SMEs
ชี้เป้า! แหล่งเพาะ-จำหน่าย พันธุ์ปลาช่อนคุณภาพ โตเร็ว แข็งแรง “ปลาช่อน” เป็นปลาเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดกำแพงเพชร โดยมีเกษตรกรเพาะเลี้ยงปลาช่อน จำนวนกว่า 199 ราย มีพื้นที่ 350.6 ไร่ ถือเป็นสัตว์น้ำที่มีผลผลิตและมีมูลค่าสูงอันดับต้นของจังหวัด รองจากปลานิลและปลาดุก ทั้งนี้ พื้นที่เลี้ยงส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอขาณุวรลักษบุรี จำนวน 4,406 ไร่ “โดโด้พันธุ์ปลา” เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาช่อน ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 24/2 หมู่ที่ 6 ตำบลสลกบาตร อำเภอขาณุวรลักษบุรี จังหวัดกำแพงเพชร แล้วยังเพาะพันธุ์ปลาชนิดอื่นอีก อาทิ ปลาดุก ปลาสลิด และปลาหมอ ฯลฯ พร้อมแปรรูป มีตลาดลูกค้าสั่งจองทั่วประเทศ โดยมี คุณอนุชา บุญสินชัย หรือ คุณเดี่ยวเป็นเจ้าของ คุณอนุชา บุญสินชัย หรือคุณเดี่ยว แต่เดิมคุณเดี่ยวช่วยครอบครัวภรรยาทำไร่ ทำนา อยู่หลายปี มองว่าอาชีพที่ทำอยู่ไม่ได้สร้างฐานะให้ดีขึ้นหรือยั่งยืนดีพอ จึงพยายามมองหาอาชีพเกษตรอื่น ขณะเดียวกัน ทางครอบครัวภรรยาได้เลี้ยงปลาช่อนขายด้วย จึงทำให้คุณเดี่ยวลองหันมาเลี้ยงปลาช่อนอย่างจริงจัง ระหว่างนั้นคุณเดี่ยวมองอีกว่า การเลี้ยงปลาช่อนขายต้องไปหาซื้อลูกพันธุ์ปลามา ตัวละ 3 บาท เลี้ยง
การเลี้ยงหอย นับเป็นอีกหนึ่งอาชีพของชาวบ้านจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่นิยมทำกัน ทั้งนี้เพราะพื้นที่หลายอำเภอติดกับอ่าวบ้านดอน อ่าวบ้านดอน เป็นอ่าวขนาดใหญ่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ ทั้งนี้ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ และสภาพความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ รวมไปถึงแร่ธาตุทางอาหารและผลผลิตทางชีวภาพ จึงเป็นแหล่งสะสมอาหารที่มีประโยชน์ต่อสัตว์น้ำทางทะเลทางเศรษฐกิจหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา กาญจนดิษฐ์ เป็นหนึ่งในหลายอำเภอที่อยู่ในอ่าวบ้านดอน ชาวบ้านในอำเภอนี้ส่วนใหญ่จึงประกอบอาชีพประมงทั้งขนาดเล็กและใหญ่ด้วยความสด อร่อยและมีอาหารทะเลให้เลือกมากมาย จึงทำให้บรรดานักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศต่างชื่นชอบมารับประทานอาหารทะเลของจังหวัดนี้เมื่อมีโอกาส ดังนั้น ชาวบ้านบริเวณอ่าวบ้านดอนจึงมีอาชีพทำประมงกันเสียส่วนใหญ่ ภาพรวมการทำอาชีพประมงของชาวบ้านในอำเภอกาญจนดิษฐ์ มีทั้งการทำประมงน้ำจืดและประมงในทะเล สำหรับสัตว์น้ำที่เลี้ยงมีทั้งกุ้ง ปลากะพงขาวในบ่อดิน และในกระชัง ส่วนการเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลตามพื้นที่อนุญาตจะมีฟาร์มเลี้ยงหอยแครง หอยนางรม และหอยแมลงภู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งหอยนางรมถือเป็นตั
