SMEs เกษตร
พูดถึง อินทผลัม หลายคนคงคิดถึงแบบอบแห้งกันใช่ไหม แต่จริงๆ แล้ว ยังมีอินทผลัมแบบกินผลสด ในบ้านเราเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งคนปลูกและคนกิน เทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสพูดคุยกับ คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ เจ้าของสวนอินทผลัม จังหวัดนนทบุรี สวนนี้ถือว่ามีความก้าวหน้ามากที่สุดแห่งหนึ่ง คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 70 หมู่ที่ 2 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ที่ผ่านมาปลูกโป๊ยเซียน เฟื่องฟ้า ลีลาวดี ชวนชม และไม้ประดับอื่นๆ ในพื้นที่ 100 ไร่ หลังจากนั้นก็มาปลูกอินทผลัมทั้งแบบการเพาะเมล็ดและปลูกแบบต้นที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ และคุณนิด (ภรรยา) ปัจจุบัน ได้ผลดี คือปลูกจากต้นที่ขยายพันธุ์จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ “พันธุ์ที่ทางสวนปลูกคือ พันธุ์บาร์ฮี (เนื้อเยื่อ) เพราะให้ผลที่แน่นอน ตอนแรกที่สวนก็ปลูกแบบเพาะเมล็ดด้วย แต่ว่าขุดทิ้งออกหมดแล้ว เพราะว่าให้ผลผลิตไม่แน่นอน ตอนนี้ที่สวนมีพันธุ์บาร์ฮี ปลูกอยู่เป็นหลักร้อย ประมาณ 500 ต้น อายุต้นอยู่ประมาณ 2-3 ปี ต้นหนึ่งสามารถออกผลได้ตั้งแต่ 2 ปีหลังจากปลูกแล้ว เพราะว่าสภาพดินที่สวนเป็นดินเหนียวค่อนข้างจะอุ
คนไทยจำนวนมากรักและหลงใหลการบริโภคทุเรียน เพราะติดใจในรสชาติความอร่อยของทุเรียน แต่หลายครั้งที่ต้องซ้ำใจ เพราะถูกให้หลอกซื้อ “ ทุเรียนอ่อน ” เนื่องจากแยกทุเรียนอ่อนกับทุเรียนแก่ไม่เป็น หากใครไม่อยากถูกหลอกให้ช้ำใจเหมือนที่ผ่านมา ขอแนะนำเคล็ดลับการซื้อทุเรียนแก่ โดยใช้วิธีง่าย ๆ คือ “ดู ดีด ดม ดูด” ดู…ขั้ว ก้านขั้วต้องแข็ง สากมือ (ถ้าเป็นทุเรียนอ่อน ก้านจะนิ่ม) ปลิงบวม พูใหญ่ เด่น เห็นเส้นกลางพูชัด หนามใหญ่ ปลายหนามแห้ง ฐานหนามกว้าง ทุเรียนแก่จัด สุกกำลังดี จะมีกลิ่นหอมคงที่ มองเห็นเส้นกลางพูชัดเจน ยกเว้นก้านยาว (หรือทุเรียนหนามถี่) สุกในปลิงหรือปลิงเพิ่งหลุด พูหลวม ดีด…ใช้นิ้วมือดีดที่โคนหนามฟังเสียงหลวมๆ ดังก๊อกๆ การดีดหนามที่พูจะช่วยตรวจสอบคุณภาพทุเรียนอ่อนหรือแก่ แล้วยังสามารถช่วยตรวจสอบทุเรียนทุกพูหลวมเท่ากันจะมีโอกาสเป็นทุเรียนที่สุกสม่ำเสมอ เวลาสุกจะมีเนื้อนิ่มสม่ำเสมอ เนื้อไม่แข็งกรุบ การดีดช่วยให้ได้ทุเรียนที่มีความสุกแก่ในช่วงเวลาที่ต้องการรับประทาน หลวมมาก 1-2 วัน ถึงตึงมาก 3-4 วัน จะสุก ดม…ดมด้วยจมูก ทุเรียนแก่จัดใกล้สุกจะมีกลิ่นสาบอ่อนๆ ทุเรียนสุกแล้วจะมีกลิ่นหอม กลิ่นจ
