SMEs
ทิ้งวงการไปเป็นภรรยา และแม่ของลูกสาว 2 คน เมตตา และ อนีคา มาร์ควอร์ท มาร์ควอร์ท ที่สหรัฐอเมริกามานานหลายปี แล้ววันนี้มติชนออนไลน์ ก็ขอพาไปส่องวิถีแม่บ้านในต่างแดนของ อุ้ม สิริยากร ผ่านอินสตาแกรมของเธอมาฝากแฟนๆให้หายคิดถึง โดยชีวิตวันนี้ของเธอมีตั้งแต่การทำสวนครัว ที่ได้ลูกสาวตัวน้อยเป็นลูกมือ สวนผักของหนู ช่วยแม่ตั้งแต่พรวนดิน ถอนหญ้า ตอนนี้หนูได้หม่ำๆ แล้วค่า! ทำอาหารและขนม พริกขิงเจ #ครัวไกลบ้าน #บ้านอุ้ม ณ พอร์ตแลนด์ Vegan ‘Beef’ stir fry with chili paste สังขยาฟักทองของคนไกลบ้าน Thai Egg Custard in Mini PumpkinkobsupangrThat looks so yummy! Where did you get that?? ไอติมกะทิแม่อุ้ม #อยากกินต้องได้กิน #อร่อยน้ำตาไหลพราก #ขอไปหัดทำมันกับถั่วปากอ้าเชื่อมแพร็บ #coconuticecream #homemadebyoom Thai Tea Macarons! Nailed it! มาการ็องชาเย็น สำเร็จ! ภูมิใจมาก! #ครัวไกลบ้าน #บ้านอุ้ม ณ พอร์ตแลนด์ ขณะเดียวกันก็ยังมีเรื่องของการตัดเย็บชุด ที่เจ้าตัวบอก ฝีมือดีเสียจน #น่ารักมากแม่อยากใส่เอง #mamamade #NewDress #CottonAndKnit #SoCute! #ชุดใหม่! #คอตตอนกับผ้ายืด #เพิ่งลองต่อผ้าแบบนี้ครั้งแรก #น่า
บริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ของโลกอย่าง “โบอิ้ง” ออกโรงหนุนการพัฒนา “Jetpack” อุปกรณ์ช่วยบินส่วนบุคคล เพื่อรองรับตลาดการบินในอนาคต จัดการเเข่งขันไอเดียพัฒนา Jetpack ขึ้นในชื่อว่า “GoFly” ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมถึง 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 66 ล้านบาท โดยจะใช้ระยะเวลาในการเเข่งขัน 2 ปี Greg Hyslop ประธานฝ่าย IT ของโบอิ้ง กล่าวในวิดีโอโปรโมตการเเข่งขันนี้ว่า นับเป็นพันธกิจของบริษัทที่จะทำให้ผู้คน “บินได้” อย่างเเท้จริง เเละจะเป็นการคมนาคมในอนาคตด้วย สำหรับการเเข่งขันครั้งนี้เปิดตัวเเล้วในงาน SAE 2017 AeroTech Congress & Exhibition ในรัฐเทกซัสเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยเงินรางวัลในช่วงการแข่งขันจะถูกเเบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ -ช่วงแรกจะมอบเงินรางวัล แก่ 10 ทีมที่เข้ารอบจากไอเดียที่น่าสนใจที่สุด ทีมละ 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 665,000 บาท) -จากนั้นคัดเลือกเหลือ 4 ทีม ที่สามารถจัดการแก้ไขต้นแบบตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ได้ มอบเงินรางวัลทีมละ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1 ล้าน 6 แสนบาท) -คัดเลือกทีมผู้ชนะเพียง 1 ทีม โดยรับเงินรางวัลใหญ่ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 33 ล้านบาท) ซึ่งคาดว่าจะสิ้นสุดการ
หลังราคามันสำปะหลังในประเทศตกต่ำมาหลายปี ทำให้เกษตรกรในพื้นที่จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นพื้นที่ผลิตมันสำปะหลังแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศจำนวนมาก ต้องเปลี่ยนการเพาะปลูกหันไปปลูกพืชทางเลือกอื่นเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะขาดทุนในการทำการเกษตร ประคับประคองครอบครัวหาเงินใช้หนี้สินที่กู้ยืมมา โดย นายวิวัฒน์ ศรีกระสังข์ อายุ 32 ปี เกษตรกรบ้านประชาสันต์ หมู่ที่ 10 ต.