SMEs
ใครจะคิด แอร์สวยๆ จะมาขาย ทุเรียน! เปิดเคล็ดลับ ขายยังไงให้ได้ 10 ตัน กว่า 7 ปี ที่ คุณจีจี้-ชาภา พันสุทธิรางกูร ยึดอาชีพแอร์โฮสเตล ของการบินไทย ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับการเดินทาง ไปมาแล้วกว่า 50 ประเทศทั่วโลก บินไม่ต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี แต่เพราะวิกฤตโควิด ทำให้แอร์สาววัย 30 ปี ต้องก้าวข้ามคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง เพื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่ ไม่ขายบราวนี่ ไม่ทำคุกกี้ แต่เข้าสวนขายทุเรียน เธอบอกว่ามีความสุขและภูมิใจที่ได้ส่งมอบทุเรียน อร่อยๆ จากสวน ให้ลูกค้าได้ชิม ก่อนมาเป็นแอร์โฮสเตส คุณจีจี้ เรียนจบจากคณะบัญชี ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเข้าทำงานออฟฟิศ เป็นมนุษย์เงินเดือนตามแบบฉบับเด็กจบใหม่ทั่วไป กระทั่งการบินไทยเปิดรับสมัครลูกเรือ เห็นว่าน่าสนใจและไม่ชอบงานออฟฟิศ เพราะอยู่กับตัวเลข จึงลองไปสมัครโดยไม่คาดหวัง สุดท้ายเหมือนโชคชะตาเป็นใจให้ได้งานนี้ และอยู่มายาวนานถึง 7 ปี จากลูกเรือทำงานบนฟ้า อยู่ๆ เหมือนตกสวรรค์ เพราะโควิดระบาด ธุรกิจสายการบินอาการสาหัส “ได้รับผลกระทบเต็มๆ เราแพลนชีวิตแล้วว่าวันนี้จะไปไหน ไปญี่ปุ่น ไปลอนดอน ไปภูเก็ต พอโควิดมาปุ๊บตารางบินโล่งทันที เหมือนดึงตกจากฟ้า
อาชีพเสริม ทำ อาลัวเรโทร ขายได้ กินง่าย อร่อยด้วย ไม่ต้องยกมือไหว้ ยามนี้ระลอก 3 ทำพิษ เลยต้องหยุดอยู่บ้านช่วยชาติกันเป็นแถว เที่ยวนี้อยู่กันแบบใจตุ๋มใจต๋อม วันใดเราจะติดหว่า มันมาเยี่ยมข้างบ้านแล้ว ทำให้เกิดอาชีพเสริมหลากหลาย ขายของออนไลน์กันมากมาย หลายคนว่างๆ มีไอเดียบรรเจิดออกมาให้ชื่นชม หรือบางทีก็งงๆ อยู่ ที่ฮือฮาล่าสุด มีขนมอาลัวรูปทรงเป็นพระเครื่อง จะกินทีอาจต้องยกมือไหว้ก่อน การทำอะไรแปลกใหม่ เป็นเรื่องปกติของการขายของ เพราะถ้าเราขายของเหมือนกับคนอื่นเขาจะขายได้ยังไง เพียงแต่ว่าความแปลกใหม่นั้นเมื่อออกมาสู่สังคมแล้ว คนในสังคมมีความคิดเห็นอย่างไร ยอมรับได้แค่ไหน ถ้าเป็นที่ชื่นชอบก็กลายเป็นกระแสความนิยมได้ระยะหนึ่ง เมื่อหมดแรงกระแสแผ่วลงไป ต้องหาอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาทำอีก ของโฉบเฉี่ยวตามแฟชั่นจึงไปเร็วมาเร็ว คนอีกกลุ่มหนึ่งจึงขุดของโบราณๆ ขึ้นมาขาย เป็นการสร้างกระแสของเก่าเอามาโชว์ใหม่ ซึ่งความนิยมค่อนข้างจะอยู่นานกว่าของโฉบเฉี่ยว ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า retrostyle เรียกสั้นๆ ว่า เรโทร แปลว่า ย้อนหลัง ย้อนยุค มักจะใช้ใส่นำหน้าคำอื่น เช่น retro camera คือ กล้องที่มีรูปทรงย้อนยุค แต่ข้างใ
