SMEs
จากงานสายงานธนาคารสู่การตัดสินใจเปิดร้านอาหารแบบ All Day Brunch ของตัวเองในโรงงานเก่าของครอบครัวที่ถูกทิ้งร้างนาน 30 ปี จุดเริ่มต้นของ “Sourcing Table” ไม่ได้มาจากการเป็นคนในวงการอาหาร แต่เกิดจากแพชชันและประสบการณ์ของ คุณมิงค์-ณิชกานต์ คัณธามานนท์ เธอตั้งใจสร้างมูลค่าเพิ่มให้วัตถุดิบท้องถิ่นทั่วไทยผ่านเมนูหลากหลาย พร้อมสนับสนุนผู้ผลิตรายเล็กให้เติบโตไปด้วยกัน ขณะเดียวกันยังต่อยอดพื้นที่ร้านให้กลายเป็น “Community” รวมผู้ผลิต คนทำอาหาร และคนที่มีความสนใจคล้ายกันเข้ามาเจอกัน “จุดเปลี่ยน” จากงานสายแบงก์สู่ร้านอาหาร หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ภาคภาษาอังกฤษ (BJM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโท MSCs Marketing Strategy & Innovation จาก University of London คุณมิงค์เลือกทำงานในสายงานธนาคาร ที่สร้างประสบการณ์ให้กับชีวิตในอีกรูปแบบหนึ่ง ทว่า “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการ “ทำร้านอาหาร” คือการมองอนาคตระยะยาว เธออยากทำอะไรสักอย่างที่รู้สึกเป็นของตัวเอง และมีแพชชันกับสิ่งนั้นจริงๆ รวมทั้งอยากนำประสบการณ์การท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงความชอบท
ท่ามกลางความท้าทายในโลกธุรกิจ การปรับตัวและการถอยหลังไม่ได้ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ คุณชัยวัฒน์ มาตรศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาตรศรีฟาร์ม จำกัด และผู้ก่อตั้งแบรนด์นมสดพาสเจอไรซ์ “นมเหน่อ” ผู้ที่สามารถเปลี่ยนฟาร์มขนาดเล็กให้กลายเป็นฟาร์มโคนมมาตรฐานครบวงจรระดับแนวหน้าของจังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยดูแลโคนมในฟาร์มกว่า 500 แม่รีด พร้อมตั้งเป้า 2,500 แม่รีดใน 7 ปี จากงานก่อสร้างสู่งานปศุสัตว์ เดิมคุณชัยวัฒน์ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แต่หลังจากปี 2540 ต้องเผชิญกับวิกฤต งานก่อสร้างเริ่มชะลอตัว จึงตัดสินใจเบนสายเข้าสู่งานเกษตร โดยเริ่มจากการปลูกขนุน 30 ไร่ ทว่าเมื่อเห็นวัชพืชขึ้นรกร้าง และไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายตัดทิ้งโดยเปล่าประโยชน์ จึงนำ โคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน เข้ามาเลี้ยงเพื่อช่วยกำจัดวัชพืช แต่การทำโคเนื้อกลับต้องเจอปัญหาเรื่องของปลายทางคือการจำหน่าย เนื่องจากโคเนื้อต้องใช้เวลาขุนถึง 24 เดือน แต่โดยปกติวัวจะใช้เวลาถ่ายฟัน 2 ปี ทำให้การเจริญเติบโตชะงัก จนโดนกดราคาและถูกจำกัดเรื่องโควต้าส่งแปรรูป คุณชัยวัฒน์จึงเริ่มตั้งคำถามว่า
