SMEs
เมื่อเอ่ยชื่อ ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี ก็แทบจะไม่ต้องบรรยาย ว่าท่านเป็นใคร ด้วยเป็นที่รู้จักกันดีใน ทั้งในแวดวงข้าราชการ และนักการเมือง ด้วยท่านเป็นอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และอดีตนักการเมือง กระทั่ง เกิดการปฏิวัติ เมื่อปี 2557 ดร.ปลอดประสพ คิดว่างานนี้ยาวแน่นอน เลยอยากหาอะไรทำ ล่าสุด ที่เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ได้นำเสนอไปแล้ว นั่นก็คือ การออกแบบบ้าน ปลูกบ้าน โดยนำของเก่าของบ้านหลายๆ หลังที่มีอยู่ นำมารวบรวม ตกแต่งไว้ที่ บ้านหลังนี้ ที่ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี ซึ่งปัจจุบัน ดร.ปลอดประสพ และภรรยา รวมทั้งลูกชายสองคน ก็ปลูกบ้านสวยๆ อยู่กันในที่ดินผืนนี้ขนาด 40 ไร่ พื้นที่ 40 ไร่ ขนาดนี้ กว้างขวางพอที่จะ ทำให้ ดร.ปลอดประสพ ได้ทำการเกษตร ในแบบที่ชอบอีกสบายๆ ซึ่งปัจจุบัน ปลูก ทุเรียนไว้ 90 ต้น แบ่งเป็น ก้านยาว 60 ต้น หมอนทอง 15 ต้น และ ชะนี 15 ต้น นอกจากนี ก็ยังมี มะม่วงยายกล่ำ พันธุ์ดั้งเดิมของเมืองนนท์ อีก 40 ต้น มังคุด 60 ต้น กล้วยหอม 300 ต้น ส้มโอ 25 ต้น ฝรั่ง 25 ต้น และ มะนาว 30 ต้น ทั้งนี้ ยังไม่รวมพืชผักสวนครัว โรงเห็ด กล้วยไม้ และดอกหน้าวัว “วันก่อน ผมขายกล้วยหอม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุคนี้เป็นยุคที่เทรนด์การเกษตรมาแรง เราจะพบเห็นในข่าวว่า เริ่มมีการเกิดของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่อายุยังน้อยหันมาทำเกษตรกันมากขึ้น และการเกษตรไม่ได้ทำยากอย่างที่คิด ผสมกับแนวคิดของเด็กรุ่นใหม่ที่หันมาทำเกษตรก็มักมีวิธีการทำที่แปลกแนว เพื่อพัฒนาและต่อยอดในไร่สวนของตนเองให้ดียิ่งขึ้น ดังเช่น คุณนันทรัฐ ลิ้มประยูร อยู่บ้านเลขที่ 58 หมู่ที่ 4 ถนนเทศบาล 10 ตำบลกลางดง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เขาจบจากศูนย์ฝึกพาณิชย์นาวี วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิทยาการเดินเรือ แต่ผันชีวิตทำเกษตร คุณนันทรัฐ ลิ้มประยูร เกษตรกรวัย 24 ปี โดยคุณนันทรัฐ หรือ คุณเติ้ล เล่าให้ฟังว่า พื้นเพที่บ้านทำเกษตรอยู่แล้ว โดยมีคุณพ่อเป็นหลัก คือคุณพ่อจะจบสาขาสัตวบาลมา เลี้ยงโคนมมานานกว่า 30 ปี มีพื้นที่รอบบ้านประมาณ 20 ไร่ คุณพ่อแบ่งไปเลี้ยงวัว 10 ไร่ พื้นที่ที่เหลืออีก 10 กว่าไร่ ใช้ปลูกไม้ผล พืชไร่ ผักสวนครัว ทำสลับกันไป แต่ไม่เชิงว่าจะทำเป็นระบบเหมือนปัจจุบันนี้ คือปลูกแบบขายบ้าง แจกบ้าง เพิ่งจะมาทำเป็นระบบได้สักประมาณ 3-4 ปี มานี้ “เรามองตลาดพืช ตลาดต้นไม้ ว่ามันค่อนข้างไปได้ไกลพอสมควร ก็เลยเริ่มจัดแจงพื้นที่
เรื่องโดย : นันทนา ปรมานุศิษฏ์ ก่าตี๊มเนื้องเหมอหั่น คือ มะเขือม่วงย่างราดต้นหอมผัดน้ำมัน เป็นอาหารง่ายๆ ของชาวเวียดนาม ที่สำคัญ อร่อยเสียด้วย อร่อยขนาดไหนไม่ทราบได้ รู้แต่ว่าเมื่อใดที่ฉันเห็นชื่อนี้ในเมนูก็จะต้องสั่งทุกครั้งไป เอามะเขือม่วงผลงามมาใช้ส้อมจิ้มให้เป็นรูให้ทั่วผิว แล้วนำไปย่างไฟอ่อนให้สุกดี มะเขือม่วงเวลาย่างแล้วจะหอมมาก กลิ่นไหม้ที่ผิวชวนให้น้ำลายสอ ร้านอาหารส่วนใหญ่ในเวียดนามยังคงย่างด้วยเตาถ่านอยู่ซึ่งก็ยิ่งทำให้หอมมากขึ้นไปอีก เมื่อมะเขือสุกดีแล้วก็นำมาลอกเปลือกออก ผ่าครึ่งตามยาว