บ้านสวนเมล่อน อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา สวนเมล่อนขนาด 4 ไร่ ที่ใครๆ ก็ต้องมาลองชิมเมล่อนสักครั้ง ด้วยเอกลักษณ์พิเศษของสายพันธุ์เมล่อนที่มีทั้งหวานกรอบ และหวานเนื้อนุ่ม รวมถึงการปลูกที่ใส่ใจและปลอดภัยจากสารเคมี 100% นางสาวปคุณา บุญก่อเกื้อ (แก้ว) เกษตรกรรุ่นใหม่ (YSF) เจ้าของสวน “บ้านสวนเมล่อน” ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นของสวนแห่งนี้ว่า เกิดจากความต้องการปลูกเมล่อนให้สามี จึงลงมือปลูกและลองผิดลองถูกด้วยตนเองจากการเสิร์ชกูเกิ้ลตั้งแต่การเริ่มต้นสร้างโรงเรือนจนถึงการเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตเมล่อนจนกระทั่งค้นพบวิธีการสร้างโรงเรือนและการปลูกเมล่อนที่เหมาะสม ทำให้มีผลผลิตเมล่อนสำหรับขายมากขึ้นเรื่อยๆ และค่อยๆ ขยายการปลูกเมล่อนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีทั้งหมด 17 โรงเรือนแล้วในระยะเวลาเพียง 2 ปี ทั้งนี้บ้านสวนเมล่อนไม่ได้ปลูกแค่เมล่อนเท่านั้น แต่เป็นสวนผสมผสานมีทั้งพืชผักสวนครัวและพืชอื่นๆ ที่เจ้าของสวนชื่นชอบ อาทิ ตะไคร้ ใบกะเพรา ถั่วฝักยาว มะเขือเทศราชินีเหลือง ข้าวโพดหวาน ฮอกไกโด เห็ด ฯลฯ ปลูกร่วมด้วยเสมือนว่ามีตู้เย็นธรรมชาติอยู่ในบ้าน ในกระบวนการผลิตของสวนบ้านเมล่อนจะไม่ใช้สารเคมีในการกำจ
เดินชม-ชิม “ตลาดโบราณ” เมืองศรีสะเกษ อิ่มจัง หมดตังค์ ไปนิดเดียว! ตั้งแต่สมัยโบราณ จะสังเกตได้ว่า หากมีวัดอยู่ที่ใด ข้างๆ กันนั้นแทบต้องมีตลาดนัด ไม่ว่าจะเป็นตลาดน้อยใหญ่อยู่ใกล้ๆ แม้ยุคสมัยจะเปลี่ยน มีตึกแถวอาคารมากขึ้น แต่ภาพตลาดนัดอยู่ใกล้บริเวณวัด ยังมีให้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน ศรีสะเกษ เป็นจังหวัดที่มีวัดดังมากมายจังหวัดหนึ่งเลยทีเดียว วันก่อน “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้มาทำบุญที่วัดพระธาตุสุพรรณหงส์ หรือ วัดบ้านหว้าน วัดดังวัดหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ สังเกตเห็นว่าใกล้ๆ กันนั้น มีซุ้มขายของอยู่หลากหลาย แต่กลับไม่มีคนขายอยู่ที่ร้านเลยสักคน ตลาดที่เห็น คือ ตลาดโบราณ เป็นตลาดเล็กๆ ที่ชาวบ้านอาศัยพื้นที่ของวัดเพียงน้อยนิด มาตั้งแผงขายของกัน และแม่ค้า-พ่อค้าส่วนใหญ่ เป็นชาวบ้านที่เมื่อทำบุญเสร็จ จึงเดินมานั่งขายของกัน จุดเด่นของตลาดแห่งนี้ คือ การใช้ของจากธรรมชาติ อีกทั้งอาหารที่มาขาย เป็นอาหารพื้นเมืองตามฤดูกาล เช่น กลอยนึ่งห่อด้วยใบจาน ขนมตดหมา เป็นต้น อีกทั้งยังมี ผักสด ของสด อาหารคาวหวานต่างๆ และน้ำสมุนไพร ขายเหมือนตลาดนัดทั่วๆ ไป ราคาอาหารก็ถูกแสนถูก เริ่มต้นที่
