SMEs เกษตร
เนื่องจากขณะนี้ราคาปาล์มค่อนข้างตกต่ำทำให้ไม่พอต่อการใช้จ่ายของครอบครัว เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ในพื้นที่ ม.8 ต.ประสงค์ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี จึงหันมาปลูกต้นหน้าวัวในสวนปาล์มน้ำมัน เพื่อสร้างรายได้เสริมเฉลี่ยได้รายรับเดือนละ 3 – 4 หมื่นบาท นายวรวิทิต สมภัทดิ์ อายุ 43 ปี เจ้าของสวน กล่าวว่า ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องและมีทีท่าว่าราคาจะไม่ขยับเพิ่มขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับครอบครัวตนจึงได้นำเอาสวนปาล์มน้ำมันของบิดาจำนวน 31 ไร่ มาจัดสรรโดยแบ่งพื้นที่ปลูกปลูกพริกไทย ปลูกสับปะรด และทำเป็นคอกเลี้ยงหมู แล้วนำเอาขี้หมูมาผสมกับขี้เลื่อนเพื่อทำปุ๋ยจุลลินทรีย์ ใช้ภายในสวนปาล์ม หากเหลือก็จำหน่ายให้กับเกษตรกรที่สนใจนำไปใส่พืชชนิดต่างๆเพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต นายวรวิทิต กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังจัดสรรพื้นที่จำนวน 2 ไร่ สำหรับปลูกต้นหน้าวัวเพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าทั้งในพื้นที่และต่างจังหวัด ราคาดอกละ 6 – 12 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดของดอก ซึ่งสร้างรายได้ให้กับครอบครัวเดือนละ 30,000- 35,000 บาท ขณะที่ราคาปาล์มน้ำมันกิโลกรัมละ 2.60-2.80 บาท หากเมื่อเปรียบพื้น
ในยุคสมัยที่ภาคเกษตรกรรมมีการแข่งขันสูง และกำลังประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด รวมถึงปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เกษตรกรจะนิ่งนอนใจไม่ได้เลย ต้องมีการคิดวางแผนพัฒนาผลผลิตของตัวเองเพื่อความอยู่รอด เกษตรกรไม่สามารถกำหนดกลไกการตลาดเองได้ แต่เกษตรกรสามารถเลือกผู้บริโภคได้ ในที่นี้หมายความว่า เกษตรกรทุกคนต้องหันมาแข่งขันกันในด้านของการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ มากกว่าปริมาณ เพราะการบริโภคที่เปลี่ยนไป ผู้คนหันมาใส่ใจคุณภาพและเลือกรับประทานอาหารปลอดภัยกันมากขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการ รวมถึงเกษตรกรต้องปรับตัว ทำการตลาด หรือผลิตสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งในส่วนของภาคการเกษตรอาจจะต้องหันมาใส่ใจคุณภาพของการผลิตสินค้าตามมาตรฐานความปลอดภัย GAP (เกษตรดีที่เหมาะสม) กันให้มากขึ้น ถ้าเป็นไปได้เกษตรกรทุกรายควรเริ่มตระหนักและหันมาทำผลผลิตให้ได้มาตรฐานให้ครบทุกราย เพื่อความอยู่รอด ในยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง คุณสมชาย เจริญสุข เกษตรกรผู้ปลูกชมพู่ GAP ตำบลดอนคา อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี เล่าว่า ก่อนที่ตนจะหันมาปลูกชมพู่ทับทิมจันท์ ตนมีอาชีพเป็นเกษตรกรมาก่อน แต่ปลูกผลไม้ทั่วไป ปลูกมะนาวบ้าง ผลไม้อย่างอื่นบ้างปะปนกันไป เ
