SMEs เกษตร
ภาคเกษตรของไทยหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนไฟฟ้าสำหรับใช้ในครัวเรือน และกิจกรรมภาคเกษตร บางท้องถิ่นอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำชลประทาน จึงไม่มีแหล่งน้ำเพียงพอสำหรับดูแลแปลงเพาะปลูก ในฉบับนี้จึงขอนำเสนอการผลิตพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นพลังงานทางเลือก ที่ช่วยให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้ในหลากหลายรูปแบบ ผลิตไฟฟ้า จาก “แบตเตอรี่ดิน” “แบตเตอรี่ดิน” เป็นแบตเตอรี่ที่เก่าแก่ที่สุดของโลก มีชื่อเรียกว่า แบตเตอรี่พาร์เทียน หรือ แบตเตอรี่แบกแดด ถูกประดิษฐ์ขึ้นกว่า 2,000 ปีที่แล้ว ในยุคพาร์เทียน (343 ปี ก่อนพุทธศักราช ถึง พ.ศ. 746) ณ นครแบกแดด ประเทศอิรัก แบตเตอรี่พาร์เทียนเป็นไหดิน มีท่อทองแดงล้อมแท่งเหล็กอยู่ภายในไห สันนิษฐานว่าอิเล็กโทรไลต์เป็นกรด จากธรรมชาติ เช่น น้ำผลไม้ หรือน้ำส้มสายชู ได้มีการลองประกอบแบตเตอรี่จำลองโดยใช้น้ำองุ่น ปรากฏว่าให้แรงดันประมาณ 2 โวลต์ สันนิษฐานว่า แบตเตอรี่ดินดังกล่าวอาจใช้สำหรับชุบเคลือบโลหะ ใครๆ ก็สามารถผลิต “แบตเตอรี่ดิน” ที่ให้พลังงานไฟฟ้าได้จริงๆ เพียงแค่นำขวดน้ำขนาดเล็กมาตัดครึ่ง เอาแผ่นสังกะสีใส่เข้าไปให้พอดีกับขนาดขวด จากนั้นเติมดินให้เต็ม แล้วเติมน้ำกับน้ำส้มสายชูอ
วิถีชีวิตเกษตรของคนไทยในอดีตเป็นวิถีชีวิตที่อยู่ใกล้ตัว เนื่องจากคนในครอบครัวเกษตรส่วนใหญ่ไม่ซื้อข้าวปลาอาหารจากผืนนาอื่นกินนอกจากเกลือ รอบๆ บ้านจึงปลูกพืชพื้นบ้านทุกอย่างที่กินได้ เช่น พืชผักที่ปลูกครั้งเดียวกินได้นานๆ อย่าง ฟัก แฟง ขี้เหล็ก สะเดา แค ส่วนพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ เช่น ไผ่สารพัดชนิดเพื่อการใช้สอยที่แตกต่างกัน วิถีชีวิตนี้ได้เลือนหายไปเมื่อเรามาทำมาหากินในเมือง เนื่องจากถูกจำกัดด้วยพื้นที่และเวลา แต่ความเป็นคนที่มีวิถีเกษตรในสายเลือด มีความนึกคิดตลอดเวลาที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมืองว่าอยากจะปลูกต้นไม้ต้นไร่ มีชีวิตอยู่ในสวนตอนอายุมากแล้ว ความคิดนี้มีอยู่ในใจของคนส่วนใหญ่ หลายคนหวนคิดถึงวันเวลาที่จะมีอิสรภาพในการทำสิ่งต่างๆ รองศาสตราจารย์กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ทั้งระดับปริญญาตรี (KU.27) และปริญญาโท ในสาขาสัตวบาล รับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 จึงโอนย้ายไปสอนที่ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นับเป็
พูดถึง ต้นหญ้า หลายคนจะมองว่าเป็นพืชทีไร้ค่าไม่มีประโยชน์ สร้างความรกรุงรังใครเจอก็มักจะถอนทิ้งด้วยความฝังใจ แต่ในปัจจุบัน ต้นหญ้า ที่เห็นอยู่ทั่วๆไปนั้น ถูกหยิบขึ้นมาใช้งาน สร้างคุณประโยชน์และคุณค่า คุณสาธิต พุทธวรรักษ์ ผู้ที่หลงใหลและมีความรักในธรรมชาติ ชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังเรียนจบจึงออกมาประกอบธุรกิจเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับร่วมกับเพื่อน คุณสาธิต เล่าให้ฟังว่า หญ้าประดับ คือ หญ้าที่นำมาจัดสวน มีทรงพุ่มสวยงาม ใบเป็นเส้นเรียวยาว ผิวสัมผัสละเอียด ให้ความรู้สึกอ่อนช้อย เป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องตัดแต่ง ไม่ต้องดูแล ทนความร้อนและแสงแดดได้ดี “สมัยเรียนเพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกันส่วนใหญ่จะมีธุรกิจรองรับเมื่อเรียนจบ ผมจึงคิดหาธุรกิจทำ ซึ่งการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรเป็นอะไรที่ลงทุนน้อย มีเนื้อที่อยู่ส่วนหนึ่งจึงมาปรับปรุงใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกไม้ดอกจำหน่ายทำมาได้ระยะหนึ่งเริ่มอิ่มตัว จึงเริ่มหาไม้ใหม่ๆ ที่อยู่ได้นานกว่าไม้ดอกไม้ประดับเข้ามาปลูก และการศึกษาดูงานในต่างประเทศบวกกับการศึกษาผ่านระบบโซเชียลต่างๆ ที่มีการนำต้นหญ้านานาชนิดมาเป็นส่วนประกอบในกา
