SMEs
วิถีชีวิตเกษตรของคนไทยในอดีตเป็นวิถีชีวิตที่อยู่ใกล้ตัว เนื่องจากคนในครอบครัวเกษตรส่วนใหญ่ไม่ซื้อข้าวปลาอาหารจากผืนนาอื่นกินนอกจากเกลือ รอบๆ บ้านจึงปลูกพืชพื้นบ้านทุกอย่างที่กินได้ เช่น พืชผักที่ปลูกครั้งเดียวกินได้นานๆ อย่าง ฟัก แฟง ขี้เหล็ก สะเดา แค ส่วนพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ เช่น ไผ่สารพัดชนิดเพื่อการใช้สอยที่แตกต่างกัน วิถีชีวิตนี้ได้เลือนหายไปเมื่อเรามาทำมาหากินในเมือง เนื่องจากถูกจำกัดด้วยพื้นที่และเวลา แต่ความเป็นคนที่มีวิถีเกษตรในสายเลือด มีความนึกคิดตลอดเวลาที่ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนในเมืองว่าอยากจะปลูกต้นไม้ต้นไร่ มีชีวิตอยู่ในสวนตอนอายุมากแล้ว ความคิดนี้มีอยู่ในใจของคนส่วนใหญ่ หลายคนหวนคิดถึงวันเวลาที่จะมีอิสรภาพในการทำสิ่งต่างๆ รองศาสตราจารย์กษิดิศ อื้อเชี่ยวชาญกิจ เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ทั้งระดับปริญญาตรี (KU.27) และปริญญาโท ในสาขาสัตวบาล รับราชการเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518 ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 จึงโอนย้ายไปสอนที่ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นับเป็
พูดถึง ต้นหญ้า หลายคนจะมองว่าเป็นพืชทีไร้ค่าไม่มีประโยชน์ สร้างความรกรุงรังใครเจอก็มักจะถอนทิ้งด้วยความฝังใจ แต่ในปัจจุบัน ต้นหญ้า ที่เห็นอยู่ทั่วๆไปนั้น ถูกหยิบขึ้นมาใช้งาน สร้างคุณประโยชน์และคุณค่า คุณสาธิต พุทธวรรักษ์ ผู้ที่หลงใหลและมีความรักในธรรมชาติ ชอบปลูกต้นไม้มาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หลังเรียนจบจึงออกมาประกอบธุรกิจเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับร่วมกับเพื่อน คุณสาธิต เล่าให้ฟังว่า หญ้าประดับ คือ หญ้าที่นำมาจัดสวน มีทรงพุ่มสวยงาม ใบเป็นเส้นเรียวยาว ผิวสัมผัสละเอียด ให้ความรู้สึกอ่อนช้อย เป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องตัดแต่ง ไม่ต้องดูแล ทนความร้อนและแสงแดดได้ดี “สมัยเรียนเพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกันส่วนใหญ่จะมีธุรกิจรองรับเมื่อเรียนจบ ผมจึงคิดหาธุรกิจทำ ซึ่งการทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเกษตรเป็นอะไรที่ลงทุนน้อย มีเนื้อที่อยู่ส่วนหนึ่งจึงมาปรับปรุงใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกไม้ดอกจำหน่ายทำมาได้ระยะหนึ่งเริ่มอิ่มตัว จึงเริ่มหาไม้ใหม่ๆ ที่อยู่ได้นานกว่าไม้ดอกไม้ประดับเข้ามาปลูก และการศึกษาดูงานในต่างประเทศบวกกับการศึกษาผ่านระบบโซเชียลต่างๆ ที่มีการนำต้นหญ้านานาชนิดมาเป็นส่วนประกอบในกา
ระยะหลังๆ มานี้ ผมไปเที่ยวเมืองน่านค่อนข้างบ่อย เพราะเป็นเมืองที่น่าไปเที่ยว อีกทั้งมีแหล่งท่องเที่ยวมากเหลือเกิน มีครบทุกหมวดก็ว่าได้ น่านมีทั้งโบราณสถาน วัดวาอาราม วิถีชีวิตของผู้คนที่น่าสนใจ และที่โดดเด่นอย่างมากก็เห็นจะเป็นเรื่องของธรรมชาติ จังหวัดน่านก็ไม่ได้กว้างใหญ่มากนัก แต่มีอุทยานทางธรรมชาติถึง 4 แห่ง เมื่อเดือนที่แล้ว ขณะเดินทางผ่านไปทางอำเภอเวียงสา ซึ่งเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดน่าน เป็นเวลาเที่ยงพอดี ผมกับผู้ร่วมเดินทางจึงต้องแวะหาอาหารเที่ยงกิน เพื่อจะได้มีแรงเที่ยวต่อได้ เวลาท่องเที่ยวไปต่างจังหวัดทุกครั้ง ถ้าเป็นอาหารเที่ยง ผมนิยมหาของกินง่ายๆ แบบจานด่วนกิน เพราะไม่เสียเวลา อีกทั้งจะไม่อิ่มเกินไป ทำให้กินอาหารมื้อเย็นได้อร่อย ปกติ ถ้าจะไปกินอาหารเที่ยงแบบง่ายๆ ประเภทข้าวมันไก่ หรือก๋วยเตี๋ยว ผมจะนั่งรถไปทั่วเมืองวนดู เห็นร้านแห่งใดมีคนเข้าไปอุดหนุนมาก ก็เชื่อได้เลยว่าต้องอร่อยแน่ เข้าไปกินมักจะไม่ผิดหวัง แต่วันนั้นพอเข้าเขตอำเภอเวียงสา เราแค่เอ่ยว่าอยากหาก๋วยเตี๋ยวอร่อยๆ กินเท่านั้น คนขับรถตู้ซึ่งคุ้นเคยกับอำเภอเวียงสาได้แนะนำให้ไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ร้านยายพรรัตน์ ซึ่งหาไม่ย