เสิงสาง อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ตัดสินใจรื้อไร่มันสำปะหลังของตนเองที่มีอยู่เกือบ 50 ไร่ หันไปปลูกมันเทศแทนมันสำปะหลัง เนื่องจากมองเห็นว่ามีราคาที่ดีกว่ามันสำปะหลัง อีกทั้งยังใช้ระยะเวลาในการเพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเพียงแค่ 4 เดือน ในขณะที่มันสำปะหลังต้องใช้ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยวครั้งเดียวต่อปี แต่ยังต้องมาประสบกับปัญหาราคาที่ไม่แน่นอนจึงหันมาทดลองปลูกมันหวานสายพันธุ์ต่างประเทศ ซึ่งกำลังเริ่มเป็นที่ต้องการของตลาดและมีราคาสูงกว่ามันเทศธรรมดาหลาย 10 เท่าตัว พร้อมทั้งหาตลาดด้วยตัวเองและใช้โอกาสจากการที่เข้าร่วมโครงการต่างๆของรัฐ พัฒนาต่อยอดจนทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายมันหวานได้เดือนละกว่า 2 แสนบาท นายวิวัฒน์ กล่าวว่า มันหวานสายพันธุ์ต่างปร
คุณสาคร ภูผิวผา อายุ 48 ปี บ้านเลขที่ 41 หมู่ที่ 1 ตำบลมะค่า อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โทร. (090) 970-2577, (081) 735-0232 เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาเอาดีด้านการเกษตร จนเป็นผู้นำด้านการเกษตรในชุมชน คุณสาคร ภูผิวผา เล่าให้ฟังว่า ตนจบปริญญาตรี สาขาวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ปี 2536 ทำงานอยู่กรุงเทพฯ 20 ปี เกิดเบื่อความวุ่นวายสังคมเมือง และพ่อแม่ที่อยู่ทางบ้านเริ่มชราภาพ ควรจะมีลูกหลานดูแล ประกอบกับชื่นชอบการเกษตร จึงลาออกจากงาน กลับมาอยู่บ้านเกิดเพื่อทำการเกษตรใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายให้นาฬิกาชีวิตเดินช้าลง โดยหวังว่าชีวิตจะมีความสุขมากขึ้นกว่าเดิม และหวังว่าการทำเกษตรที่ใช้องค์ความรู้ ที่ศึกษามาจะเป็นแบบอย่างให้ชาวบ้านที่ทำการเกษตรแบบเดิมๆ ได้นำไปปรับใช้ คุณสาคร ภูผิวผา กับภรรยา เนื่องจากที่นาเป็นที่มรดกของภรรยา ที่นา 12 ไร่ และที่สวน 3 ไร่ ซึ่งเห็นว่ากำลังพอดีกับกำลังที่มีอยู่ 2 คน กับภรรยา และคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ได้ผลผลิตมากขึ้นกว่าการทำนาแบบเดิมๆ ที่ต้องพึ่งเคมี จึงค้นคว้าหาความรู้และพบว่า การทำนาแบบดำต้นเดียว โดยใช้เทคนิคแกล้งข้าวทำให้ได้ผลผลิตมากกว่าเดิมเป็น
ผักพื้นบ้านของภาคต่างๆ มีความแตกต่างกันตามภูมิอากาศหรือภูมิประเทศ ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมกับพืชพรรณนานาชนิด มากเสียจนเหลือให้ต่างชาตินำไปวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง ผักหลายชนิดมีขึ้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่น ตำลึง แต่มีผักบางชนิดมีเฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง และมีผักบางชนิดหายาก ขึ้นเฉพาะบางภูมิประเทศที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้จัก มีเพียงเฉพาะคนในท้องถิ่นได้อาศัยเป็นอาหารหรือใช้ประโยชน์จากผักนั้น มีโอกาสได้ไปกินเจที่ศาลเจ้าท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ไปนั่งฟังเสียงคลื่นที่หาดท้ายเหมือง ใกล้บริเวณที่ค่ายทหารเรือโดนสึนามิ หวนคิดถึงความหลังตอนเด็ก จึงไปเดินหาผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่คนรู้จักน้อยมาก ในชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า ผักลิ้นห่าน ปรากฏว่าหาไม่เจอเลย สอบถามชาวบ้าน เขาว่าแถบชายหาดไม่มีแล้วเพราะถูกเก็บกินกันหมด ถ้าจะมีเหลือก็เป็นในแถบอุทยานท้ายเหมืองที่จะต้องเลยเข้าไปลึกหน่อย จึงถือโอกาสซอกแซกหาข่าวมานำเสนอ ผักลิ้นห่านเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก สำหรับคนที่ไม่รู้จัก จินตนาการได้เลยว่ามีลักษณะยาวๆ เหมือนลิ้นห่าน ซึ่งก็เป็นจริง ผักชนิดนี้ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินทราย มีร่มเงาบ้าง