นางนิจญาดา เสือลายตลับ อายุ 52 ปี หมู่ที่ 7 ต.บ้านต๋อม อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา เปิดเผยว่า ปกติอยู่บ้านดูแลหลานชายวัยกำลังซนซึ่งมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ดังนั้นจึงต้องหารายได้พิเศษรับทำอาหารจัดเลี้ยงตามการอบรม หรือ ประชุมต่างๆ ในพื้นที่จังหวัดพะเยา ซึ่งการทำอาหารของตนและเพื่อนร่วมงานเน้นการใช้วัตถุดิบในพื้นที่ทั้งหมด โดยเฉพาะพืชผักปลอดภัย น้ำมะนาวธรรมชาติ 100% ไม่ใช้หัวเชื้อแม้แต่น้อย พบว่าในบางฤดูที่มะนาวขนาดตลาดและมีราคาแพงถึงลูกละ 8-10 บาท ตนจึงปลูกมะนาวใช้เองเพราะมีที่ดินอยู่แล้ว เริ่มแรกปลูกเพราะต้องการใช้เอง แต่ต่อมาเห็นว่าถึงฤดูที่มะนาวแพง จึงคิดว่าทำอย่างไรในการปลูกให้มะนาวออกลูกนอกฤดูทำให้มีมะนาวใช้ได้ตลอดปีและส่วนหนึ่งนำไปขายมีรายได้เสริมอย่างงามทีเดียว นางนิจญาดา กล่าวต่อว่า ครอบครัวตนมีพื้นที่ท้ายหมู่บ้าน 1 ไร่เศษ จึงปลูกมะนาวทั้งหมดจำนวน 150 ต้น ระยะห่างประมาณ 1.5 เมตร โดยปลูกในบ่อซีเมนต์สูงกว่าพื้นดินปกติ แต่ไม่สูงมากทำให้ดูแลง่าย รากไม่ถูกน้ำขัง ทำให้ต้นโตเร็วและเก็บผลง่าย สายพันธุ์ที่ปลูก คือ ทูลเกล้า หิติ และแป้นพิจิตร 1 แต่ละต้นให้ผลผลิตเฉลี่ย 4-5 กก. ลูกโต ผิวสวย เปลือกไม่หนา
ระยะเวลาปีเศษที่ผ่านมา สินค้าเกษตรหลายชนิดที่เคยเป็นสินค้าดาวรุ่ง ขายดี ทำกำไรสูง เช่น มะม่วง มะนาว มะพร้าวน้ำหอม กล้วยหอม กล้วยน้ำว้า ฯลฯ กลับตกอยู่ในทิศทางตลาดขาลง ทำให้หลายคนรู้สึกกังวลและงวยงงกับสถานการณ์ราคาตลาดว่า จะปลูกต่อดีหรือถอยไปปลูกพืชชนิดอื่นดี แม้หลายคนจะมองว่า ตลาดกล้วยน้ำว้า อยู่ในทิศทางขาลง แต่ อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช เจ้าของไร่พัชชา กลับยืนยันว่า ตลาดกล้วยน้ำว้ายักษ์ยังเติบโตต่อเนื่อง ขายดิบขายดี จนผลิตหน่อพันธุ์ไม่ทันกับความต้องการของตลาด ดังนั้น ในฉบับนี้ ขอพาท่านผู้อ่านไปค้นหาเสน่ห์ของ กล้วยน้ำว้ายักษ์ ที่ทำให้ขายดี ติดลมบนตลอดทั้งปีกันสักหน่อย กล้วยน้ำว้ายักษ์ มาจากไหน อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช ปัจจุบัน ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 10 โหรหญิงดังยอดนิยม ผู้เชี่ยวชาญด้านลายมือ ที่แบ่งเวลามาทำสวนเกษตร ชื่อว่า ไร่พัชชา ตั้งอยู่ในพื้นที่ ตำบลหนองปรือ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี เบอร์โทร. (084) 548-9000 และ (086) 128-8000 อาจารย์พัชนี ตุษยะเดช โชว์กล้วยน้ำว้ายักษ์ อาจารย์พัชนี เล่าว่า การทำอาชีพเกษตรกรรมในวันนี้ มีจุดเริ่มต้นจากความชอบสะสมที่ดิน ที่ดินแปลงหนึ่งในจังหวัดราชบุรี