ธุรกิจร้านอาหาร กำลังหมดลมหายใจ ขอนายกฯเยียวยา 8 เรื่องเร่งด่วน เมื่อวันที่ 14 พ.ค. คุณสรเทพ โรจน์พจนารัช ตัวแทนชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. เรื่อง ขอพิจารณาช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารโดยเร่งด่วน เนื่องจากร้านอาหารจำนวนมาก กำลังหมดลมหายใจ โดยระบุว่า เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 รอบที่ 3 นายกฯ มีคำสั่งให้งดรับประทานอาหารในร้านตั้งแต่วันที่ 1-14 พ.ค.นี้ ซึ่งทำให้ผู้ประกอบการร้านอาหารเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถขายในรูปแบบออนไลน์ได้ ตั้งแต่ร้านเล็กๆ ไปจนถึงภัตตาคารร้านอาหารใหญ่ๆ โดยที่รัฐบาลไม่ได้ออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาใดๆ ออกมา และถึงมีมาตรการช่วยเหลือออกมาบางส่วน ก็ยังไม่ตรงกับความต้องการ ที่สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารได้ ซึ่งคำสั่งของนายกฯ ในครั้งนี้ ทำให้ร้านอาหารจำนวนมากต้องปิดกิจการลง ทางชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาล เข้ามาช่วยเหลือโดยเร่งด่วน ตาม 8 ข้อ เรียกร้องดังนี้ 1. ให้ประกันสังคมอนุมัติจ่ายเงินชดเชยให้ผู้ประกันตนทุกตำแหน่งของธุรกิจร้านอา
หม่อมถนัดแดก กร้าว รัฐบาลช่างมัน ไม่สนใจ ไม่คิดพึ่ง ช่วยตัวเองมาตลอด เจ้าของฉายา หม่อมถนัดแดก หรือ คุณสหัสวรรษ ชอบชิงชัย เจ้าของกิจการร้านอาหารชื่อดัง กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนา หัวข้อ ธุรกิจร้านอาหาร กำลังหมดลมหายใจ รัฐบาลจะช่วยเหลือไหม? ผ่านแอพ คลับเฮาส์ เมื่อคืนวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมา ว่า สำหรับธุรกิจร้านอาหารของเขา ช่วงโควิดระลอกแรก ใช้เวลานานพอสมควรเหมือนกัน กว่าจะปรับตัวได้ กระทั่งถึงปลายปีที่แล้ว ยอดขายเริ่มกลับมาดี แต่พอระลอกสอง ราวเดือนมกราคม ยอดตกไปอีก พอระลอกสาม มีการปรับกลยุทธ์ อีกครั้ง ทำให้ทุกวันนี้พออยู่ได้ ไม่เจ็บตัวมาก เมื่อคุณสรเทพ สตีฟ ผู้ก่อตั้งกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร ในฐานะผู้ดำนินการเสวนา ตั้งข้อสังเกต โควิดระลอกสาม นี้ ร้านอาหารหลายแห่ง ล้มตายกันเยอะ เหตุผลเพราะขาดทุนสะสม แต่รัฐบาลมองไม่เห็น หม่อมถนัดแดก จึงแสดงทรรศนะ ในประเด็นดังกล่าวว่า “รัฐบาลช่างมัน ผมไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะว่าไม่เคยช่วยเหลืออะไรอยู่แล้ว รัฐบาล ลำเอียง ไม่เห็นพวกเอสเอ็มอีตั้งแต่แรก หรือ ไม่คิดว่าต้องช่วยรึเปล่า” ข่าว : หม่อมถนัดแดก ถามการ์ดไม่เคยตก แต่ทำไมต้องรับชะตากรรมจาก
