SMEs
“ปลูกผักแลกค่าเทอม” เป็นโครงการยุทธศาสตร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ ในการนำความรู้ ภาคทฤษฎีมาทำการผลิตพืช ผัก ผลไม้ ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา/นักวิชาการทำหน้าที่พี่เลี้ยง นำเทคนิค องค์ความรู้ มาสอนแนะแก่นักศึกษา ซึ่งมาจากทุกคณะ ทุกชั้นปี ที่สนใจ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แบ่งเบาภาระให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองในค่าเล่าเรียน ปัจจุบันมีนักศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมในโครงการจำนวน 467 คน จาก 11 คณะ สำหรับโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคนิคทางการเกษตรจากการปฏิบัติงานจริงนอกห้องเรียน รวมทั้งมีรายได้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการลงทะเบียนเรียน ขณะที่ทางคณะและสำนักได้บูรณาการการเรียนการสอน เพื่อการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ ทั้งยังเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการผลิตสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ป้อนเข้าสู่กาดแม่โจ้ 2477 ผลการดำเนินงานในภาคเรียนที่ผ่านมา (ภาคเรียนที่ 2/2559) นักศึกษาสามารถจำหน่ายผลผลิตที่ผลิตจากพื้นที่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย จัดสรรให้ดำเนิน
จั๋งเป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาปลูกประดับตกแต่งภายในและภายนอกอาคาร เพราะด้วยความสวยงาม ทนทาน ขนาดของต้นไม่ใหญ่มากและมีความสามารถในการช่วยปรับสภาพอากาศ ช่วยดูดไอระเหยของสารเคมีต่างๆได้ดีเท่าต้นหมากเหลือง ทำให้ต้นจั๋งได้รับความนิยมนำมาปลูกประดับตามอาคารสถานที่ต่างๆซึ่งปัจจุบันแหล่งผลิตต้นจั๋งในบ้านเรานั้นมีให้เห็นอยู่ทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะชุมชนหมู่บ้านแคร่ ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง หมู่บ้านแคร่เป็นหมู่บ้านเล็กๆตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ตำบลบ้านเป้า อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง มีชื่อเสียงและความชำนาญในเรื่องการเพาะขยายพันธุ์ต้นจั๋งที่มีคุณภาพเป็นที่รู้จักและเป็นที่ต้องการของตลาดในจังหวัดและต่างจังหวัด ซึ่งในแต่ละปีนั้นสามารถทำรายได้ให้กับชุมชนได้มากกว่ารายได้จากการปลูกพืชหลักที่ทำอยู่ รับซื้อจำหน่ายเป็นไม้ประดับ สร้างรายได้เป็นเท่าตัว จั๋งเดิมที่เป็นพืชที่คนในอำเภอลองจังหวัดแพร่นำยอดอ่อนมาปรุงเป็นอาหารรับประทาน ซึ่งจะมีรสชาติขมเล็กน้อยคล้ายกับหวาย ในขณะที่คนในชุมชนมองว่าต้นจั๋งเป็นพืชที่นำมาปรุงเป็นอาหารได้นั้น คุณศรีรัตน์ วงค์สุนะได้มองเห็นว่าต้นจั๋งนั้นสามารถนำมาปลูกใ
“ทุเรียนน้ำกะทิ นวัตกรรมการแปรรูปใหม่ล่าสุด อีกความสำเร็จบ่งบอกความก้าวหน้าของเกษตรกรไทยก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก” คุณพุทธไนย ตันมณี เลขที่ 77 หมู่ที่ 12 ตำบลแก่งหางแมว อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี เกษตรกรผู้คิดค้นและวิจัยผลิตภัณฑ์ทุเรียนน้ำกะทิเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในโลก เล่าถึงประวัติความเป็นมา กว่าจะมีทุกวันนี้ได้ว่า “ผมเรียนจบจากคณะศึกษาศาสตร์ เอกพละศึกษา ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน หลังจากเรียนจบ ผมได้เข้าทำงานที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกรได้ 2 ปี ถือว่ามีความรู้เรื่องข้าวระดับหนึ่ง จึงเอาความรู้ที่มีมาประกอบอาชีพทำข้าวถุงจำหน่ายช่วงปี พ.