อาชีพเลี้ยงไก่อยู่คู่คนไทยมาแต่โบราณ ปัจจุบันยังมีให้เห็น ทั้งเลี้ยงไก่เนื้อไว้ขาย เลี้ยงไก่บ้านเพื่อการกีฬายังคงอยู่ แม้ไก่จะไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจชนิดเดียวในไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า มันสามารถสร้างรายได้ให้กับคนประเทศเราไม่น้อย “เส้นทางเศรษฐี” มีโอกาสลงพื้นที่สำรวจฟาร์มที่จังหวัดนครราชสีมา กับโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์รูปแบบ Contract Farming ที่เรียกว่า ระบบฟาร์มข้อตกลง หรือ ระบบฟาร์มสัญญา ที่บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำเข้ามาใช้งานกว่า 40 ปีแล้ว คุณคะนองเดช พินิจด่านกลาง วัย 40 ปี หนึ่งในเกษตรกรระบบคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง เจ้าของคะนองเดชฟาร์ม ตั้งอยู่ที่ 225 หมู่ 2 ตำบลแหลมทอง อำเภอหนองบุญมาก จังหวัดนครราชสีมา เล่าว่า แต่เดิมเป็นเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังและอ้อย กับพ่อแม่ มีรายได้เพียงปีละครั้ง ผลผลิตขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ราคาขายก็ไม่แน่นอน กระทั่งซีพีเอฟขยายโครงการเลี้ยงไก่เนื้อมาในเขตพื้นที่ ตนมองว่าเป็นระบบที่ดี มีมาตรฐาน และวงจรการผลิตอยู่ในโซนเดียวกัน อีกทั้งเป็นโอกาสดีในการประกอบอาชีพ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมกับบริษัท ปี 2549 รวมระยะเวลา 12 ปีแล้ว คุณคะ
วันนี้ 5 ส.ค.61 ผู้สื่อข่าว จ.ปราจีนบุรีรายงานว่า พบเกษตรกรทราบชื่อคือนายแก้ว ภูเดช , นางวิไลภูเดช สองสามี-ภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 2 หมู่ 2 ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ขยันทำมาหากินรายได้พอเลี้ยงชีพ นายแก้วบอกว่าตอนแรกคิดว่าจะปลูกใบเตยหอม เพื่อตัดใบขาย ให้กับแม่ค้าพ่อค้าที่ตลาด โดยครั้งแรกปลูกใบเตยแบบกลางแจ้ง ผลปรากฏใบจะไม่สวยสีไม่เขียว จึงมีความคิดว่าน่าจะปลูกใบเตยในร่ม น่าจะได้ผล จึงตัดสินใจปลูกใบเตย นำมาปลูกในที่ดิน 2 แปลง 5 ไร่ การปลูกเตย ต้องใกล้น้ำ ค่อนข้างแฉะ มีน้ำหมุนเวียนตลอดปี จัดให้มีร่มเงารำไร โดยนำแสลนมากาง ให้ต้นเตยหอมที่ปลูก ไม่โดนแสงแดดโดยตรง หลังจากนำต้นใบเตยหอมมาปลูกในระยะห่าง 3×3 ม. เพื่อให้ที่ว่างสามารถปลูกกล้วยได้ด้วยพร้อม ๆ กัน โดยการเตรียมต้นพันธุ์เตยที่แข็งแรงที่มีรากปักลงในแปลง โดยทำเหมือนการดำนา จากนั้นดูแลระบบถ่ายเทน้ำ ดูแลไม่ให้ต้นที่ปักดำลอยขึ้นมา ทิ้งไว้ 3 เดือน จึงเพิ่มปริมาณน้ำขึ้น หลังจากปลูก 6 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ การเก็บเกี่ยวเตยหอมโดยใช้มีดตัดยอด อย่าเสียดายยอด การตัดยอด 1 ยอด ทำให้เกิดยอดใหม่มากมาย โดยเฉลี่ยตัดไป 1 ยอด จะได้ยอดใหม่ 3-5
พูดถึงนักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดในบ้านเรา ชื่อของ ดร. ทวีศักดิ์ ภู่หลำ อดีตอาจารย์ภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เป็นที่รู้จักกันดี เพราะมีผลงานมากมาย ที่สำคัญท่านเป็น 1 ใน 5 ของนักปรับปรุงพันธุ์ข้าวโพดระดับโลก ล่าสุดผลงานของ ดร. ทวีศักดิ์ ภู่หลำ อดีตอาจารย์ภาควิชาพืชไร่ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ผู้นี้คือ การพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดหวานพิเศษสีแดง “ราชินีทับทิมสยาม” (Siam Ruby Queen) ถือเป็นข้าวโพดหวานสีแดงพันธุ์แรกของโลก ที่เกิดจากการปรับปรุงพันธุ์โดยฝีมือคนไทย ซึ่งมีความโดดเด่นในเรื่องของสีสันสวยสด รวมทั้งรสชาติที่แปลกใหม่ สามารถรับประทานสดได้เลย ทำให้ได้รสชาติที่หวานและมีความกรอบในตัว และในอีกไม่ช้าจะมีพันธุ์ Siam Ruby Queen 2 เข้ามาเสริม ซึ่งพันธุ์นี้จะมีรสชาติที่หวานอร่อยกว่าเดิม “ผู้คนมักจะเข้าใจเรื่องข้าวโพดหวานพิเศษสีแดง กับข้าวโพดเหนียวสีแดงสับสนกัน ซึ่งเป็นคนละชนิด ของเราไม่ใช่ข้าวโพดข้าวเหนียว และสามารถทานสดได้เลย เหมือนทานผลไม้ทั่วไป” สำหรับประโยชน์ของข้าวโพดแดงนี้ มีปริมาณสารแอนโทไซยานิน (anthocyanin) สูง ซึ่งสารตัวนี้เป็นตัวเดียวกับที่มีในดอกอัญช
หนึ่งในนวัตกรรมรางวัลสิ่งประดิษฐ์แห่งชาติ เมื่อปี 2560 จากสภาวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่อยากนำมาบอกเล่าในฉบับนี้ คือ “ถุงห่อชมพู่ หวานแน่ กรอบนาน” ของ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ที่ช่วยให้ผลชมพู่มีสีแดงสวยงามสม่ำเสมอ รสชาติหวานขึ้นกว่าเดิม 40 เปอร์เซ็นต์ เนื้อแน่นกรอบกว่าเดิม 2 เท่า แก้ปัญหาเรื่องคุณภาพชมพู่ทับทิมจันท์ หนึ่งในผลไม้เศรษฐกิจส่งออกสำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศที่ส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศจีนที่เป็นคู่ค้าหลัก นวัตกรรมดังกล่าวจะทำให้สินค้าไม่มีการตีกลับจากผู้ค้าต่างชาติ และเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันกับชมพู่ของไต้หวันได้ในอนาคต นวัตกรรม “ถุงห่อชมพู่ หวานแน่ กรอบนาน” มีต้นทุนการผลิตเพียง ถุงละ 2 บาท และสามารถใช้ซ้ำได้นานถึง 10 ปี ช่วยลดต้นทุนของเกษตรกรในระยะยาวได้กว่า 5-6 เท่า ช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตที่มีคุณภาพดี ได้ในราคาที่สูงขึ้นกว่าเดิม 2-3 เท่า ทั้งนี้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เตรียมแผนต่อยอดนวัตกรรมดังกล่าว สู่เชิงพาณิชย์ และถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ภาคการเกษตรและประชาชนในเร็วๆ นี้ เรียนรู้ปัญหาชมพู่ ที่ สวนเจริญสุข ราชบ