ส่องเส้นทาง น้ำพริกพันล้าน “พันท้ายนรสิงห์” นับหนึ่งจาก…รถเข็น ความ “มั่งคั่ง และ “มั่นคง” ของธุรกิจน้ำพริกมูลค่านับพันล้านบาท ภายใต้แบรนด์ “พันท้ายนรสิงห์” มีจุดเริ่มต้นเกิดขึ้นเมื่อราว 50 ปีที่แล้ว จากบรรพบุรุษ รุ่นพ่อ-แม่ ซึ่งมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ อดทน ขยัน และบากบั่น มากพอที่จะ ให้รุ่นลูก-หลาน ยึดถือเป็นแบบอย่างและสานเจตนารมณ์ต่อมาจนถึงวันนี้ จากทำกันอยู่ “ครัวหลังบ้าน” มาถึงปัจจุบัน กิจการเติบโตเป็น บริษัท อุตสาหกรรมพันท้ายนรสิงห์สินค้าพื้นเมือง จำกัด ในฐานะเจ้าของสินค้าในกลุ่มเครื่องปรุงรสและเครื่องจิ้มนานาชนิด ภายใต้เครื่องหมายการค้า “ตราพันท้ายนรสิงห์” มีโรงงานผลิตตั้งบนที่ดินกว่า 80 ไร่ อยู่ริมถนนใหญ่ เขตตำบลกาหลง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ปัจจุบันผลิตภัณฑ์แบรนด์ “พันท้ายนรสิงห์” นับร้อยรายการ ถูกส่งออกไปจำหน่ายไปขายยังต่างแดน กว่า 50 แห่ง นับตั้งแต่ กลุ่มประเทศในทวีปยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รวมทั้งประเทศแถบโซนเอเชียด้วย เข็นข้าวเกรียบขาย จากมหาชัย-กทม. คุณสุนทร วัฒนาพร ประธานกรรมกา
ทำกิน-ทำขาย-อาจรวย “ข้าวอัญชันผัดปลาทู” อร่อย ประโยชน์ดีงาม “อัญชัน” พืชสมุนไพร มีสรรพคุณดีงามหลายอย่าง ช่วยบำรุงสายตา ป้องกันตาเสื่อม ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น วันนี้ “อภัยภูเบศร เดย์ สปา” มีเมนูเรียบหรูดูดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพมานำเสนอ ท่านใดจะลองนำไปทำทาน ทำขาย ได้ทั้งนั้น ข้าวผัดอัญชันปลาทูทอด ส่วนผสมและเครื่องปรุง ข้าวสารหอมมะลิ น้ำดอกอัญชันเข้มข้น ปลาทูนึ่งตัวขนาดกลาง ทอดให้เหลือง แกะเอาแต่เนื้อ 1 ตัว ถั่วพูฝักขนาดกลาง 3 ฝัก กระเทียมจีนกลีบใหญ่ 4 กลีบ พริกขี้หนูสวนสีเขียวแดง 5 เม็ด หอมแดง 2 หัว น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ น้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ มะนาว 1 ซีก วิธีทำ นำดอกอัญชันสดมาล้างน้ำให้สะอาด แล้วขยำกับน้ำพอประมาณ จากนั้นกรองเอาแต่น้ำ นำข้าวสารที่เตรียมหุงมาซาวน้ำทิ้งไปก่อน เมื่อได้น้ำอัญชันจากการกรองก็เทลงไปเท่ากับที่จะหุงข้าวตามปกติ 2.นำปลาทูไปทอดให้เหลืองหอม แล้วแกะเอาแต่เนื้อ 3.นำถั่วพูมาซอยเฉียงๆ พริกขี้หนูซอยละเอียด ส่วนหอมแดงกับกระเทียมนำมาซอยบางๆ 4.จากนั้นตั้งกระทะบนเตาไฟ ใช้ไฟปานกลาง พอน้ำมันเริ่มร้อนใส่กระเทียมลงไปเจียว พอกระเทียมเริ่มเหลืองก็ใส่ปลาทู