โบราณท่านมักเปรียบเปรยถึงรสชาติอาหารที่เราได้ยินกันชินหูเสมอๆ ว่า หวานเป็นลม ขมเป็นยา และเชื่อแน่ว่าคนสมัยใหม่ก็คงเคยได้ยินคำโบราณที่ว่านี้กันมาบ้าง เพราะพืชผักบางชนิดที่มีรสขมมักไม่ค่อยมีใครอยากกินเอาซะเลย ยิ่งเป็นคนรุ่นใหม่สมัยนี้แล้วล่ะก้อ! มักจะร้องยี้ และแทบอ้วกกันเป็นแถวๆ บางคนยังบอกว่า มีแต่คนแก่เท่านั้นแหละที่กินผักขมๆ แต่หารู้ไม่ว่ารสขมของผักเหล่านั้นมีสรรพคุณมากมาย ถึงแม้พืชผักที่มีรสขมจะไม่ถูกปากใครหลายๆ คน แต่ก็มากด้วยคุณค่า ซึ่งพืชรสขมเหล่านั้นนอกจากนำมากินเป็นอาหารแล้วยังเป็นยาได้อีกด้วย อาทิ ช่วยบำรุงเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร และเป็นยาระบาย เรามาดูกันว่ามีพืชผักรสขมอะไรบ้างที่ดีต่อสุขภาพเพื่อสุขภาพ ท่านผู้อ่านคงเคยได้ยินชื่ออำเภอ อำเภอหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใกล้ๆ กรุงเทพฯ เรานี่เอง อำเภอนั้นมีชื่อว่า อำเภอผักไห่ และมีผู้สงสัยว่า…ผักไห่ นั้นมีลักษณะอย่างไร ขอบอกว่า ผักไห่ นั่นก็คือ มะระ เรานี่เอง ก่อนจะมาถึงผักไห่ ที่เป็นชื่อเรียกของมะระในภาคกลาง ขอนำเรื่องราวของผักไห่ มาเล่าให้ฟังกันก่อน ผักไห่ เป็นชื่อของพืชชนิดหนึ่ง ซึ่งประเทศในทวีปเอเชียกินเป็นผัก เพราะมีรสขม และ
คุณพนาสิน ธนบดีสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนบดีเดคอร์เซรามิค จำกัด เผยที่มาของธุรกิจว่า “ธุรกิจเซรามิกเริ่มมาจากรุ่นคุณพ่อ จากการได้ค้นพบแร่ดินขาว ที่จังหวัดลำปาง เริ่มกิจการด้วยการตั้งโรงงาน ผลิตชามตราไก่ ส่งขายไปทั่วประเทศไทย ตัวผมเองเป็นรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาสานต่อกิจการของคุณพ่อ โดยผมก็เข้ามารับช่วงต่อ และก่อตั้งอีกบริษัทหนึ่งขึ้นเป็นบริษัทผลิตเซรามิก ที่เน้นสินค้าประเภทงานดีไซน์ ส่งขายไปกว่า 78 ประเทศ ในปัจจุบันการทำธุรกิจเซรามิกของธนบดี เรามีประสบการณ์จากการทำกิจการเซรามิกที่เริ่มมาจากรุ่นคุณพ่อ มากว่า 52 ปี จากการผลิตชามตราไก่ และของตัวผมเองที่มีประสบการณ์ในการทำกิจการเซรามิกที่เกี่ยวข้องกับของตกแต่งบ้าน โดยเน้นงานดีไซน์มาร่วม 25 ปี ทำให้รู้ว่า ธุรกิจเซรามิกไม่ได้ง่ายเลย ดูจากผลประกอบการที่ตกต่ำในปี 2555 แต่ด้วยการนำเอาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ โดยเน้นไปที่การบริหารคน ดำเนินกิจการมาถึงปีนี้ 2560 ผลประกอบการเติบโตขึ้นกว่า 27 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นการเจริญเติบโตของธุรกิจไปในทิศทางที่ดีขึ้น” จากประสบการณ์กว่า 25 ปี ในการบริหารงานบริษัทผลิตเซรามิก ไม่ง่าย คุณพนาสิน เล่าว่า “
ได้มีโอกาสเดินทางลงพื้นที่ เยี่ยมผู้ประกอบการภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดตาก ซึ่งเป็นจังหวัดจุดเชื่อมโยงเศรษฐกิจพิเศษเมียวดี กับกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ กระทรวงมหาดไทย, สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และหน่วยงานเครือข่ายการพัฒนาเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นการเดินหน้าสานต่อ กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ จัด คลินิกเอสเอ็มอีสัญจรแนวประชารัฐ ครั้งที่ 7 จึงได้ร่วมพูดคุยกับผู้ประกอบการ คือ คุณอรรถกร หมูนวล วัย 36 ปี เจ้าของสินค้าน้ำพริกกุ้ง แบรนด์จรรย์สุดา ซึ่งเล่าให้ฟังว่า “น้ำพริกกุ้ง เริ่มมาจากรุ่นคุณปู่คุณย่า