ย้ายประเทศ ฟีเวอร์ “ระบบทำให้ไปต่อไม่ได้” หนุ่มสิ้นหวัง ขายบ้าน-รถ หวังหาแหล่งเงินดีกว่า #ย้ายประเทศกันเถอะ แฮทแท็กร้อนบนโลกโซเชียล ซึ่งเกิดจากความสิ้นหวังในการบริหารจัดการของผู้นำประเทศ คนส่วนใหญ่จึงเลือกเดินทางไปหาความศิวิไลซ์ในประเทศที่มีระบบการบริหารที่ดีกว่า ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยอาศัยอยู่ในต่างประเทศมากมาย ทั้งในเอเชีย ยุโรป หรือ อเมริกา จากกระแส ย้ายประเทศ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้พูดคุยกับ คุณท็อป พิตตินันท์ ชายหนุ่มที่โพสต์ประกาศขายบ้านพร้อมที่ดิน 60 ตร.ว ในตัวเมืองอุดร ขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องโถง รับแขก จอดรถได้ 2 คัน, รถยนต์โตโยต้ายาริสปี 2013 เลขไมล์แสนกว่าโล, มอเตอร์ไซค์ยามาฮ่า Qbix ตัวท็อป วิ่ง พันโล พร้อมเฟอร์นิเจอร์อีกมากมาย ราคาเหมารวม 3,200,000 เพื่อหาทุนไปเรียนภาษาและทำงานต่างประเทศกับแฟนสองคน “ผมขายจริง ไม่ได้โพสต์ขำๆ ยอมเทหมดหน้าตัก เพราะไม่อยากเป็นกังวลกับสิ่งของที่ยังเหลืออยู่ ส่วนพ่อแม่ก็ไม่ลำบาก มีน้องชายช่วยดูแลอยู่กรุงเทพฯ อีกอย่างผมไม่มีทุน ไม่มีสปอนเซอร์ ต้องหาเองไปเองเพื่อหาประสบการณ์ข้างนอก ไปเรียนภาษาและทำงาน อย่างน้อยค่าเงินก็สูงกว่า ตอน
จากบ้านพักส่วนตัว ต่อยอดเป็นฟาร์มท่องเที่ยววิถีไทยบ้าน ถูกจริตนักท่องเที่ยว ทัวร์ลงตรึม ผมอยากให้ทุกคนที่มา มีความสุข คำพูดแสนเรียบง่าย แต่ความหมายยิ่งใหญ่จากหัวใจของ คุณธงชัย ปริเตนัง ผู้เนรมิตพื้นที่ว่างเปล่าชานเมืองเชียงใหม่ให้กลายเป็นฟาร์มท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ จินเจอร์ ฟาร์ม (Ginger Farm) ฟาร์มที่เปิดประสบการณ์ให้ทุกคน โดยเฉพาะเด็กน้อย เข้ามาเล่นสนุกเรียนรู้ใกล้ชิดธรรมชาติวิถีลูกทุ่งแท้ๆ ช่วยเติมความสุข และเก็บเป็นความประทับใจตลอดไป คุณธงชัย เล่าว่า พื้นฐานครอบครัวเคยประกอบอาชีพเกษตรกรรม เมื่อเติบโตมุ่งประกอบธุรกิจผลิตสินค้าหัตถกรรมแฮนด์เมด และของตกแต่งบ้านส่งออกต่างประเทศ รวมถึงทำธุรกิจร้านอาหาร แต่ในส่วนลึกแล้ว ยังคงรักการทำเกษตรเสมอมา อยากจะใช้ชีวิตใกล้ชิดธรรมชาติ จึงนำที่ดินที่ซื้อไว้ใน อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ปลูกบ้านพักส่วนตัวพร้อมลงมือทำเกษตรอินทรีย์ครบวงจรด้วยตัวเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นทำนาปลูกข้าว และฟาร์มเลี้ยงสัตว์ จากบ้านพักส่วนตัว กลายมาเป็นศูนย์การเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ ด้วยเหตุบังเอิญ เมื่อลูกหลานที่มาเล่นทำกิจกรรมการเกษตรที่บ้านพัก เช่น ดำนา ขี่คว