พาไปรู้จัก “คล้า” ต้นไม้เนื้ออ่อน คนอีสานมักใช้สานกระติ๊บ ถูกสาวเจนวายดีไซน์โฉมให้ทันสมัย ใช้งานได้หลากหลาย ถูกจริตผู้หญิงยุคใหม่ ตระเวนออกบู๊ธขายตามงาน รายได้ดีกว่าเพื่อนที่ทำงานประจำ ระยะหลังมานี้ ได้เห็นคนรุ่นใหม่หลายคน เรียนจบปริญญาตรี มุ่งหน้าบ้านเกิด ยึดอาชีพของบรรพบุรุษ โดยตั้งใจว่าจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ สินค้า ของครอบครัวให้ก้าวล้ำไปอีก เช่นเดียวกับ คุณพัชรพร แก่นนาคำ วัย 27 ปี ผู้ผลิตกระเป๋าคล้า จากอำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ เธอเรียนจบเทคโนโลยีสาขาออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ออกแบบเฟอร์นิเจอร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พอเรียนจบปุ๊บ ก็ไม่ได้ร่อนใบสมัครงานเป็นมนุษย์เงินเดือนเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ แต่กลับมายึดอาชีพดั้งเดิมของครอบครัว นั่นคืองานหัตถกรรมจากคล้า คล้า เป็นไม้เนื้ออ่อน ขึ้นเป็นกอ นำมาจักสานเป็นเสื่อ แต่คนทางภาคอีสาน มักนำมาสานกระติ๊บ ซึ่งครอบครัวของคุณพัชรพร ก็สานกระติ๊บ เสื่อ กระเป๋า เป็นหลัก เมื่อเธอเข้ามาทำ ก็พยายามดัดแปลงรูปแบบให้ทันสมัย จับกลุ่มวัยรุ่นมากขึ้น อีกทั้ง เศษเล็กเศษน้อยของวัตถุดิบ ก็นำมาทำกระเป๋าใบเล็กๆ พวงกุญแจ ราคาก็ถูกลง ซื้อง่ายขายคล่องขึ
จากนักศึกษาที่หลงรักกล้วยไม้รองเท้านารี สะสม 2 ปี ต่อยอดเป็นธุรกิจ ขายราคาตั้งเเต่หลักร้อย จนถึงพัน ส่งลูกค้าต่างประเทศ ปลูกขายได้ทั้งปี รายได้ประจำของผู้ชายที่รักเกษตร รองเท้านารี เป็นกล้วยไม้กึ่งดินในสกุล Paphiopedilum มีแหล่งกำเนิดอยู่ในเขตอบอุ่น และเขตร้อนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดีย ฟิลิปปินส์ พม่า มาเลเซีย และในประเทศไทยพบกล้วยไม้ชนิดนี้ขึ้นอยู่ในป่าทั่วไป ลักษณะเด่นของไม้ชนิดนี้มีรูปร่างคล้ายกับรองเท้าของสตรี และรองเท้าไม้ของชาวเนเธอร์แลนด์ กระเป๋าของรองเท้านารีมีรูปร่างลักษณะและสีสันที่แตกต่างกันไปตามชนิดพันธุ์ จึงทำให้มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณชนินทรี สองเมือง อยู่บ้านเลขที่ 96 หมู่ที่ 4 ตำบลเมืองก๋าย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้ที่ชื่นชอบการปลูกกล้วยไม้รองเท้านารี นำมาพัฒนาสายพันธุ์ด้วยการผสมพันธุ์เอง ตลอดไปจนถึงดูแลไม้ให้มีคุณภาพ จำหน่ายเป็นอาชีพสร้างรายได้พร้อมความสุขที่ได้ทำในสิ่งที่รักได้เป็นอย่างดีทีเดียว คุณชนินทรี จบการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาพืชสวน คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยที่ยัง