แล้วตัดแบ่งตามขวางเป็นชิ้นใหญ่ เทคนิคการทำอาหารอย่างหนึ่งของชาวเวียดนามที่ไม่เห็นวิธีนี้ในอาหารไทยคือการเอาน้ำมันมาผัดกับต้นหอม วิธีนี้จะทำให้ความหอมอยู่ในน้ำมันที่ใช้ผัด และต้นหอมก็จะคงสีเขียวสด วิธีเช่นนี้ชาวเวียดนามเรียกว่าเหมอหั่น โดยเอาต้นหอมมาผัดน้ำมันหมูแล้วนำไปราดบนมะเขือย่าง น้ำมันที่เหลือในกระทะก็นำมาผัดกับหมูสับปรุงรสด้วยน้ำปลา หากจะหรูกว่านี้ก็ใส่กุ้งสับลงไปด้วย หรือจะละเว้นเนื้อสัตว์ก็ยังได้ ส่วนใหญ่ที่ชาวญวนทำกินกันก็ไม่ใคร่จะใส่เนื้อหมูดอก ผัดสุกแล้วก็นำมารา
เปิดตัวเป็นทางการได้ไม่นานนี้เอง สำหรับ Zoota Bistro (ซูต้า บิสโทร) คาเฟ่สัตว์เลี้ยงสไตล์แปลกหายาก หรือที่เรียกติดปากกันทั่วไปว่า Exotic Pet (เอ็กโซติค เพ็ท) สวนสัตว์แปลกติดแอร์แห่งนี้ ตั้งอยู่ภายในบริเวณชั้นจี ของห้างสรรพสินค้า เซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ ถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซึ่งเจ้าของกิจการ ได้ให้คำนิยามตัวเองไว้ว่า “ซูต้า บิสโทร เป็นร้านอาหารเครื่องดื่ม เบเกอรี่ขนมหวาน สุดแนว สไตล์ circus พร้อมใกล้ชิดสัตว์แปลกหายาก” คุณวิ-วิรตี ฤาชุตกุล อายุ 28 ปี ตัวแทนกิจการ สละเวลามาให้ข้อมูลด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกันเอง เริ่มต้นเล่าให้ฟัง คาเฟ่แห่งนี้ มีหุ้นส่วน 5 ท่าน แต่ละคนมีธุรกิจหลักของตัวเองแตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่มีเหมือนกัน คือ ความชอบและความรักในสัตว์แปลกๆ ซึ่งตัวเธอเองนั้น มีธุรกิจหลักคือ นำเข้า-เพาะพันธุ์-ขยายพันธุ์ สัตว์แปลกและหายาก มีฟาร์มเพาะพันธุ์ เฟเน็กซ์ฟ็อกซ์ เมียร์แคท และสัตว์เลี้ยงแปลกใหม่อื่นๆ ที่ต่างประเทศนิยมกัน แต่เมืองไทยยังไม่แพร่หลายมากนัก โดยเป็นผู้จำหน่ายทั้งแบบส่งและปลีก ฮิปโปจิ๋ว “ร้านนี้เป็นการรวมตัวคนมีความชอบเหมือนกัน ที่อยากให้มีสถ
ชาวอีสานแถบจังหวัดชายแดน เช่น อุบลราชธานี อุดรธานี และหนองคาย ขึ้นชื่อในเรื่องอาหารเวียดนาม เพราะมีชาวเวียดนามอาศัยอยู่มาก จึงมีร้านอาหารเวียดนามชื่อดังหลายร้านที่แขกไปใครมาต้องแวะชิมให้ได้ อาหารที่ขายในร้านดังกล่าวนอกจากจะมีอาหารเวียดนามแบบเวียดนามจริงๆ แต่รสชาติปรับให้ถูกปากคนไทยจนคนไทยส่วนมากกล่าวกันว่ากินอาหารเวียดนามในเมืองไทยนั้นอร่อยกว่าไปกินที่ประเทศต้นตำรับเสียอีก ที่โด่งดังมากคือ แหนมเนือง ข้าวต้มเส้น ปากหม้อเวียดนาม กุ้งพันอ้อย และบั๊นแซ่ว เป็นอาทิ มักจะมีส้มตำขายด้วยซึ่งก็ไม่แปลก แต่มีอาหารชนิดหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นอาหารเวียดนาม ถึงกับเรียกว่า หมี่กะทิญวน หมี่กะทิอีสาน หรือหมี่กะทิอุบล หมี่กะทิที่ว่านี้เอาเข้าจริงๆ ฉันก็จนมุมเหมือนกันว่ามันคืออาหารชื่ออะไรในเวียดนาม เพราะเท่าที่ใช้ชีวิตอยู่เวียดนาม 7 ปี 6 เดือน อย่างคนที่ซอกแซกหาของกินใหม่ๆ ทุกวันก็ยังไม่เคยพบอาหารชนิดนี้ ตำราอาหารเวียดนามทั้งโบราณและสมัยใหม่กองสูงกว่าครึ่งตัวก็ไม่มีเล่มไหนมีอาหารที่ใกล้เคียงหมี่กะทิที่ว่านี้ แถมเพื่อนชาวเวียดนามต่างก็พากันส่ายหัวไม่รู้จักเสียอีก ครั้นหาข้อมูลฝ่ายไทยก็ไม่มีเสียเลย อย่างดีก็บ
คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มเค เรสโตรองค์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือเจ้าของกิจการ “เอ็มเค สุกี้”ที่คนไทยรู้จักกันดี กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนาใหญ่เมื่อไม่นานนี้ว่า เอ็มเค สาขาแรก เปิดที่ห้างฯเซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้ว จากการให้โอกาสของคุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการเครือเซ็นทรัล เพราะถ้าให้เริ่มต้นเองคงไม่ทราบว่าจะทำยังไง ฉะนั้นการได้รับโอกาส จากคนที่ให้โอกาสนั้น นับเป็นเรื่องสำคัญในการทำธุรกิจเหมือนกัน สำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ในวันนี้ ล้วนเริ่มมาจากเล็กๆก่อนทั้งนั้น เอสเอ็มอี จึงมีความสำคัญมาก เพียงแต่กว่าจะโตได้ ต้องผ่านเรื่องราวมามากมายก่อน การที่เอสเอ็มอี จะสร้างตัวเองให้มั่นคง การมีแค่มีสินค้าหรือบริการแล้ว จะประสบความสำเร็จเลย แทบจะเป็นไปไม่ได้ คุณฤทธิ์ ธีระโกเมน ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอ็มเค เรสโตรองค์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อย่างไรก็ตามการแข่งขันในยุคนี้ นับว่าแตกต่างจากสมัยก่อน ที่การแข่งขันน้อยกว่า โลกหมุนช้ากว่า แต่โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว คำพูดที่ว่าปลาใหญ่กินปลาเล็ก คงใช้ไม่ได้แล้ว น่าจะเปลี
เรื่องราวของการกลับไปทำเกษตรกรรมของคนรุ่นใหม่ หรือสานต่องานเกษตรของครอบครัว โดยการนำความรู้จากการศึกษาเรียนรู้ระดับที่สูงขึ้นมาบริหารจัดการ มีมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ จะพบว่ามีเรื่องราวสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนที่อยากเป็นเกษตรกร หรืออยากกลับบ้านไปทำงานเกษตรกรรมก็มีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับเรื่องราวของ คุณวีรพล ค้อศุภฤกษ์สกุล หรือ คุณพล เจ้าของไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่รัก อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ชายหนุ่มผู้ที่จบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยแม่โจ้ อีกคนที่หันหลังให้กับงานประจำและกลับมาสานต่อการทำงานเกษตรของครอบครัว โดยนำเอาความรู้กลับมาพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง คุณพล ย้อนความหลัง เล่าให้ฟังว่า “ผมจบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านการเกษตร ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ แล้วก็เข้าทำงานเป็นพนักงานประจำ อยู่ในบริษัทประมาณ 3 ปีได้ แต่ช่วงระหว่างทำงาน ผมก็กลับมาบ้านที่เขาค้อบ่อยมาก ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ เพราะต้องกลับมาช่วยที่บ้านทำไร่สตรอว์เบอร์รี่ แล้วก็ทำไร่ ปลูกพืชการเกษตรทั่วไป จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แล้วมาทำไร่สตรอว์เบอร์รี่ที่รัก เพราะพบว่าการกลับบ้านมาทำไร่ในช่วงเสาร์-อาทิตย์ไม่เพีย