ศ. 2530 ช่วงนั้นถือว่าประสบความสำเร็จมาก แต่ก็ต้องเลิกรากิจการไปเพราะมีปัญหาลูกค้าไม่ยอมจ่ายค่าสินค้า” เมื่อต้องผิดหวังกับธุรกิจค้าข้าว หลังจากนั้น จึงหันหลังให้อาชีพค้าขายไปทำงานสวนแทน โดยได้ไปซื้อที่ทำสวนอยู่ที่อำเภอแก่งหางแมว จังหวัดจันทบุรี ปลูกไม้แบบผสมผสาน ปลูกมังคุด ลองกอง สวนป่า พืช สมุนไพร และทุเรียนอินทรีย์ เริ่มทำสวนจริงจังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ปลูกแบบขายผลผลิตไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตฟองสบู่แตก คนกลับบ้านมาทำสวนกันเ
“ปลูกผักแลกค่าเทอม” เป็นโครงการยุทธศาสตร์หนึ่งของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ ในการนำความรู้ ภาคทฤษฎีมาทำการผลิตพืช ผัก ผลไม้ ไข่ เนื้อสัตว์ ปลา โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษา/นักวิชาการทำหน้าที่พี่เลี้ยง นำเทคนิค องค์ความรู้ มาสอนแนะแก่นักศึกษา ซึ่งมาจากทุกคณะ ทุกชั้นปี ที่สนใจ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แบ่งเบาภาระให้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองในค่าเล่าเรียน ปัจจุบันมีนักศึกษาที่สมัครใจเข้าร่วมในโครงการจำนวน 467 คน จาก 11 คณะ สำหรับโครงการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคนิคทางการเกษตรจากการปฏิบัติงานจริงนอกห้องเรียน รวมทั้งมีรายได้เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองในการลงทะเบียนเรียน ขณะที่ทางคณะและสำนักได้บูรณาการการเรียนการสอน เพื่อการสร้างบัณฑิตที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถ ทั้งยังเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคม และเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการผลิตสินค้าสำหรับผู้บริโภคที่รักสุขภาพ ป้อนเข้าสู่กาดแม่โจ้ 2477 ผลการดำเนินงานในภาคเรียนที่ผ่านมา (ภาคเรียนที่ 2/2559) นักศึกษาสามารถจำหน่ายผลผลิตที่ผลิตจากพื้นที่ภายในบริเวณมหาวิทยาลัย จัดสรรให้ดำเนิน
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่กลุ่มธุรกิจไลน์สติ๊กเกอร์มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดและสามารถสร้างสถิติใหม่ให้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นยอดดาวน์โหลดไลน์สติ๊กเกอร์เฉพาะในไตรมาสแรกของปีนี้ เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้นถึง 52% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ในขณะที่ตลาด LINE CREATORS MARKET ก็ได้สร้างสถิติใหม่ด้วยจำนวนครีเอเตอร์ที่เพิ่มสูงขึ้นกว่า 200% จากปีที่ผ่านมา รวมแล้วมีจำนวนครีเอเตอร์สติ๊กเกอร์คนไทยแล้ว 340,000 คน ด้วยจำนวนครีเอเตอร์และยอดการดาวน์โหลดสติ๊กเกอร์ที่มากขึ้นนี้เอง ทางไลน์จึงมีการมอบรางวัล LINE STICKERS AWARDS 2018 ให้กับสุดยอดสติ๊กเกอร์ที่มีความโดดเด่นสูงสุดใน 7 สาขา ได้แก่ 1. รางวัลสุดยอดความร่วมมือแห่งปี (Best Collaboration Sticker Award) สติ๊กเกอร์ Jumbooka x GMM ซึ่งเป็นการรวมเอาจุดแข็งของทั้ง 2 ฝ่าย คือ คาแร็กเตอร์สุดปัง Jumbooka กับเพลงสุดฮิตของ GMM 2. รางวัลสติ๊กเกอร์หน้าใหม่ยอดนิยมแห่งปี 2017/2018 (New Face Best Seller 2017/2018 Award) สติ๊กเกอร์ ขิง ขิง & หมูเด้ง เป็นคาแร็กเตอร์ที่โด่งดังมาจาก