หลายคนเมื่อได้ยินแล้วอดนึกขำ หัวเราะว่า นอนนาแก้จนได้อย่างไร วันนี้มีโอกาส เดินทางไปตามคำบอกของชาวบ้านว่า มีผู้ทำโครงการนอนนาแก้จน มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการและนำไปเป็นตัวอย่าง ที่บ้านบัว พบกับเจ้าของสวนและโครงการ หลังทักทายกันแล้ว ก็พาเที่ยวชม ดร.พลังพงศ์ คำจวง กรรมการบริหาร ศูนย์อุตสาหกรรมบัวแก้วธานี อยู่บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 5 บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าถึงความเป็นมาของโครงการชวนนอนนาแก้จนว่า แต่เดิมก็ทำนา ทำสวน หลังจากเรียนหนังสือจบก็เคยคิดที่จะทำงานราชการ แต่ชีวิตก็ไปทำธุรกิจหลายอย่าง และสุดท้ายก็มาทำโรงงานตัดเสื้อผ้า และผลิตถุงกอล์ฟส่งประเทศญี่ปุ่น แต่จากปัญหาภาวะเศรษฐกิจจึงหยุดไปช่วงหนึ่ง แต่ยังคงผลิตเสื้อผ้าเช่นเดิม ในช่วงนั้นก็หันมาลงเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกเทศบาลตำบลบัวสว่าง และเนื่องจากมีแนวคิดโครงการช่วยชาวบ้าน จึงคิดโครงการ “นอนนาแก้จน” ขึ้น พร้อมกับโครงการขยายไฟฟ้า เพื่อเป็นฐานของการทำโครงการ ต่อมาได้ลงมือทำเองเพื่อเป็นการนำร่อง ให้ชาวบ้านเห็น ฟื้นวิถีชีวิตชุมชน คนในหมู่บ้าน หันมาทำจริงจัง พร้อมยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเ
“ป้าเขียว” เจ้าของร้านอาหารดังศรีสะเกษ เผยเคล็ดลับความสำเร็จ “ก็แค่…อดทน” หากใครมาเที่ยวที่จังหวัดศรีสะเกษ นอกจากจะมาเที่ยวผามออีแดง ชมปราสาทวัดสระกำแพงใหญ่ ไหว้พระดังอย่าง หลวงพ่อโต ส่วน “ร้านอาหาร” เป็นอีกหนึ่งสิ่ง ที่เมื่อมาศรีสะเกษ แล้วได้แวะฝากท้องสักครั้ง ต้องอยากกลับมาอีก “ร้านสีเขียว” ดีกรีเป็นถึงร้านอาหารเจ้าดังของจังหวัดศรีสะเกษ มี คุณพวงแก้ว อาชวินรุจิรดา หรือ “ป้าเขียว” วัย 64 ปี เป็นเจ้าของร้านอาหารอีสานพื้นเมืองแห่งนี้ ป้าเขียว เล่าให้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ฟังว่า ร้านสีเขียว เปิดมาได้ 32 ปี ชื่อร้านมาจากชื่อของป้าเขียวที่เป็นคนผิวคล้ำ เมื่อก่อนมีอาชีพเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้เด็กประถมฯ แต่ทำได้หนึ่งปีลาออก เพราะรู้สึกว่าทำแล้วไม่ใช่ ออกมาเปิดร้านรับซักรีด ขายของชำ แต่เป็นอาชีพที่ทำแล้วเหงา จึงมีพี่ที่นับถือ มาชวนทำแจ่วฮ้อนเนื้อ ขายอยู่ 2 ปี จึงรู้ว่าลูกค้าไม่ได้นิยมทานเนื้อกันมากเท่าไหร่ เลยเพิ่มรายการอาหารอีสานเมนูอื่นๆเข้ามา สูตรอาหารทั้งหมดเป็นสูตรของป้าเขียว ผลตอบรับที่ได้ค่อนข้างดี แน่นอนว่าการทำอะไรก็แล้วแต่ ย่อมมีอุปสร