การเพาะเลี้ยงปลาปัจจุบัน มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งที่เห็นและนิยมกัน คือ การเพาะเลียงในบ่อดินขนาดใหญ่ ในกระชังริ่มแม่น้ำ บ่อซีเมนซ์ และอื่นๆ (เชิงพานิชย์) ซึ่งการเพาะเลี้ยงตามที่กล่าวมา สามารถควบคุมปริมาณ น้ำหนัก อีกทั้งยังสามารถเร่งการเจริญเติบโต ใช้ระยะเวลาเลี้ยงเพียง 4-5 เดือน ก็สามารถจับไปจำหน่ายทำเงินไว้กว่าการเลี้ยงปล่อยตามธรรมชาติ คุณพรปวีร์ แสงฉาย เป็นเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่หันมาให้ความสนใจกับอาชีพเพาะเลี้ยงปลาเบญจพรรณควบคู่กับการทำนาในพื้นที่ตำบลบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง “พื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่ลุ่ม เหมาะที่จะเพาะเลี้ยงปลามากว่าอาชีพอื่นๆ เนื่องจากมีระบบชลประทานที่พร้อม เพียงเปิดน้ำเข้าบ่อก็สามารถเพาะเลี้ยงปลาได้แล้ว ประจวบเหมาะในช่วงนั้นทางญาติฝ่ายแม่เลี้ยงกันอยู่ ทำให้เราได้เห็นได้สัมพัสและศึกษาวิธีการเลี้ยงจนเกิดความชำนาญระดับหนึ่ง ซึ่งในช่วงขณะนั้นเอง ก็มองและศึกษาตลาดไปพร้อมกัน มองว่าตลาดต้องการปลาอะไร ไซด์ไหน เพื่อที่จะได้ผลิตให้ตรงกับตลาดและผู้บริโภค ธรุกิจเพาะเลี้ยงปลาของคุณพรปวีร์มีทั้งหมด 2 แบบ ด้วยกัน คือการเลี้ยงในบ่อดินทั่วไป 150 ไร่ และการเลี้ยงปลาผสมผส
เห็ดนางฟ้าดำ หรือเห็ดนางฟ้าภูฐานดำ เห็ดเศรษฐกิจขายดี คนทั่วๆ ไปรู้จักกันดี ปรุงอาหารได้หลายเมนู มีคุณค่าทางโภชนาการสูง การเพาะเห็ดชนิดนี้ก็ไม่ยุ่งยาก สามารถซื้อก้อนเชื้อเห็ดมาเพาะเองได้ หรือถ้าเก่งแล้วก็สามารถทำก้อนเชื้อเห็ดขายได้ด้วย คุณจิระศักดิ์ นนตะพันธ์ เจ้าของโรงเพาะเห็ด เลขที่ 424 หมู่ 1 ตำบลพนานิคม อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เขาเพาะเห็ดมานานกว่า 13 ปี ปัจจุบันเพาะเห็ดนางฟ้าดำ 1 ไร่ ขนาดโรงเรือน 4X6 เมตร คุณจิระศักดิ์ บอกว่า คนที่สนใจเพาะเห็ด สามารถซื้อก้อนเชื้อเห็ดที่ขายกันทั่วไป (ราคากลาง ณ เดือนมกราคม 2560) ราคาก้อนละ 10 บาท นำมาเลี้ยงต่อ โดยรดน้ำทุกวัน น้ำต้องเป็นน้ำสะอาด หากเป็นน้ำประปาต้องพักไว้จนไม่มีกลิ่นคลอรีน น้ำคลองรดไม่ได้เพราะมีจุลินทรีย์ น้ำบาดาลใช้รดเห็ดได้ การรดน้ำเห็ด ให้รดวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น หากอากาศร้อนให้รดน้ำบ่อยขึ้น ควรเก็บก้อนเชื้อเห็ดไว้ที่เย็นและชื้น อุณหภูมิ 24-28 องศาเซลเซียส สำหรับระยะเวลาการออกดอก คุณจิระศักดิ์ บอกว่า 3-7 วัน เห็ดจะเริ่มออกดอก ก้อนเชื้อเห็ด 1 ก้อนจะให้ผลผลิต 3-4 รุ่น ก้อนเชื้อเห็ดนางฟ้า 1,000 ก้อน จะให้ผลผลิต 40 กิโลกรัม