ไม่น่าเชื่อว่า จากจุดเริ่มต้นของผู้บริหารสาวที่ “แพ้นมวัว” จะก้าวมาสู่ธุรกิจ นมอัลมอนด์สัญชาติไทย “137 ดีกรี” ส่งออก 30 ประเทศทั่วโลก ครองใจผู้บริโภคตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ เป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ที่แพ้นมวัวทั่วโลก 137 ดีกรี แบรนด์นี้มีที่มาจากแพ้นมวัว คุณอริสรา กุลปิยะวาจา หรือ คุณพีช ผู้บริหารสาวรุ่นใหม่ไฟแรงวัย 29 ปี กรรมการผู้จัดการ และผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ บริษัท ซิมเพิ้ล ฟู้ดส์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมอัลมอนด์ แบรนด์ 137 ดีกรี ก่อตั้งเมื่อปี 2558 ที่มาของ 137 ดีกรี สืบเนื่องมาจากการแพ้นมวัว “พีชพยายามหาทางเลือกใหม่ให้กับตัวเอง จนเมื่อ 2 ปีก่อน สรรหาธัญพืชหลากชนิดมาทำนม กระทั่งได้สูตรที่อร่อยลงตัว เป็นนมอัลมอนด์ ใครผ่านไปผ่านมาที่บ้าน จะแวะเวียนให้พีชทำให้กินอยู่เสมอ” ซึ่งในขณะนั้น นมอัลมอนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย คุณพีชจึงทดลองทำใส่ขวดแก้วฝากขายตามร้านต่างๆ ได้รับการตอบรับที่ดี แต่มีปัญหาสินค้าอายุสั้น จึงเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์เป็นรูปแบบบรรจุกล่องมาตรฐาน UHT ในแบบปัจจุบัน แต่กว่าจะถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณพีช เผยสั้นๆ ว่า ช่วงแรกมีแค่ตนกับฝ่ายบัญชีเท่าน
เมื่อร่วมสิบปีที่แล้วได้เขียนบทความเรื่อง ว่านนางคุ้ม ตัดดอกเชิงการค้า : คุ้มหรือไม่คุ้ม! ลงในเทคโนโลยีชาวบ้าน วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ฉบับที่ 433 เพื่อเล่าประสบการณ์ที่ตั้งใจจะทำช่อดอกว่านนางคุ้มแบบไม้ตัดดอก แต่ได้สรุปเล่าหรือบันทึกไว้ว่า ไม่คุ้มครับ ด้วยฝนหลังสงกรานต์ ไม้หัวประเภทต่างๆ เช่น ว่านสี่ทิศสีสันต่างๆ ทั้งพันธุ์ในและนอกประเทศ ว่านนางคุ้ม และอื่นๆ กำลังแทงช่อทะลุทะลวงดินโผล่ชูก้านช่อแล้วเริ่มบานหรือกำลังจะบานอย่างสวยงาม หลังจากที่ได้ทิ้งใบไปตามธรรมชาติ หลังหมดฝนเข้าหนาวปีที่แล้ว เห็นช่อนางคุ้มกำลังแทงช่อยังไม่แจกดอกบานออกมาที่ใต้ต้นลำดวนที่บ้าน ทำให้นึกถึงศักยภาพของเขาที่ควรจะมีการพัฒนาสายพันธุ์ คัดฟอร์มดอก ความแน่นช่อดอก จำนวนดอก ฯลฯ เพื่อการค้า สำหรับทำไม้กระถาง แต่ที่ผ่านมาก็ไม่มีใครเหลียวแลมาวิจัยหาข้อมูลเพื่อส่งเสริมพี่น้องชาวสวนไม้ดอกไม้ประดับเรา ทั้งๆ ที่ศักยภาพในเชิงการทำตลาดไม้กระถางเพื่อใช้จัดสวนหนึ่ง หรือประดับในอาคารหนึ่ง ของว่านนางคุ้มนี้มหาศาลครับ อีกทั้งในอดีต เมื่อไปตามสถานที่ที่มีการจัดสวน หรือโรงแรมที่พักที่มีการปลูกประดับสวนหย่อม หรือใส่กระถางตั้งโชว์
จริงอยู่การปลูกมะม่วงของชาวสวนมะม่วงไทยในเชิงพาณิชย์ปัจจุบันนี้ แทบทั้งหมดจะปลูกพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เนื่องจากผลิตเพื่อการส่งออกเกือบทั้งหมด โดยมีการส่งไปขายในรูปแบบของผลสด แช่แข็ง ฟรีซดราย ฯลฯ เป็นที่สังเกตว่าพื้นที่ผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกหลักๆ จะอยู่ที่ จังหวัดฉะเชิงเทรา นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์ อุดรธานี พิจิตร สระแก้ว สุพรรณบุรี ฯลฯ ยังมีการขยายพื้นที่ปลูกเพิ่มเติมขึ้นอีกมาก โดยเกษตรกรไม่มีการตรวจสอบเรื่องการตลาดในอนาคตให้ดีเสียก่อน