ทำงานหาเงินมาทั้งชีวิต แต่คำถามยอดฮิตที่หลายคนไม่กล้าคิดคือ “หลังเกษียณเราต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะรอด?” ยิ่งยุคนี้คนเราอายุยืนขึ้น หรือ Longevity Risk ถ้าไม่วางแผน ระวังเงินออมจะหมดก่อนหมดลมหายใจ ลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าวันนี้เรามีค่าใช้จ่ายเดือนละ 30,000 บาท ด้วยผลกระทบของเงินเฟ้อ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า อาจจะพุ่งไปถึงเดือนละ 60,000 บาท! สรุปแล้ว ถ้าต้องใช้ชีวิตหลังเกษียณไปอีกสัก 20 ปี เราอาจจะต้องมีเงินก้อนเตรียมไว้ถึง 14.4 ล้านบาท! ที่เอ่ยมาอาจยังไม่รวมค่าหมอ ค่าซ่อมบ้าน ซ่อมรถนะ ฟังดูเป็นตัวเลขที่ชวนท้อ แต่เรื่องนี้ ทีทีบี (ttb) ได้เชิญกูรูการเงินอย่าง คุณศักดา สรรพปัญญาวงศ์ (Avenger Planner) และคุณแก๊ปเปอร์ (MoneyStudio) มาเปิดคัมภีร์ในกิจกรรม fintalk ชวนมนุษย์เงินเดือนมาสำรวจ “3 กระเป๋าเงิน” ที่เราอาจจะมีอยู่แล้ว แต่ยังดึงศักยภาพมาใช้ไม่เต็มที่ ลองมาเช็กกันดูว่าคุณมีครบไหม? จากการสำรวจค่าใช้จ่ายพื้นฐานในปัจจุบันและนำมาคำนวณผลกระทบจากเงินเฟ้อในระยะยาว ตัวอย่างเช่น หากปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 30,000 บาทต่อเดือน ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ค่าใช้จ่ายดังกล่าวอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ
บทความโดย สุภัทรา “เขาว่าฝนมันทำให้คนเหงา หรือเพราะฟ้าที่มองช่างว่างเปล่า ความอ้างว้างมันเกิดจากลมหนาว หรือดาวที่มองดูอ่อนแรง” เคยไหม วันที่ฟ้าครึ้มติดกันหลายวัน ฝนตกพรำจนแสงแดดหายไปจากชีวิต แล้วอยู่ ๆ เราก็รู้สึกเหนื่อยโดยไม่มีเหตุผล ง่วงทั้งวัน ไม่อยากเจอใคร งานที่เคยทำได้สบาย ๆ กลับหนักอึ้ง หรือจะในวันที่ลมหนาวพัดผ่านมา ความอ้างว้างในใจก็เพิ่มขึ้น มีคนที่อารมณ์เปลี่ยนไปตามฤดูกาลเช่นนี้อยู่จริง และไม่ได้เป็นแค่ความขี้เกียจ แต่ในทางการแพทย์เรียกอาการนี้ว่า Seasonal Affective Disorder หรือ SAD ภาวะซึมเศร้าชนิดหนึ่งที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล SAD คืออะไร SAD คือภาวะซึมเศร้าที่มีรูปแบบซ้ำตามฤดูกาล เริ่มและหายไปในช่วงเวลาใกล้เคียงกันทุกปี อาการมักกินเวลาราว 4-5 เดือนต่อปี แบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบหลัก 1. แบบฤดูหนาว (Winter-pattern SAD) พบได้บ่อยที่สุด อาการเริ่มช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงถึงต้นฤดูหนาว และค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง 2. แบบฤดูร้อน (Summer-pattern SAD) พบน้อยกว่า อาการเริ่มปลายฤดูใบไม้ผลิถึงต้นฤดูร้อน แต่ SAD จะแตกต่างจาก “holiday blues” หรือความเศร้า-เครียดจากเทศกา