มาต่อที่รุ่นของพ่อแม่ ซึ่งมาทำขายตั้งแต่ปี 2538 สมัยนั้นทำในครัวหลังบ้าน มัดถุงขาย ขายไปได้สักระยะหนึ่งก็ได้รับความนิยม จนกลายเป็นของฝากของอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพราะเวลาใครไปใครมา ก็มักจะแวะมาซื้อและนำเอาไปฝาก โดยน้ำพริกกุ้งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศเมียนมา พอมารุ่นผม ซึ่งเริ่มเข้ามาดูแล รับช่วงต่อมากว่า 10 ปีแล้ว จึงได้เข้ามาต่อยอดจากพ่อแม่ ให้น้ำพริกกุ้งกลายเป็นสินค้าที่ที่เพิ่มมูลค่าและสามารถขายได้ทั่วไป” น้ำพริกกุ้งตอ
คุณภิญโญ นัครมนตรี อยู่บ้านเลขที่ 100 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองพลับ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เล่าให้ฟังว่า มีอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้ว คือ การปลูกผัก ผลไม้ ต่อมาจึงอยากให้ภายในบริเวณบ้านมีการทำเกษตรที่หลากหลาย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงในเรื่องของรายได้ เพื่อให้มีรายได้จากหลายๆ ทางเป็นตัวเลือกในการสร้างเงิน คุณภิญโญ นัครมนตรี “เรามาคิดว่าถ้าปลูกพืชเพียงอย่างเดียว รายได้ที่มีบางครั้งอาจจะไม่แน่นอน เพราะพืชบางช่วงก็มีราคาขึ้นลง จึงได้ตัดสินใจนำการเลี้ยงสัตว์เข้ามาเสริม เพื่อให้รายได้มีมากขึ้นหลายทาง จึงได้ตัดสินใจเลี้ยงไก่ไข่ เพราะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย สามารถกินเศษพืชผักที่เราคัดออกได้ และที่สำคัญยังสามารถปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ ก็สามารถคุ้ยเขี่ยหากินเองได้อีกด้วย” คุณภิญโญ บอกถึงจุดประสงค์ของการเลี้ยง โดยไก่ไข่ที่นำมาเลี้ยงภายในพื้นที่บริเวณบ้าน คุณภิญโญ บอกว่า เป็นไก่ที่ได้รับจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และเขาได้หาซื้อบางส่วนเข้ามาเลี้ยงเองด้วย จากเริ่มแรกประมาณ 10 ตัว เลี้ยงไปเลี้ยงมาทำให้ตอนนี้มีไก่ไข่ที่เลี้ยงภายในบริเวณบ้านทั้งหมดถึง 200 ตัว ไก่ไข่ที่เลี้ยงแบบปล่อย ซึ่งเคล
การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเพื่อการค้าทั้งภายในและส่งออกไปยังต่างประเทศ มีความจำเป็นต้องใช้องค์ความรู้เพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสามารถผลักดันให้สินค้าเอาชนะคู่แข่ง โดยมุ่งเน้นผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทั้งคุณภาพและปริมาณให้ตรงตามความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง ฉะนั้น การผลิตสินค้าประเภทผลไม้ในยุคดิจิตอลที่เชื่อมโยงลูกค้าทั่วโลกแล้วตัดสินใจสั่งซื้อเพียงปลายนิ้วสัมผัส คงจะปลูกและดูแลไม้ผลในสวนตามแนวทางเดิมไม่ได้อีกต่อไป จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี พร้อมกับนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยเสริมให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รายการสัมมนา “มะพร้าว…พืชเศรษฐกิจทำเงิน” ในภาคแรก มีคณะวิทยากรหลายท่านที่ได้เรียนเชิญมาบรรยายในประเด็นต่างๆ โดยเน้นการปลูก การดูแล และการป้องกันศัตรูพืช อาจารย์ประทีป กุณาศล สำหรับวิทยากรท่านแรกคือ อาจารย์ประทีป กุณาศล นักวิชาการอิสระด้านพืช รวมถึงยังเป็นผู้คร่ำหวอดในวงการไม้ผลมายาวนาน ตลอดจนยังได้เดินทางไปดูงานต่างประเทศหลายแห่ง กระทั่งสะสมความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดใหม่ๆ นำกลับมาพัฒนาปรับปรุงงานเกษตรอยู่เป็นประจำ ดังนั้น ในเวทีสัมมนามะพร้าวครั้งนี้ อาจารย์ประทีปจึงมีโอกาสหยิบยกเร