ผู้ใหญ่นัด หรือคุณนัด อ่อนแก้ว เกษตรกรชายวัย 61 ปี อดีตศิษย์เก่ารั้วมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปัจจุบันเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านเขากลาง และนายกสมาคมผู้ผลิตและค้าข้าวสังข์หยัดเมืองพัทลุง หัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของชุมชนที่ทำให้คนรุ่นใหม่วัยเจนวาย บรรดาลูกหลานของเกษตรกรท้องถิ่น ต้องกลับมาสานต่ออาชีพชาวนา เพราะเขาสามารถทำให้สมาชิก 69 ครัวเรือน สามารถลืมตาอ้าปากได้ ด้วยการขายข้าวสังข์หยด (ข้าวเปลือก) ได้ตันละ 15,000 – 23,000 บาท นอกจากนั้นยังหัวใสนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ส่งขายท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต และออกบูธขายเอง รวมถึงขายออนไลน์ มีรายได้เข้ากลุ่มเฉลี่ยแต่ละเดือนราว 6 ล้านบาท ผู้ใหญ่นัด เล่ากับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า หลังจากจบ เอกรัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราช เริ่มต้นทำงานวิจัยพัฒนาท้องที่ หลังจากนั้นไม่นาน กลับพัทลุงบ้านเกิด ไปเป็นกรรมกรอยู่ที่โรงสีข้าวเอกชนแห่งหนึ่ง เรียนรู้ทุกกระบวนการกว่าจะมาเป็นข้าวสาร รวมถึงวิธีทำตลาด กระทั่งราว พ.ศ.2533 ได้เป็นผู้ใหญ่บ้าน มีแนวคิดให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกัน เพื่อพัฒนาคุณภาพข้าว เพิ่มมูลค่าข้าวสังข์หยดให้เป็นสินค้าประจ
เห็ด เป็นที่ทราบกันดีว่ามีคุณค่าทางโภชนาการไม่แตกต่างจากผักทั่วไป และยังมีโปรตีนสูง ที่ผ่านมาจึงมีผู้นิยมเพาะเห็ดขายเป็นจำนวนมาก.. “ศูนย์การเรียนรู้การผลิตเห็ดอินทรีย์” บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นอีกแห่งที่มีกระบวนการเพาะเห็ด และผลิตเห็ดอินทรีย์อย่างครบวงจร ที่สำคัญยังได้รับการรางวัลหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงในปี 2554 ซึ่งล่าสุด นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ได้นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อศึกษาดูงานที่ศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา เพื่อดูกระบวนการเพาะเห็ดและผลิตเห็ด ที่สำคัญยังมีการแปรรูปเห็ดเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือกต่างๆ เช่น แหนมเห็ด วุ้นเห็ด น้ำเห็ดสกัด ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย) ในเรื่องมาตรฐานการผลิตขั้นต้น หรือ ไพรมารี จีเอ็มพี (Primary GMP) มา 1 ปี รวมไปถึงการบริหารจัดการชุมชนอย่างเข้มแข็ง เกิดการสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง นายคณุตน์ ศิโรทศ นายคณุตน์ ศิโรทศ ประธานวิสาหกิจชุมชน กลุ่มเพาะเห็ดอินทรีย์ บ้านลิพอนหัวหาร-บ่อแร่ กล่าวถึงที่มาของศูนย์แห
“ข่าแดง” หรือ ข่าอ่อน เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรคได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายโดยเฉพาะด้านสุขภาพ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง การยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทำกันมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว ฉะนั้น เกือบทั้งหมู่บ้านหันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรองมาตรฐาน จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศและจากที่เคยเป็นรายได้เสริมเมื่อก่อน จึงกลายเป็นรายได้หลักในวันนี้ กระทั่งทำให้ทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงขายมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน คุณนวนศรี พรมมากอง อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 13 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