คุณเปรม สุวรรณรัตน์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านไร่ตก ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา รวมตัวกับชาวบ้านในพื้นที่ จัดตั้งกลุ่มเพาะเห็ดโคนน้อยตามโครงการสัมมาชีพชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างรายได้ และลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งนี้ได้รับงบฯ สนับสนุนงบประมาณจำนวน 16,000 บาท จากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนเพาะเห็ดโคนน้อย เช่น ซื้ออุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต และมีผู้เชี่ยวชาญในการเพาะเห็ดโคนน้อย มาแนะนำเทคนิคการเพาะ ผู้ใหญ่เปรม ในฐานะประธานกลุ่ม เปิดเผยว่า การเพาะเห็ดโคนน้อย จะใช้วัสดุหลักเป็นขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา ซึ่งจะเจริญเติบโต และให้ผลผลิตได้ดีกว่าขี้เลื่อยจากไม้อื่นๆ สูตรการทำก้อนเห็ด ใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม รำข้าว 8 กิโลกรัม ยิปซัม ปูนขาว ภูไมท์ ยูเรีย อย่างละ 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 200 กรัม โดยนำน้ำมาผสมกับดีเกลือและยูเรียคนให้ละลาย ส่วนขี้เลื่อย รำข้าว ยิปซัม ภูไมท์ ผสมให้เข้ากัน แล้วนำน้ำที่ผสมดีเกลือกับยูเรียค่อยๆ รดลงไป คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทิ้งไว้ 1-2 วัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาใส่ถุงพลาสติกอัดให้แน่น น้ำหนัก ถุงละ 1 กิโลกรัม มัดปากถุง โดยใช้จุกพลา
หลังราคามันสำปะหลังในประเทศตกต่ำมาหลายปี ทำให้เกษตรกรในพื้นที่จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตมันสำปะหลังแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศจำนวนมาก ต้องเปลี่ยนการเพาะปลูกหันไปปลูกพืชทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดทุนในการทำการเกษตร ประคับประคองครอบครัวหาเงินใช้หนี้สินที่กู้ยืมมา โดย นายวิวัฒน์ ศรีกระสังข์ อายุ 32 ปี เกษตรกรบ้านประชาสันต์ หมู่ที่ 10 ต.เสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ตัดสินใจรื้อไร่มันสำปะหลังของตนเองที่มีอยู่เกือบ 50 ไร่ หันไปปลูกมันเทศแทนมันสำปะหลัง เนื่องจากมองเห็นว่ามีราคาที่ดีกว่ามันสำปะหลัง อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเพียงแค่ 4 เดือน ในขณะที่มันสำปะหลังต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวครั้งเดียวต่อปี แต่ยังต้องมาประสบกับปัญหาราคาที่ไม่แน่นอนจึงหันมาทดลองปลูกมันหวานสายพันธุ์ต่างประเทศ ซึ่งกำลังเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาสูงกว่ามันเทศธรรมดาหลาย 10 เท่าตัว พร้อมทั้งหาตลาดด้วยตัวเองและใช้โอกาสจากการที่เข้าร่วมโครงการต่างๆของรัฐ พัฒนาต่อยอดจนทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายมันหวานได้เดือนละกว่า 2 แสนบาท นายวิวัฒน์ กล่าวว่า มันหวานสายพันธุ์ต่างปร