กุ้งก้ามกราม โดยธรรมชาติสามารถพบเห็นได้ตามแม่น้ำลำคลอง แทบทุกจังหวัดในภาคกลางและภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งสมัยก่อนนั้นกุ้งชนิดนี้ค่อนข้างชุกชุมจับได้ง่ายเพื่อนำมาประกอบอาหารตามครัวเรือน หรืออาจจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านทั่วไปที่ไปจับหา แต่ด้วยสภาพแวดล้อมอย่างในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงไป จึงทำให้กุ้งก้ามกรามที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดน้อยลง ทำให้ปริมาณที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงทำให้ได้เกิดการเลี้ยงเป็นเชิงการค้ามากขึ้น เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งกุ้งก้ามกรามสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้งที่ขึ้นชื่อลือชาไปถึงต่างแดน หรือจะเป็นกุ้งเผาที่รับประทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดก็อร่อยเผ็ดร้อนเข้ากันได้อย่างลงตัวทีเดียว จากเมนูอาหารที่กุ้งก้ามกรามสามารถทำได้หลากหลาย จึงเป็นอีกสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้เป็นอย่างดี ทำให้ปัจจุบันนี้มีการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามกันอย่างกว้างขวางในหลายจังหวัด เช่น นครปฐม ฉะเชิงเทรา สุพรรณบุรี ฯลฯ รวมไปถึงทางภาคอีสาน อย่าง จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็ได้มีการเลี้ยงก
คงไม่มีกรอบหรือข้อจำกัดใดๆ สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่ต้องการมาทำเกษตรอินทรีย์ว่าจะต้องมีความรู้ ร่ำเรียนมาเฉพาะสายเกษตร เดี๋ยวนี้หากสนใจสามารถหาข้อมูล ทั้งเนื้อหา ภาพ เสียง จากสื่อออนไลน์จำนวนมาก ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร มีความรู้ระดับไหน ก็สามารถเข้าถึงวงการเกษตรได้ไม่ยาก ขอเพียงใส่ใจให้เต็มที่เท่านั้น อย่างเรื่องราวการทำเกษตรอินทรีย์ของหญิงสาวชาวราชบุรีท่านนี้ ที่ร่ำเรียนจนมีดีกรีปริญญาตรี ด้านบัญชีแล้วเบื่ออยู่กับตัวเลขที่นั่งทำงานในห้องแอร์ แต่กลับมาชอบเข้าสวนตากแดดปลูกผักอินทรีย์ ส่งขายกลุ่มลูกค้ารักสุขภาพในชุมชนท้องถิ่น พร้อมจับมือกับกลุ่มสมาชิกขยายผลส่งพืชผักผลไม้เข้าโมเดิร์นเทรด คุณผกามาศ เพิ่มแสงสุวรรณ หรือ คุณนก เจ้าของไร่ทรงสุวรรณ อยู่เลขที่ 48/1 หมู่ที่ 5 ตำบลหนองโพ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี เล่าที่มาของความชอบทำเกษตรว่า แต่เดิมทำงานด้านบัญชีอยู่ในกรุงเทพฯ ด้วยนิสัยที่ชื่นชอบปลูกต้นไม้ จึงใช้เวลาในวันหยุดกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด แล้วทำสวนปลูกพืชไว้เป็นงานอดิเรก เนื่องจากที่บ้านมีพื้นที่ในการเลี้ยงวัวนมอยู่ คุณผกามาศ เพิ่มแสงสุวรรณ หรือคุณนก ภายหลังลงมือปลูกพืชผักหลายชนิดจนประส