คุณเปรม สุวรรณรัตน์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 6 บ้านไร่ตก ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา รวมตัวกับชาวบ้านในพื้นที่ จัดตั้งกลุ่มเพาะเห็ดโคนน้อยตามโครงการสัมมาชีพชุมชนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเสริมสร้างรายได้ และลดค่าใช้จ่ายในครอบครัว ทั้งนี้ได้รับงบฯ สนับสนุนงบประมาณจำนวน 16,000 บาท จากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อนำมาใช้หมุนเวียนเพาะเห็ดโคนน้อย เช่น ซื้ออุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต และมีผู้เชี่ยวชาญในการเพาะเห็ดโคนน้อย มาแนะนำเทคนิคการเพาะ ผู้ใหญ่เปรม ในฐานะประธานกลุ่ม เปิดเผยว่า การเพาะเห็ดโคนน้อย จะใช้วัสดุหลักเป็นขี้เลื่อยจากไม้ยางพารา ซึ่งจะเจริญเติบโต และให้ผลผลิตได้ดีกว่าขี้เลื่อยจากไม้อื่นๆ สูตรการทำก้อนเห็ด ใช้ขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม รำข้าว 8 กิโลกรัม ยิปซัม ปูนขาว ภูไมท์ ยูเรีย อย่างละ 1 กิโลกรัม ดีเกลือ 200 กรัม โดยนำน้ำมาผสมกับดีเกลือและยูเรียคนให้ละลาย ส่วนขี้เลื่อย รำข้าว ยิปซัม ภูไมท์ ผสมให้เข้ากัน แล้วนำน้ำที่ผสมดีเกลือกับยูเรียค่อยๆ รดลงไป คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน ทิ้งไว้ 1-2 วัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาใส่ถุงพลาสติกอัดให้แน่น น้ำหนัก ถุงละ 1 กิโลกรัม มัดปากถุง โดยใช้จุกพลา
ทิ้งวงการไปเป็นภรรยา และแม่ของลูกสาว 2 คน เมตตา และ อนีคา มาร์ควอร์ท มาร์ควอร์ท ที่สหรัฐอเมริกามานานหลายปี แล้ววันนี้มติชนออนไลน์ ก็ขอพาไปส่องวิถีแม่บ้านในต่างแดนของ อุ้ม สิริยากร ผ่านอินสตาแกรมของเธอมาฝากแฟนๆให้หายคิดถึง โดยชีวิตวันนี้ของเธอมีตั้งแต่การทำสวนครัว ที่ได้ลูกสาวตัวน้อยเป็นลูกมือ สวนผักของหนู ช่วยแม่ตั้งแต่พรวนดิน ถอนหญ้า ตอนนี้หนูได้หม่ำๆ แล้วค่า! ทำอาหารและขนม พริกขิงเจ #ครัวไกลบ้าน #บ้านอุ้ม ณ พอร์ตแลนด์ Vegan ‘Beef’ stir fry with chili paste สังขยาฟักทองของคนไกลบ้าน Thai Egg Custard in Mini PumpkinkobsupangrThat looks so yummy! Where did you get that?? ไอติมกะทิแม่อุ้ม #อยากกินต้องได้กิน #อร่อยน้ำตาไหลพราก #ขอไปหัดทำมันกับถั่วปากอ้าเชื่อมแพร็บ #coconuticecream #homemadebyoom Thai Tea Macarons! Nailed it! มาการ็องชาเย็น สำเร็จ! ภูมิใจมาก! #ครัวไกลบ้าน #บ้านอุ้ม ณ พอร์ตแลนด์ ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องของการตัดเย็บชุด ที่เจ้าตัวบอก ฝีมือดีเสียจน #น่ารักมากแม่อยากใส่เอง #mamamade #NewDress #CottonAndKnit #SoCute! #ชุดใหม่! #คอตตอนกับผ้ายืด #เพิ่งลองต่อผ้าแบบนี้ครั้งแรก #น่า
บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลกอย่าง “โบอิ้ง” ออกโรงหนุนการพัฒนา “Jetpack” อุปกรณ์ช่วยบินส่วนบุคคล เพื่อรองรับตลาดการบินในอนาคต จัดการเเข่งขันไอเดียพัฒนา Jetpack ขึ้นในชื่อว่า “GoFly” ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 66 ล้านบาท โดยจะใช้ระยะเวลาในการเเข่งขัน 2 ปี Greg Hyslop ประธานฝ่าย IT ของโบอิ้ง กล่าวในวิดีโอโปรโมตการเเข่งขันนี้ว่า นับเป็นพันธกิจของบริษัทที่จะทำให้ผู้คน “บินได้” อย่างเเท้จริง เเละจะเป็นการคมนาคมในอนาคตด้วย สำหรับการเเข่งขันครั้งนี้เปิดตัวเเล้วในงาน SAE 2017 AeroTech Congress & Exhibition ในรัฐเทกซัสเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเงินรางวัลในช่วงการแข่งขันจะถูกเเบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ -ช่วงแรกจะมอบเงินรางวัล แก่ 10 ทีมที่เข้ารอบจากไอเดียที่น่าสนใจที่สุด ทีมละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 665,000 บาท) -จากนั้นคัดเลือกเหลือ 4 ทีม ที่สามารถจัดการแก้ไขต้นแบบตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ได้ มอบเงินรางวัลทีมละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้าน 6 แสนบาท) -คัดเลือกทีมผู้ชนะเพียง 1 ทีม โดยรับเงินรางวัลใหญ่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดการ
หลังราคามันสำปะหลังในประเทศตกต่ำมาหลายปี ทำให้เกษตรกรในพื้นที่จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตมันสำปะหลังแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศจำนวนมาก ต้องเปลี่ยนการเพาะปลูกหันไปปลูกพืชทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดทุนในการทำการเกษตร ประคับประคองครอบครัวหาเงินใช้หนี้สินที่กู้ยืมมา โดย นายวิวัฒน์ ศรีกระสังข์ อายุ 32 ปี เกษตรกรบ้านประชาสันต์ หมู่ที่ 10 ต.เสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ตัดสินใจรื้อไร่มันสำปะหลังของตนเองที่มีอยู่เกือบ 50 ไร่ หันไปปลูกมันเทศแทนมันสำปะหลัง เนื่องจากมองเห็นว่ามีราคาที่ดีกว่ามันสำปะหลัง อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเพียงแค่ 4 เดือน ในขณะที่มันสำปะหลังต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวครั้งเดียวต่อปี แต่ยังต้องมาประสบกับปัญหาราคาที่ไม่แน่นอนจึงหันมาทดลองปลูกมันหวานสายพันธุ์ต่างประเทศ ซึ่งกำลังเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาสูงกว่ามันเทศธรรมดาหลาย 10 เท่าตัว พร้อมทั้งหาตลาดด้วยตัวเองและใช้โอกาสจากการที่เข้าร่วมโครงการต่างๆของรัฐ พัฒนาต่อยอดจนทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายมันหวานได้เดือนละกว่า 2 แสนบาท นายวิวัฒน์ กล่าวว่า มันหวานสายพันธุ์ต่างปร
คุณสาคร ภูผิวผา อายุ 48 ปี บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 1 ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (090) 970-2577, (081) 735-0232 เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาเอาดีด้านการเกษตร จนเป็นผู้นำด้านการเกษตรในชุมชน คุณสาคร ภูผิวผา เล่าให้ฟังว่า ตนจบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปี 2536 ทำงานอยู่กรุงเทพฯ 20 ปี เกิดเบื่อความวุ่นวายสังคมเมือง และพ่อแม่ที่อยู่ทางบ้านเริ่มชราภาพ ควรจะมีลูกหลานดูแล ประกอบกับชื่นชอบการเกษตร จึงลาออกจากงาน กลับมาอยู่บ้านเกิดเพื่อทำการเกษตรใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายให้นาฬิกาชีวิตเดินช้าลง โดยหวังว่าชีวิตจะมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม และหวังว่าการทำเกษตรที่ใช้องค์ความรู้ ที่ศึกษามาจะเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านที่ทำการเกษตรแบบเดิมๆ ได้นำไปปรับใช้ คุณสาคร ภูผิวผา กับภรรยา เนื่องจากที่นาเป็นที่มรดกของภรรยา ที่นา 12 ไร่ และที่สวน 3 ไร่ ซึ่งเห็นว่ากำลังพอดีกับกำลังที่มีอยู่ 2 คน กับภรรยา และคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ได้ผลผลิตมากขึ้นกว่าการทำนาแบบเดิมๆ ที่ต้องพึ่งเคมี จึงค้นคว้าหาความรู้และพบว่า การทำนาแบบดำต้นเดียว โดยใช้เทคนิคแกล้งข้าวทำให้ได้ผลผลิตมากกว่าเดิมเป็น
ผักพื้นบ้านของภาคต่างๆ มีความแตกต่างกันตามภูมิอากาศหรือภูมิประเทศ ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมกับพืชพรรณนานาชนิด มากเสียจนเหลือให้ต่างชาตินำไปวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง ผักหลายชนิดมีขึ้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่น ตำลึง แต่มีผักบางชนิดมีเฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง และมีผักบางชนิดหายาก ขึ้นเฉพาะบางภูมิประเทศที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้จัก มีเพียงเฉพาะคนในท้องถิ่นได้อาศัยเป็นอาหารหรือใช้ประโยชน์จากผักนั้น มีโอกาสได้ไปกินเจที่ศาลเจ้าท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ไปนั่งฟังเสียงคลื่นที่หาดท้ายเหมือง ใกล้บริเวณที่ค่ายทหารเรือโดนสึนามิ หวนคิดถึงความหลังตอนเด็ก จึงไปเดินหาผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่คนรู้จักน้อยมาก ในชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า ผักลิ้นห่าน ปรากฏว่าหาไม่เจอเลย สอบถามชาวบ้าน เขาว่าแถบชายหาดไม่มีแล้วเพราะถูกเก็บกินกันหมด ถ้าจะมีเหลือก็เป็นในแถบอุทยานท้ายเหมืองที่จะต้องเลยเข้าไปลึกหน่อย จึงถือโอกาสซอกแซกหาข่าวมานำเสนอ ผักลิ้นห่านเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก สำหรับคนที่ไม่รู้จัก จินตนาการได้เลยว่ามีลักษณะยาวๆ เหมือนลิ้นห่าน ซึ่งก็เป็นจริง ผักชนิดนี้ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินทราย มีร่มเงาบ้าง
โบราณท่านมักเปรียบเปรยถึงรสชาติอาหารที่เราได้ยินกันชินหูเสมอๆ ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา และเชื่อแน่ว่าคนสมัยใหม่ก็คงเคยได้ยินคำโบราณที่ว่านี้กันมาบ้าง เพราะพืชผักบางชนิดที่มีรสขมมักไม่ค่อยมีใครอยากกินเอาซะเลย ยิ่งเป็นคนรุ่นใหม่สมัยนี้แล้วล่ะก้อ! มักจะร้องยี้ และแทบอ้วกกันเป็นแถวๆ บางคนยังบอกว่า มีแต่คนแก่เท่านั้นแหละที่กินผักขมๆ แต่หารู้ไม่ว่ารสขมของผักเหล่านั้นมีสรรพคุณมากมาย ถึงแม้พืชผักที่มีรสขมจะไม่ถูกปากใครหลายๆ คน แต่ก็มากด้วยคุณค่า ซึ่งพืชรสขมเหล่านั้นนอกจากนำมากินเป็นอาหารแล้วยังเป็นยาได้อีกด้วย อาทิ ช่วยบำรุงเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบาย เรามาดูกันว่ามีพืชผักรสขมอะไรบ้างที่ดีต่อสุขภาพเพื่อสุขภาพ ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่ออำเภอ อำเภอหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใกล้ๆ กรุงเทพฯ เรานี่เอง อำเภอนั้นมีชื่อว่า อำเภอผักไห่ และมีผู้สงสัยว่า…ผักไห่ นั้นมีลักษณะอย่างไร ขอบอกว่า ผักไห่ นั่นก็คือ มะระ เรานี่เอง ก่อนจะมาถึงผักไห่ ที่เป็นชื่อเรียกของมะระในภาคกลาง ขอนำเรื่องราวของผักไห่ มาเล่าให้ฟังกันก่อน ผักไห่ เป็นชื่อของพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งประเทศในทวีปเอเชียกินเป็นผัก เพราะมีรสขม และ