อดีตผู้บริหารโรงแรม ผุดบริการ รับจ้างตื่นไปตักบาตร หวังเป็นสะพานบุญ คุณพนิตตา สุขมาก วัยห้าสิบเศษ คือ คนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ มีอันต้องตกงานเพราะโควิด เนื่องจากงานประจำที่ทำ คือ งานโรงแรม เธอคร่ำหวอดอยู่ในวงการนี้มานานกว่า 20 ปี ตำแหน่งล่าสุด คือ ผู้อำนวยการฝ่ายขาย ดูแลฝ่ายการตลาด ทำหน้าที่หาลูกค้าเข้าโรงแรม “เหตุการณ์ ปิดสนามบิน กีฬาสีประเทศ โรคซาร์ส สะดุดอย่างมากก็ 3 เดือน แต่โควิดนี้ ลากยาวเป็นปี สิ่งที่น่าตกใจ คือ พนักงานต้องจากกัน ที่ผ่านมาโรงแรมพยายามหาทางช่วยพนักงานทุกคนนะ ช่วงแรกทำข้าวกล่องขาย แต่สุดท้ายไปไม่ไหว ต้องหยุดเพราะสุดวิสัยแล้ว น่าใจหายมากที่ยอดลูกค้าตกลงเรื่อยๆ สมัยเปิดบริการได้ เราต้องคอยลุ้นให้ตัวเลขลูกค้าเพิ่มขึ้น แต่ครั้งนี้ค่อยๆ หาย จนกลายเป็นศูนย์” คุณพนิตตา แชร์ประสบการณ์ให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟัง เมื่องานประจำมีอันต้องยุติ คุณพนิตตาจึงหันมาหารายได้จากการเปิดเพจ บ้านอาหารไทย ขายอาหารออนไลน์ สไตล์ โฮมเมด ดัดแปลงครัวในบ้านพักย่านงามวงศ์วาน เป็นสถานที่ผลิต เมนูเด่น ที่อยากนำเสนอมีหลากหลาย อย่าง แกงรัญจวน ผัดสามกลิ่นหอม ยำก้านคะน้า สลัดผลไม้ “ที่มาขายอาหารออนไลน
“วันไหนข่าวโควิดแรงๆ ยอดขายตกฮวบ” เสียงสะท้อนคนค้าขาย ท่ามกลางวิกฤต หนึ่งในเมนูยอดฮิต สั่งกินแซ่บๆ มีความเป็นอีสานหน่อยๆ คือ เมนูหมูปลาร้า ที่สร้างอาชีพให้กับคนมามากมาย เช่นกันกับ พีอาร์ เอเยนซี่ สาววัย 31 ปี คุณฝน-ณัชณิชา พลังวาณิชย์ เธอเปิดร้าน หมูปลาร้า ภายใต้แบรนด์ “ก่องข้าวน้อยแซ่บแน่” ร่วมกับน้องชายซึ่งตกงานเพราะโควิดแพร่ระบาด “หมูปลาร้าของเราทำกันแบบโฮมเมด ที่เอาสูตรหมูและเนื้อแดดเดียว ของคุณแม่ที่ทำขายมากว่า 10 ปี มาพัฒนาให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น สูตรเด็ดของร้านนี้คือความสะอาดและคุณภาพของวัตถุดิบ เพราะเราเชื่อว่า ถ้าวัตถุดิบดี อะไรก็ดี” โดยคุณฝน ได้หยิบเอาชื่อนิทานของภาคอีสาน ที่ว่าด้วยเรื่องของความหิวจนหน้ามืดตามัวจนฆ่าแม่ตัวเอง แล้วมาสำนึกผิดทีหลัง มาหยอกเอินกับวัฒนธรรมภาษาและอาหาร เป็นชื่อแบรนด์ว่า ก่องข้าวน้อยแซ่บแน่ “คำว่า ก่องข้าว ไม่มี “ล” เพราะเป็นภาษาอีสาน ที่แปลว่า กล่อง ส่วนคำว่า แซ่บแน่ หมายถึง รสชาติอาหารว่าแซ่บถึงใจ” ปัจจุบัน หมูปลาร้า ก่องข้าวน้อยแซ่บแน่ เปิดให้บริการมาประมาณครึ่งปี ขายดีลิเวอรี่เป็นหลัก โดยไม่มีหน้าร้าน 7