คุณธรา นุชสมบัติ หรือ คุณอู หนึ่งใน Young smart Farmer บ้านฮักกาญจน์ที่มาร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงานมหกรรมสินค้าเกษตรปลอดภัยและของดีทวารวดี 61 ได้นำผักสลัด กระบองเพชร และแค็กตัส มาจำหน่าย พร้อมทั้งยังได้โชว์การสาธิตการปลูกแค็กตัสเพื่อจำหน่าย เพื่อให้ความรู้แก่ผู้เข้าชมงาน คุณอู บอกว่า ตนเพาะขยายแค็กตัสไว้จำนวนกว่า 10,000 กระถาง มีจำนวนสายพันธุ์ที่ตลาดต้องการมากมาย โดยสร้างจุดดึงดูดของแค็กตัสด้วยการพัฒนาประยุกต์รูปแบบเพื่อให้เกิดความสวยงาม หรือสร้างลูกเล่นเพื่อให้มีหลายแบบ ทั้งสีสัน ลวดลาย และสีดอก พร้อมนำพันธุ์ที่น่าสนใจมาผสมเพื่อสร้างมูลค่าราคาขายได้อย่างไม่รู้จบ คุณอู บอกอีกด้วยว่า การปลูกเลี้ยงแค็กตัสไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลายคนเข้าใจ แล้วยังง่ายกว่าพืชไม้ประดับอีกหลายชนิดด้วยซ้ำ เพียงขอให้คนที่สนใจเข้าไปศึกษาความละเอียดของการให้น้ำ อากาศ แสง ตลอดจนวัสดุปลูกเท่านั้น แล้วเมื่อต้นแค็กตัสเจริญเติบโตแข็งแรง การดูแลเหล่านั้นก็ลดน้อยลงไปตามลำดับ เพราะแต่ละสายพันธุ์มีความละเอียดและวิธีปฏิบัติที่ต่างกัน ฉะนั้น การคลุกคลีอยู่ตลอดเวลาจะช่วยทำให้ สามารถเรียนรู้ได้เอง ส่วนวิธีขยายพันธุ์ ท
เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2561 ที่ “สวนบุญมี” อยู่บ้านเลขที่ 90/1 หมู่ที่ 1 ตำบลถ้ำสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร นางละเมียด หรือ นางบุญมี มาแต้ม อายุ 57 ปี เจ้าของบ้าน พร้อมด้วยบุตรชายคือ นายณัฐพล หรือ “น้องหนึ่ง” มาแต้ม อายุ 25 ปี และ นางศรีวพร หรือ “น้องเอ๋” มาแต้ม อายุ 25 ปี ลูกสะใภ้ ได้พาสื่อมวลชนเยี่ยมชมสวนทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ซึ่งมีอยู่ 1 ต้น ที่ให้ผลทุเรียน จำนวน 33 ผล แต่ทุเรียน 18 ผล มีเปลือกเป็นสีทองเหลืองอร่าม ที่เหลืออีก 14 ผล มีเปลือกเป็นสีเขียว และอีก 1 ผล มีเปลือกเป็นสีทองกับสีเขียวในผลเดียวกัน นางศรีวพร กล่าวว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่ 3 แล้วที่ทุเรียนต้นดังกล่าวให้ผล ที่มีเปลือกเป็นสีทอง 18 ผล และสีทองสลับกับสีเขียว 1 ผล โดยในปีแรก คือ ปี 2559 ทุเรียนต้นนี้ที่มีอายุประมาณ 6 ปี ได้เริ่มออกดอกและผลเป็นสีทองประมาณ 2-3 ผล ทำให้นายณัฐพลผู้เป็นสามีคิดว่าทุเรียนคงเป็นโรค แต่เมื่อให้นักวิชาการเกษตรช่วยตรวจสอบก็ทราบว่า ทุเรียนไม่ได้เป็นโรค อย่างที่สามีเข้าใจ หลังจากนั้นในปีที่สอง คือ ปี 2560 จึงหารือกับผู้ใหญ่ รวมทั้ง นายณรงค์ พลละเอียด ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรในขณะนั้น ว่าจะนำทุเรียนที