ผู้เขียน พิมพรรณ มีชัยศรี จากความฝัน “อยากเปิดร้านอาหาร” มาตั้งแต่วัยเด็ก ทำให้ “คุณเพิร์ธ-วิรัล ธนานพตุลธร” ครูสอนทำอาหารผันตัวมาเป็นแม่ค้า เปิดร้านเบอร์เกอร์เล็กๆ “Chef Perth Station” ที่ตลาดนัดจตุจักร ก่อนสร้างไวรัลด้วยการรับออร์เดอร์ 4 ภาษา ได้แก่ ไทย จีน เกาหลี และอังกฤษ จนได้ใจลูกค้าต่างชาติ สามารถสร้างยอดขายได้ 100 ชิ้น ใน 3 ชั่วโมง จากคุณครูสู่ผู้ประกอบการ คุณเพิร์ธทำงานประจำเป็นครูสอนทำอาหารให้เด็กๆ ในโรงเรียนนานาชาติ แต่ลึกๆ แล้วเธอมีความฝันอยากเปิดร้านอาหารมาตั้งแต่วัยเด็ก จึงเลือกเปิดร้านอาหารสตรีตฟู้ดขายเบอร์เกอร์ที่ตลาดนัดจตุจักรในช่วงค่ำของวันศุกร์ถึงวันอาทิตย์ “การที่จะเปิดร้านใหญ่เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลย ทั้งงบประมาณ บุคลากร พละกำลังเรา และเวลา ตัวเบอร์เกอร์ที่มาขายสตรีตฟู้ด เป็นสิ่งที่เราทำได้เลย และเป็นเรื่องง่าย แถมมีครอบครัวเป็นกำลังสำคัญช่วยซัพพอร์ต และเบอร์เกอร์เป็นเมนูที่ใครๆ ก็ชอบ และตัวเราเองก็อยากจะส่งต่อเบอร์เกอร์ที่มีคุณภาพ รสชาติอร่อย และคุ้มค่าให้กับลูกค้า เมนูที่ร้านมีเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ และเต้าหู้ แต่ตัวซิกเนเจอร์ที่ขายดีคือ เนื้อวัวออสเตรเลียค่ะ
การไป “คอมมูนิตี้” กลายเป็นหนึ่งในไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ สะท้อนจากการเกิดใหม่ของคอมมูนิตี้มากมาย ซึ่งแต่ละแห่งล้วนมีเรื่องราวและเสน่ห์เฉพาะตัว ตั้งแต่การชุบชีวิตพื้นที่เก่าให้กลับมาคึกคักจนกลายเป็นพื้นที่พักผ่อนของผู้คน ไปจนถึงคอมมูนิตี้เล็กๆ ที่เกิดจากความตั้งใจของครอบครัวและกลุ่มคนที่มีแพสชันเหมือนกัน ชวนไปทำความรู้จัก 5 คอมมูนิตี้ ที่นอกจากจะมีร้านน่าสนใจให้แวะแล้ว ยังมีบรรยากาศและเรื่องราวที่ทำให้อยากไปสัมผัสด้วยตัวเอง SALAA Craftsman Yard – ปรีดี พนมยงค์ 15 เสน่ห์ของคอมมูนิตี้แห่งนี้คือการปรับพื้นที่ซึ่งเคยเป็นร้านขายต้นไม้ให้เป็นคอมมูนิตี้ที่เกิดจากการรวมตัวกันของลูกหลานชาวเชียงรายที่เข้ากรุงมาปักหลักในย่านสุขุมวิท ทั้ง Mui Coffee Bar ร้านกาแฟ, My Mood Matcha ร้านมัทฉะ, Anne de Pridi ร้านซาวโดวจ์โฮมเมด และ Blackbean Architect & Construction ออฟฟิศสถาปนิกและก่อสร้าง นอกจากให้บรรยากาศของความเป็นโรงเรือนแล้ว ยังได้สัมผัสรสชาติความอร่อยของร้านอันมีเอกลักษณ์ที่ได้คัดสรรมารวมไว้ในที่เดียว และยังมีมุมให้ถ่ายรูปทำคอนเทนต์ แม้จะเป็นคอมมูนิตี้เล็กๆ แต่รับร