เช่นเดียวกันกับที่ “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (081) 901-3760 ก็ปลูกมะม่วงไทยหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง สุดท้ายได้เปลี่ยนยอดเป็นมะม่วงพันธุ์อาร์ทูอีทูทั้งสวน เพื่อผลิตในเชิงการค้า สร้างปริมาณสินค้าที่มากพอ เพราะมีพ่อค้ามารับซื้อเพื่อการส่งออกทั้งหมด และได้ราคาดีไม่แพ้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ำดอกไม้สื์ทูอีทูทั้งสวน เพราะมีพ้อค้ามารับซือีกทั้งมีราคาดีตลอดฤดูกาล แม้จะเป็นช่วงที่มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมีราคาตกต่ำในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดมากๆ ซึ่งก็จำหน่ายได้ กิโลกรัมละประมาณ 30-80 บาท (ซึ่งราคาจะปรับตัว
คุณพาณี วงษ์เวียงจันทร์ คือ ผู้ประกอบการ ที่คิดนำ “ของดี”แต่และภูมิภาค อย่าง เสื่อกระจูด งานฝีมือของทางภาคใต้ มาผสมผสานกับผ้าทอของไทย จนได้ออกมาเป็น “รองเท้าแฟชั่นผ้าไทย” ภายใต้แบรนด์ 7-DAYs (เซเว่น เดย์) ออกวางจำหน่ายทั้งปลีก-ส่ง จนเป็นที่ถูกอกถูกใจลูกค้าทั้งไทยและเทศมานักต่อนักแล้ว แต่กว่าจะได้โอทอป 4 ดาว ในปี 2553 และล่าสุด ขึ้นแท่น “ผลิตภัณฑ์เด่น”ของจังหวัดนนทบุรีนั้น เจ้าของเรื่องราวคราวนี้ เอ่ยปากในตอนต้นของบทสนทนาว่า “ไม่ง่ายเลย” พร้อมย้อนความเป็นมาให้ฟัง ก่อนหน้านี้ เคยเป็นครูธุรการฝ่ายการเงินในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ทำอยู่หลายปี กระทั่งมีความคิดอยากทำธุรกิจของตัวเอง ในราวปี 2544 จึงลาออกมาค้าขายแบบรับมา-ขายไป ขายสารพัดทั้งเสื้อผ้า เฟอร์นิเจอร์ไม้ ฯลฯ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมักเจอปัญหาขายตัดราคากัน เลยลองเริ่มใหม่ ไม่หวังคอยแต่รับของคนอื่นมาขายแล้ว แต่จะผันตัวเป็นผู้ผลิตเอง คุณพาณี เจ้าของกิจการฯ แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่รู้ว่าจะผลิตอะไรดี กระทั่งมาพบคุณป้าท่านหนึ่ง ซึ่งกำลังถักเชือกสานทำเป็นรองเท้าแตะขายอยู่ริมทางเท้า จึงเข้าไปสอบถาม จนทราบขั้นตอนการทำคร่าวๆ แถมคุณป้าท่านนั้
ผมไปเที่ยวจังหวัดลำพูนเที่ยวนี้ พรรคพวกพาไปกินอาหารกลางวันที่บ้านของ ลุงบัณฑิต บุญมาลัย เป็นบ้านที่ตั้งอยู่ที่ 95 หมู่ 5 ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ที่พรรคพวกพาไปกินกลางวันที่นี่ก็เพราะ นอกจากได้กินอาหารพื้นเมืองรสชาติดีแล้ว ยังได้กินผักสดๆ ที่เพิ่งเก็บ ที่สำคัญ ปลอดสารพิษอีกต่างหาก ร้านอาหารที่ว่านี้จะว่าเป็นร้านก็ไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะไม่ได้เปิดเป็นร้าน แต่ได้จัดให้ลูกค้ากินอาหารกันที่บ้าน ซึ่งเป็นเรือนไม้ 2 ชั้น มองไปโดยรอบในบริเวณบ้าน สิ่งที่ได้เห็นก็คือ พืชผักสวนครัวเต็มไปหมด ตอนไปกิน กำลังหิวไม่ได้เดินดู แต่หลังจากกินอาหารเสร็จแล้ว เราถือโอกาสเดินดูพืชผักสวนครัวที่มีอยู่ทั่วบริเวณบ้าน แม้ริมรั้วก็ยังมีชะอม ตำลึง และกระถิน เป็นสวนครัวที่ลุงบัณฑิตปลูกลงกระถางบ้าง ยกร่องปลูกลงบนดินก็มีไม่น้อย พืชผักสวนครัวที่มองเห็นแล้วรู้จักชื่อทันทีโดยไม่ต้องให้เจ้าของบ้านบอกก็มี พริก ทั้งดอกเล็กดอกใหญ่ มะเขือ ทั้งเป็นพวงและมะเขือเปราะ มะเขือเทศก็มีหลายสิบต้น เป็นทั้งมะเขือเทศลูกเล็กๆ สีแดงจัดและลูกโต ตะไคร้ก็มีหลายกอ สะระแหน่ปลูกใส่โฟมหลายลัง ผักโขม ผักคะน้า กะหล่ำปลี ลุงก็ปลูกไว้ ดูเห