กุ้งก้ามกราม นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างอาชีพที่ดีอีกชนิดหนึ่ง ด้วยรสชาติอร่อย และราคาดีสม่ำเสมอ คุณศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมประมง เผยว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถทำได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม หากใครต้องการทำเป็นอาชีพ แต่ไม่เคยทำมาก่อนเลย แนะนำให้ทดลองเลี้ยงในปริมาณน้อยๆ ไปก่อน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนที่จะทดลองเลี้ยง ควรหาตลาดไว้ก่อน ว่าถ้าเลี้ยงแล้วจะไปขายใคร ขายที่ไหน ขายอย่างไร เช่น ส่งแม่ค้าในตลาด มีแผงค้าเอง หรือจะเจาะกลุ่มลูกค้าแบบใด และสำหรับผู้ที่ต้องการทดลองเลี้ยง แนะนำในพื้นที่เล็กๆ ก่อน สักประมาณครึ่งไร่ หรือ 200 ตารางวา ด้วยลูกพันธุ์ จำนวน 2-3 หมื่นตัว เลี้ยงไป 8-10 เดือน ก็จับขายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ใช้เงินลงทุนราว 3-5 หมื่นบาท โดยจะมีรายได้ อยู่ที่ราว 200,000 บาท (คิดจากราคาขาย ต่อกิโลกรัม ประมาณ 200 บาท) ใครที่สนใจการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถปรึกษาหาข้อมูลได้ที่ ศูนย์วิจัยประมงน้ำจืดทุกจังหวัด หรือที่กรมประมง บางเขน กรุงเทพฯ รายละเอียดสำหรับ การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จากเอกสารกรมประมง กุ้งชนิดนี้ มีชื่อท้องถิ่นซึ่งเป็นที่รู้จักต่า
พันธุ์มะม่วงต่างประเทศจากสหรัฐอเมริกา อินเดีย ปากีสถาน ออสเตรเลีย ฯลฯ ถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานแล้ว เริ่มแรกเป็นการนำเข้ามาโดยหน่วยงานของรัฐเพื่อการศึกษาวิจัย เช่น ในปี พ.ศ. 2519 สถานีวิจัยปากช่อง ภายใต้การกำกับของภาควิชาพืชสวน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดนครราชสีมา ได้รับพันธุ์มะม่วงจากรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา เข้ามาหลายสายพันธุ์ตามโครงการเงินกู้ มีอยู่หลายสายพันธุ์ให้ผลผลิตดี จึงได้มีการขยายพันธุ์ไว้เพื่อรอการส่งเสริมต่อไป ส่วนในภาคเอกชนมีสวนของ อาจารย์ประพัฒน์ สิทธิสังข์ ที่สวนแม่โจ้ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ อาจารย์ได้รับยอดพันธุ์มะม่วงต่างประเทศจากสถานีวิจัยปากช่องมาเสียบยอดไว้ที่สวนของท่านหลายพันธุ์ ซึ่งบางพันธุ์เจริญเติบโตให้ผลผลิตดีเช่นกัน ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2522 อาจารย์ได้นำผลมะม่วงต่างประเทศที่มีผลใหญ่สีสวยงามแปลกตาหลายสายพันธุ์มาแสดงที่สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ (มหาวิทยาลัยแม่โจ้) เพื่อให้คณาจารย์และนักศึกษาได้ศึกษาเรียนรู้และชมกัน เป็นที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก เพราะไม่เคยเห็นมะม่วงแปลกๆลักษณะอย่างนี้มาก่อน เช่น ปาล์มเมอร์ เค้นท์ เคียทท์ เป็นต้น จึงนับได้ว่าเป็