เมื่อการย้ายไปทำงานในเมืองใหญ่มาพร้อมกับ “ความเหงา” และความพยายามในการหาเพื่อนใหม่ หลายคนอาจเลือกไปงานสังสรรค์หรือดาวน์โหลดแอปต่างๆ แต่สำหรับ Owen Akhibi Herrera วัย 27 ปี เขาเลือกชวนคนแปลกหน้ามา “วิ่ง” จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เพื่อแก้เหงาในนิวยอร์ก สู่การเป็นคอมมูนิตี้ฟิตเนสสุดฮิตที่มีผู้เข้าร่วมหลักหมื่นคน และต่อยอดงานเสริมนี้ให้กลายเป็น ธุรกิจทำเงินสูงถึง 640,000 ดอลลาร์ (ราว 23 ล้านบาท) ต่อปี บทความนี้จะพาทุกคนไปถอดบทเรียนความสำเร็จของเขาว่า ทำไม “รันคลับ” ที่มีอยู่เกลื่อนเมือง ถึงทำเงินมหาศาลได้ขนาดนี้ จุดเริ่มต้นการสร้างรายได้จาก Run Club Owen Akhibi Herrera ผู้ก่อตั้ง Peak and Pace กลุ่มรันคลับในนิวยอร์กซิตี เล่าว่า เขาใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการวางแผนจัดงานวิ่ง 5 กิโลเมตรและงานอาฟเตอร์ปาร์ตี้บนเกาะ Governor’s Island โดยตอนนั้นตนเองและทีมงานได้บรรจุสิ่งของลงในรถบรรทุกถึง 18 คัน และวางแผนจะนำขึ้นเรือข้ามฟาก แต่ทว่าในเช้าวันก่อนจัดงาน เขาได้รับโทรศัพท์แจ้งว่าเรือเสีย ทำให้รถบรรทุกติดเคว้งอยู่ที่วอลล์สตรีท ย่านธุรกิจการเงินอันพลุกพล่านของเมือง “ตอนนั้นผมกังวลเรื่องการต้อง
กระแสความนิยมอาหารจีนยังมาแรงไม่หยุด ล่าสุด YONNY แบรนด์ร้านอาหารจีนในเครือ Yu Ni Zai Yi Qi เดินหน้าบุกตลาดไทย ด้วยการเปิด 6 สาขาใหม่พร้อมกันในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ หลังสาขาต้นแบบที่เซ็นทรัลเวสต์เกต ได้รับการตอบรับดีเกินคาด โดยมีสัดส่วนลูกค้าชาวไทยมากกว่า 80% มีอัตรากลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 50% พร้อมร่วมกับ Thailand Franchise Center จัดสัมมนาการลงทุนและเปิดรับพันธมิตรแฟรนไชส์ในประเทศไทย เปิด 6 สาขาใหม่ รองรับทุกช่วงเวลาแห่งความอร่อยของคนไทยทุกกลุ่ม โดย คุณหม่า ไห่เทา กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายธุรกิจต่างประเทศ YONNY (Ma Haitao, General Manager of YONNY’s Overseas Business Division.) กล่าวว่า สาขาใหม่ทั้ง 6 แห่งตั้งอยู่ในศูนย์การค้าหลักของกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ โดยเป็นร้านขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 100 ตารางเมตรขึ้นไป บางสาขามีหน้าร้านยาวกว่า 23 เมตร และใช้รูปแบบร้านเจเนอเรชัน 6.0 ซึ่งรวมเมนูซิกเนเจอร์ ซวนไฉ่อวี๋ (Suancai Fish) หรือที่รู้จักในต่างประเทศว่า Sauerkraut Fish ซึ่งก็คือ เมนูปลาต้มผักกาดดองอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกรวมเข้ากับเมนูมินิฮอตพอต หม้อไฟขนาดเล็กที่ลูกค้าสามารถเล
