกำลังมาแรงและได้รับความนิยมอย่างมากในบ้านเรา เพราะฉะนั้น อาหารการกินจึงเป็นสิ่งสำคัญ จึงไม่แปลกที่จะเห็นกลุ่มผู้ค้าขายอาหารหันมาประยุกต์และปรับปรุงสูตรให้เข้ากับเทรนด์ วันก่อนได้ไปพบกับร้าน สวนดินคานาอัน มีเมนูที่ลูกค้าพากันต่อคิวซื้อ เมนูที่ว่าคือ “พั้ฟย่าง” ต่อยอดมาจากกะหรี่ปั๊บปรับสูตรทั้งแป้งและไส้ เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่ปลอดภัยต่อคนรักสุขภาพ และรสชาติที่ลงตัว คุณมะลิ เหลืองอร่าม วัย 43 ปี เจ้าของเมนูเด็ด “พั้ฟย่าง” เล่าที่มาว่า เดิมทีเป็นพนักงานออฟฟิศ ทำมาหลากหลายอาชีพเป็นทั้งลูกจ้างและเปิดธุรกิจของตัวเอง แต่ยังไม่ลงตัว ทำงานหาเงินมาเพื่อให้คนอื่นหรือนำไปซื้อของกินซึ่งล้วนแล้วไม่ปลอดภัย ทำให้เธอ เริ่มหันมาปลูกผักทานเอง ซึ่งสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวได้และปลอดภัย หลังจากนั้นจึงตัดสินใจ ลองไปทำสวนที่บ้านเกิด อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก เพราะเชื่อว่า การมีอาหารที่ปลอดภัย คือ ความมั่นคงที่สุดในชีวิต ด้วยความที่ยังต้องขึ้นลงไปกลับชัยภูมิ-กรุงเทพฯ เป็นระยะๆ เพื่อให้การเดินทางขึ้นลงไม่เสียเปล่า จึงได้นำสินค้าจากชุมชนบ้านเกิด นำขึ้นมาขายด้วย โดยร่