ที่แปลงเกษตรด้านหลังกองพันทหารช่างที่ 202 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา นางเบญจมาศ สังฆมณี อายุ 42 ปี แม่บ้านทหาร ปลูกหัวไชเท้าปลอดสารพิษ เพื่อสร้างรายได้เสริม ซึ่งหัวไชเท้าเป็นพันธุ์จากประเทศเกาหลีใต้ ปลูกโดยใช้ระบบน้ำหยดซึม ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างเก็บผลผลิตเพื่อเตรียมส่งให้ลูกค้าตามออร์เดอร์ นางเบญจมาศ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สร้างโรงเรือนไว้เพื่อปลูกเมล่อนเกาหลี ต่อมาได้สร้างโรงเรือนเพิ่มขึ้นอีกขนาด 6×12 เมตร เพื่อทดลองปลูกหัวไชเท้าเกาหลีปลอดสารพิษ ตามออร์เดอร์ของลูกค้าที่จะมารับซื้อถึงแปลงเกษตร ซึ่งเมล็ดพันธุ์ก็เป็นของลูกค้าที่นำมาให้ปลูก โดยหัวไชเท้าเกาหลีนั้นสามารถปลูกได้ง่ายในทุกฤดู แต่ฤดูหนาวจะทำให้ได้รสชาติที่ดีที่สุด สำหรับหัวไชเท้าเกาหลีนั้น จะมีรสชาติคล้ายกับมันแกว อีกทั้งยังเป็นพืชที่ใช้ระยะเวลาในการปลูกเพียง 60-65 วัน ก็สามารถถอนหัวไชเท้าไปขายได้ นางเบญจมาศ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ทำการปลูกเป็นรุ่นที่ 2 แล้ว ซึ่งจะใช้ระบบน้ำหยดซึม 2 เวลา เช้าและเย็น ทำให้ประหยัดน้ำมาก ส่วนผลผลิตหัวไชเท้าเกาหลีนั้นจะมีน้ำหนักอยู่ที่หัวละ 1-2 กิโลกรัม และขายในราคากิโลกร
มะม่วงหาวมะนาวโห่ เป็นพืชสมุนไพรไทยชื่อแปลกที่มีประโยชน์และสรรพคุณที่หลากหลาย มะม่วงหาวมะนาวโห่ จัดเป็นผลไม้ประเภทรับประทานผลสุก มีรสชาติเปรี้ยวเฉพาะตัว ผลสุกสีแดงขนาดเล็ก เป็นแหล่งสำคัญของธาตุเหล็ก วิตามินซี และยังมีปริมาณ เพคติน ซึ่งเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้ในปริมาณสูง (Pal et al,19751) พบว่าผลของพืชสกุล Carissa caradas มีสารกลุ่มฟินอลิกปริมาณมาก โดยสารประกอบฟินอลิกได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นสารแอนติออกซิแดนท์ สารฆ่าเชื้อ และสารต่อต้านมะเร็ง มะนาวโห่จะอุดมไปด้วยสารแอนโทไซยานิน เป็นสารสีม่วงแดงซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่าวิตามินซีหลายพันเท่า ซึ่งมีประโยชน์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคหัวใจ ลดโอกาสเป็นโรคมะเร็ง ช่วยเสริมให้ร่างกายต้านเชื้อโรค สมานแผล ส่งเสริมการทำงานของเม็ดเลือดแดง วิธีการปลูก ขั้นตอนการปลูกแบบไม่ยุ่งยาก ปลูกแบบเดียวกับมะนาว 1.ขุดหลุมลึก ประมาณ 50 เซนติเมตร ระยะห่าง 3 x 3 เมตร ทำไมต้องขุดห่างขนาดนั้น ต้นมะม่วงหาวมะนาวโห่เป็นทรงพุ่มใหญ่ มีหนาม เมื่อต้นโตออกผลผลิต เราต้องเก็บเพราะฉะนั้นถ้าปลูกถี่ และปล่อยให้ต้นสูงมากจะเก็บลำบาก ต้องหมั่นที่จะ