คุณสาคร ภูผิวผา อายุ 48 ปี บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 1 ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (090) 970-2577, (081) 735-0232 เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาเอาดีด้านการเกษตร จนเป็นผู้นำด้านการเกษตรในชุมชน คุณสาคร ภูผิวผา เล่าให้ฟังว่า ตนจบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปี 2536 ทำงานอยู่กรุงเทพฯ 20 ปี เกิดเบื่อความวุ่นวายสังคมเมือง และพ่อแม่ที่อยู่ทางบ้านเริ่มชราภาพ ควรจะมีลูกหลานดูแล ประกอบกับชื่นชอบการเกษตร จึงลาออกจากงาน กลับมาอยู่บ้านเกิดเพื่อทำการเกษตรใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายให้นาฬิกาชีวิตเดินช้าลง โดยหวังว่าชีวิตจะมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม และหวังว่าการทำเกษตรที่ใช้องค์ความรู้ ที่ศึกษามาจะเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านที่ทำการเกษตรแบบเดิมๆ ได้นำไปปรับใช้ คุณสาคร ภูผิวผา กับภรรยา เนื่องจากที่นาเป็นที่มรดกของภรรยา ที่นา 12 ไร่ และที่สวน 3 ไร่ ซึ่งเห็นว่ากำลังพอดีกับกำลังที่มีอยู่ 2 คน กับภรรยา และคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ได้ผลผลิตมากขึ้นกว่าการทำนาแบบเดิมๆ ที่ต้องพึ่งเคมี จึงค้นคว้าหาความรู้และพบว่า การทำนาแบบดำต้นเดียว โดยใช้เทคนิคแกล้งข้าวทำให้ได้ผลผลิตมากกว่าเดิมเป็น
ผักพื้นบ้านของภาคต่างๆ มีความแตกต่างกันตามภูมิอากาศหรือภูมิประเทศ ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมกับพืชพรรณนานาชนิด มากเสียจนเหลือให้ต่างชาตินำไปวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง ผักหลายชนิดมีขึ้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่น ตำลึง แต่มีผักบางชนิดมีเฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง และมีผักบางชนิดหายาก ขึ้นเฉพาะบางภูมิประเทศที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้จัก มีเพียงเฉพาะคนในท้องถิ่นได้อาศัยเป็นอาหารหรือใช้ประโยชน์จากผักนั้น มีโอกาสได้ไปกินเจที่ศาลเจ้าท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ไปนั่งฟังเสียงคลื่นที่หาดท้ายเหมือง ใกล้บริเวณที่ค่ายทหารเรือโดนสึนามิ หวนคิดถึงความหลังตอนเด็ก จึงไปเดินหาผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่คนรู้จักน้อยมาก ในชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า ผักลิ้นห่าน ปรากฏว่าหาไม่เจอเลย สอบถามชาวบ้าน เขาว่าแถบชายหาดไม่มีแล้วเพราะถูกเก็บกินกันหมด ถ้าจะมีเหลือก็เป็นในแถบอุทยานท้ายเหมืองที่จะต้องเลยเข้าไปลึกหน่อย จึงถือโอกาสซอกแซกหาข่าวมานำเสนอ ผักลิ้นห่านเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก สำหรับคนที่ไม่รู้จัก จินตนาการได้เลยว่ามีลักษณะยาวๆ เหมือนลิ้นห่าน ซึ่งก็เป็นจริง ผักชนิดนี้ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินทราย มีร่มเงาบ้าง
โบราณท่านมักเปรียบเปรยถึงรสชาติอาหารที่เราได้ยินกันชินหูเสมอๆ ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา และเชื่อแน่ว่าคนสมัยใหม่ก็คงเคยได้ยินคำโบราณที่ว่านี้กันมาบ้าง เพราะพืชผักบางชนิดที่มีรสขมมักไม่ค่อยมีใครอยากกินเอาซะเลย ยิ่งเป็นคนรุ่นใหม่สมัยนี้แล้วล่ะก้อ! มักจะร้องยี้ และแทบอ้วกกันเป็นแถวๆ บางคนยังบอกว่า มีแต่คนแก่เท่านั้นแหละที่กินผักขมๆ แต่หารู้ไม่ว่ารสขมของผักเหล่านั้นมีสรรพคุณมากมาย ถึงแม้พืชผักที่มีรสขมจะไม่ถูกปากใครหลายๆ คน แต่ก็มากด้วยคุณค่า ซึ่งพืชรสขมเหล่านั้นนอกจากนำมากินเป็นอาหารแล้วยังเป็นยาได้อีกด้วย อาทิ ช่วยบำรุงเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบาย เรามาดูกันว่ามีพืชผักรสขมอะไรบ้างที่ดีต่อสุขภาพเพื่อสุขภาพ ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่ออำเภอ อำเภอหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใกล้ๆ กรุงเทพฯ เรานี่เอง อำเภอนั้นมีชื่อว่า อำเภอผักไห่ และมีผู้สงสัยว่า…ผักไห่ นั้นมีลักษณะอย่างไร ขอบอกว่า ผักไห่ นั่นก็คือ มะระ เรานี่เอง ก่อนจะมาถึงผักไห่ ที่เป็นชื่อเรียกของมะระในภาคกลาง ขอนำเรื่องราวของผักไห่ มาเล่าให้ฟังกันก่อน ผักไห่ เป็นชื่อของพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งประเทศในทวีปเอเชียกินเป็นผัก เพราะมีรสขม และ
คุณภิญโญ นัครมนตรี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือ การปลูกผัก ผลไม้ ต่อมาจึงอยากให้ภายในบริเวณบ้านมีการทำเกษตรที่หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ เพื่อให้มีรายได้จากหลายๆ ทางเป็นตัวเลือกในการสร้างเงิน คุณภิญโญ นัครมนตรี “เรามาคิดว่าถ้าปลูกพืชเพียงอย่างเดียว รายได้ที่มีบางครั้งอาจจะไม่แน่นอน เพราะพืชบางช่วงก็มีราคาขึ้นลง จึงได้ตัดสินใจนำการเลี้ยงสัตว์เข้ามาเสริม เพื่อให้รายได้มีมากขึ้นหลายทาง จึงได้ตัดสินใจเลี้ยงไก่ไข่ เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย สามารถกินเศษพืชผักที่เราคัดออกได้ และที่สำคัญยังสามารถปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ ก็สามารถคุ้ยเขี่ยหากินเองได้อีกด้วย” คุณภิญโญ บอกถึงจุดประสงค์ของการเลี้ยง โดยไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงภายในพื้นที่บริเวณบ้าน คุณภิญโญ บอกว่า เป็นไก่ที่ได้รับจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และเขาได้หาซื้อบางส่วนเข้ามาเลี้ยงเองด้วย จากเริ่มแรกประมาณ 10 ตัว เลี้ยงไปเลี้ยงมาทำให้ตอนนี้มีไก่ไข่ที่เลี้ยงภายในบริเวณบ้านทั้งหมดถึง 200 ตัว ไก่ไข่ที่เลี้ยงแบบปล่อย ซึ่งเคล
การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเพื่อการค้าทั้งภายในและส่งออกไปยังต่างประเทศ มีความจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้เพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสามารถผลักดันให้สินค้าเอาชนะคู่แข่ง โดยมุ่งเน้นผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทั้งคุณภาพและปริมาณให้ตรงตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ฉะนั้น การผลิตสินค้าประเภทผลไม้ในยุคดิจิตอลที่เชื่อมโยงลูกค้าทั่วโลกแล้วตัดสินใจสั่งซื้อเพียงปลายนิ้วสัมผัส คงจะปลูกและดูแลไม้ผลในสวนตามแนวทางเดิมไม่ได้อีกต่อไป จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี พร้อมกับนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รายการสัมมนา “มะพร้าว…พืชเศรษฐกิจทำเงิน” ในภาคแรก มีคณะวิทยากรหลายท่านที่ได้เรียนเชิญมาบรรยายในประเด็นต่างๆ โดยเน้นการปลูก การดูแล และการป้องกันศัตรูพืช อาจารย์ประทีป กุณาศล สำหรับวิทยากรท่านแรกคือ อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการอิสระด้านพืช รวมถึงยังเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการไม้ผลมายาวนาน ตลอดจนยังได้เดินทางไปดูงานต่างประเทศหลายแห่ง กระทั่งสะสมความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดใหม่ๆ นำกลับมาพัฒนาปรับปรุงงานเกษตรอยู่เป็นประจำ ดังนั้น ในเวทีสัมมนามะพร้าวครั้งนี้ อาจารย์ประทีปจึงมีโอกาสหยิบยกเร