กล้วยทอด เป็นเมนูที่หาทานง่าย ราคาจับต้องได้ และมีขายแทบทุกตลาด แต่ กล้วยทอดเจ๊เอม กำลังทำให้ของกินธรรมดา กลายเป็นเมนูที่คนอยากตามไปลอง เบื้องหลังไม่ได้มีแค่เรื่องสูตร แต่เป็นการวางเกมตั้งแต่ พื้นที่ คน สินค้า ไปจนถึงวิธีขาย ในขณะที่ผู้ประกอบการรายอื่นเลือกทุ่มงบหลักแสนถึงหลักล้านเพื่อแย่งชิงพื้นที่ทำเลทองในงานวัดไร่ขิง เจ๊เอมกลับเลือกแนวทางที่ชาญฉลาดกว่าด้วยการบริหารต้นทุนโดยเลือกพื้นที่ราคาหลักหมื่น แล้วใช้กลยุทธ์ดึงดูดผู้คน ด้วยการดึงศิลปินและคนดังอย่าง ต้าอู๋ห์ และโฟกัส มาร่วมสร้างสีสันในบริเวณเดียวกัน พร้อมปักหมุดแลนด์มาร์กใหม่ในชื่อ “ซอยดารา” การทำเช่นนี้ทำให้เกิดแม่เหล็กดึงดูดลูกค้าที่หลากหลาย ทั้งกลุ่มแฟนคลับดารา คนตามกระแสโซเชียล และสายกิน แทนที่จะพึ่งพาทำเลแพงๆ เจ๊เอมเลือกที่จะสร้างจุดศูนย์กลางแรงดึงดูดขึ้นมาด้วยตนเอง ก่อนเปิดขายจริงในวันที่ 1 ตุลาคม เจ๊เอมสร้างกระแสความสนใจด้วยกิมมิคป้ายหน้าบูธที่เขียนว่า “ขายหมดแล้วจ้า” แม้ร้านจะยังไม่เปิด พร้อมโลโก้ลิงถือกล้วยอันเป็นเอกลักษณ์ มุกตลกนี้ทำหน้าที่เป็น Hook ชั้นดีที่กระตุ้นความสงสัย สร้างคำถามในใจผู้บริโภคว่า “ร้านอะไร?” และ “
เริ่มต้นจากร้านยาตู้กระจก เมื่อปี 2541 ด้วยความตั้งใจให้คนในชุมชนเข้าถึงร้านยาที่ได้มาตรฐาน และช่วยลดภาระของโรงพยาบาล จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมา 28 ปี “ร้านยากรุงเทพ” เติบโตไปกว่า 80 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล พร้อมเปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง เส้นทางการเติบโตไม่ได้วัดกันแค่จำนวนสาขา แต่ยังปรับบริการให้เข้ากับพฤติกรรมของลูกค้ามากขึ้น ทั้ง Call Center, ระบบ Telepharmacy, แอปพลิเคชัน รวมถึงการเพิ่มสินค้าและขยายพื้นที่ร้านให้ตอบโจทย์การใช้บริการที่เปลี่ยนไป โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวมประมาณ 1,296 ล้านบาท “เส้นทางเศรษฐี” ชวนไปพูดคุยกับ “คุณชูวิทย์ วัยศิริโรจน์” รักษาการกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพดรักสโตร์ จำกัด ถึงเส้นทางการเติบโตของร้านยากรุงเทพ ตั้งแต่จุดเริ่มต้น การปรับตัวด้วยเทคโนโลยี ไปจนถึงแผนการพัฒนาธุรกิจในอนาคต จุดเริ่มต้น “ร้านยากรุงเทพ” “ร้านยากรุงเทพ” ก่อตั้งโดย นายแพทย์สมเกียรติ นามประดิษฐ และ คุณแก้ว วิศวกรคอมพิวเตอร์ พี่ชายของ คุณชูวิทย์ วัยศิริโรจน์ ด้วยความตั้งใจสร้างร้านยาที่ได้มาตรฐานให้คนในชุมชนเข้าถึงได้ ขณะเดียวกันยังมองไปถึงการลดภาระของโรงพยาบาล เพราะการเจ็บป่