ทุเรียน ถูกขนานนามให้เป็นราชาผลไม้ และตอนนี้ก็เป็นซีซั่นของทุเรียน ซึ่งมีให้เลือกทานหลากหลายสายพันธุ์ และหลากหลายราคา มีทั้งราคาประหยัด พ่อค้าแบ่งขายหลักสิบบาท หรือจะเป็นทุเรียนนางพญาลูกละแสนก็มีมาแล้ว ส่วนใครที่อยากซื้อทุเรียน คงจะต้องคิดหนักกับการเลือกทุเรียนกันแน่ๆ ลองอ่านเคล็ดลับการเลือกจาก เจ้าของแผงทุเรียน แล้วเชื่อว่าทำตามได้แน่นอน คุณชาลินี ลอยนุ้ย เกษตรกรชาวสวนจากจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด เจ้าของแผง นุช-นนท์ จำหน่ายทุเรียนที่ตลาดสี่มุมเมืองมา 35 ปี แนะว่า “ถ้าเป็นที่ร้าน แนะนำอยากให้เลือกลูกดำๆ ที่มันไม่ค่อยสวยและมีมดขึ้น เพราะแปลว่าลูกนั้นสุก หวาน และปลอดสารพิษ อย่างของที่ร้านลูกไหนดำๆ จะขายดีมากกว่าลูกปกติ แต่ถ้ามาตรฐานทั่วๆ ไปก็อยากแนะนำให้เลือกลูกที่ยอดหนามแห้งๆ เป็นสีน้ำตาลเข้ม แสดงว่าสุกกำลังดี” ร้านน้องฟีม เจ้าของร้าน คุณรภัสนันท์ วิจิตรเกรียงไกร สั่งสมประสบการณ์การขายทุเรียนมากว่า 10 ปี แนะว่า “ให้เลือกที่หนามสีไหม้ๆ หนามห่างๆ ถ้าใช้ไม้เคาะจะดังป๊อกๆ แปลว่าเนื้อสุกกำลังดี หรือถ้าไม่แน่ใจมาซื้อที่ร้าน ให้บอกได้เลยว่าชอบทานเนื้อแบบไหน เราสามารถเลือกให้ได้
ถ้าไม่มีความชัดเจน…คงต้องปิดร้าน เพราะวิกฤตรอบนี้ มันแย่กว่าที่ผ่านมาจริงๆ หลังจากที่ได้สัมภาษณ์กันไปตั้งแต่มีการระบาดใหม่ๆ วันนี้มีโอกาสได้กลับมาคุยกับ คุณใหญ่ – ธรณ์เทพ รัตนากร ออร์แกไนเซอร์ผู้ผันตัวมาทำขนมไทยขายในช่วงโควิด-19 อีกครั้ง เขาอัพเดตกิจการให้ฟังว่า ในช่วงหนึ่งปีที่เกิดการระบาดของโควิด-19 ด้วยสายอาชีพที่ทำเกี่ยวกับอีเว้นต์งาน ทำให้ได้รับผลกระทบและปรับตัวโดยการมาทำขนมไทยโบราณขาย “ขนมไทย” ทางรอดอดตายจากโควิด-19 ของ ออร์แกไนเซอร์หนุ่ม หลังสถานการณ์ต่างๆ เริ่มดีขึ้น ก็กลับมารับงานจัดอีเว้นต์ได้เหมือนเดิม เพียงแต่มีการเพิ่มมาตรการการป้องกันโควิด-19 เข้ามา ทำให้มีเวลาให้ธุรกิจขนมไทยน้อยลง จึงอาศัยก็ออกบู๊ธขายเสียเป็นส่วนใหญ่ “ขนมไทยกระแสดีนะครับ แต่ด้วยความที่สถานการณ์มันเริ่มกลับมาปกติ เราก็กลับไปทำงานหลักของเราเป็นหลัก แต่ขนมก็ยังไม่ได้ทิ้ง ยังทำเหมือนเดิมแต่เน้นออกบู๊ธขายมากกว่า ลูกค้าก็มีมาบอกว่า เขาอยากกินแต่ตามไปทุกงานที่เราไปไม่ได้ เลยแพลนกันกับทีมว่าจะทำเป็นร้าน แต่ก็มาจังหวะโควิดรอบ 2 ก็เลยต้องหยุดไว้กัน แต่ก็ดูๆ สถานที่เตรียมไว้” “พอรอบ 2 มันซาแ
