SMEs
วันที่ 19 พ.ย.59 นายเสนอ หรือลุงเจอ ใจดี อายุ 60 ปี พร้อมภรรยาคู่ชีวิต นางยุพิน ใจดี วัย 56 ปี ชาว หมู่ 7 บ้านสร้างติ่ว ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม คงเก็บเกี่ยวผลผลิตจากน้ำพักน้ำแรงของตนที่สร้างไว้ทั้งชีวิตอย่างมีความสุข แม้เศรษฐกิจโลกจะถดถอย แต่ถ้าขยันหมั่นเพียรปัญหาเรื่องปากท้องก็จะไม่เกิด สองผัวเมียคู่นี้พิสูจน์ให้ประจักษ์ในบรรทัดต่อไป ลุงเจอเกษตรกรรุ่นใหญ่ เจ้าของสวนส้มเขียวหวานอยู่ในพื้นที่บ้านโคกสะอาด หมู่ 2 ต.นาแก เล่าเท้าความหลังก่อนจะประสบผลสำเร็จกับสวนส้มแห่งนี้ว่า ต้องออกจากบ้านเกิดตั้งแต่อายุ 14 ปี( พ.ศ.2514) ดิ้นรนหางานทำถึงจังหวัดจันทบุรี เป็นลูกจ้างอยู่ในสวนทุเรียน เงาะ แซมด้วยส้มเขียวหวานประปราย ได้ค่าแรงวันละ 13 บาท ทำทุกอย่างในสวนตามแต่เถ้าแก่สั่ง ถึงอายุ 19 ปี กลับมาแต่งงานกับนางยุพิน ก่อนจะพาครอบครัวไปทำงานในสวนด้วยกัน ช่วงที่ได้ผลผลิตจะขายได้วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า 60 กก. กิโลละ 60 บาท แต่ละงวดจะขายได้ครั้งละ 1.4 ตัน(1,400 กก.) รวมสองงวดเป็น 2.8 ตัน(2,800 กก.)X 60 = 168,000 บาท/ปี (ไม่รวมที่ตอนกิ่งขายกิ่งละ 100 บาท ตกเดือนละ 35 ต้น) หักค่าปุ๋ย+ยาฆ่าแมลงออกครั้งละ 1 หมื่นบาท
การดำรงชีวิตในวัยหลังเกษียณ จำเป็นต้องมีการวางแผน มีการเตรียมพร้อมล่วงหน้า เพราะรู้ดีว่าวันนั้นคงมาถึง แต่มีหลายคนยังคงวางเฉยเพราะรู้ดีว่าอาจมีลูกหลานดูแล จึงมุ่งดำเนินชีวิตเพื่อจะใช้เวลาที่เหลือสำหรับพักผ่อน เพราะลูกหลานไม่ต้องการให้ทำงานอีกต่อไป สำหรับคนที่วางแผนชีวิตหลังเกษียณไว้อย่างรอบคอบ ย่อมทำให้ชีวิตไม่สะดุด ไม่เป็นภาระแก่ลูกหลาน คนเหล่านี้จึงเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่นๆ ด้วยการถามตัวเองตลอดเวลาว่า ชอบอะไร ต่อไปในอนาคตจะทำอะไร สำหรับ คุณฐิตินันท์ หะมาน ลูกย่าโมที่เพิ่งหยุดอาชีพแม่พิมพ์อย่างถาวรเมื่อปี 2557 จึงเลือกที่จะปลูกพืชผักแล้วทำสวนครัวอยู่กับบ้านสำหรับรับประทานเองอย่างปลอดภัยในบั้นปลายชีวิต คุณฐิตินันท์ เป็นอดีตครูโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครราชสีมา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยครูนครราชสีมา ก่อนจะสอบบรรจุครูครั้งแรกที่อำเภอพิมาย ต่อมาย้ายไปเป็นครู 1-2 แห่ง จนกระทั่งมาสอนประจำที่โรงเรียนวัดสว่างอารมณ์เป็นแห่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายุราชการ “ครูปุ๊” เป็นชื่อเล่นของคุณฐิตินันท์ที่คุ้นเคยกันในกลุ่มครูและหมู่นักเรียน โดยมีอายุราชการในฐานะครูมาตลาด 38 ปี ทั้งเป็นช่วงเวลาท
สร้างปรากฏการณ์ให้วงการก่อสร้างไทย ด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 1 วัน ก็เข้าอยู่อาศัยได้เลย เพราะทำจากพลาสติกเสริมเหล็ก มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งบ้านพัก สำนักงานเคลื่อนที่ ร้านค้า ป้อมยาม ห้องน้ำ ฯลฯ ไอเดียล้ำๆ เป็นฝีมือของคนไทยจดอนุสิทธิบัตรแล้ว นับเป็นเจ้าเดียวในโลกโดยวิศวกรไทย เจ้าของธุรกิจคือ “นุชนี อารมณ์สวะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทีบี อินดัสตรี จำกัด ต่อยอดกิจการพลาสติก บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก คุณนุชนี กล่าวว่า บริษัท บีทีบี อินดัสตรี จำกัด ก่อตั้งปี 2538 ดำเนินธุรกิจประเภทพลาสติก สินค้าหลักคือ พาเลทพลาสติก และพาเลทพลาสติกเสริมโลหะ หรือแผ่นรองสินค้า ป้อนให้บริษัทชั้นนำทั่วไป เช่น บริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ บริษัท พี แอนด์ จี เอสบี เฟอร์นิเจอร์ บริษัท ดัชมิลล์ บริษัทเครือเอสซีจี โฮมโปร ช่วงปี 2542 แตกไลน์สินค้าผลิตเป็น เฟอร์นิเจอร์พลาสติก เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ชุดสนามเด็กเล่น ถังขยะ กระถางต้นไม้ ตู้เก็บขยะ ตู้รองเท้า ศาลา ป้อมยาม ห้องสุขา สำนักงานเคลื่อนที่ ล่าสุดปี 2559 เพิ่มไอเดียล้ำๆ ทำบ้านพลาสติกเสริมเหล็กเข้าอยู่ได้จริง ต่อเติมเพิ่มได้ด้วย ห
ผู้เขียน / รัตติกรณ์ ภาพจาก Mirror อย่าเพิ่ง ทำท่า “หยะแหยง” กันนะคะ เพราะ “ของเหลือทิ้ง” ที่ว่านี้ ไม่ใช่เศษอาหารที่มีคนกินเหลือ แต่เป็น พืช ผัก ผลไม้ ขนมปัง ของสด หรือของอะไรก็ตามแต่ที่สามารถกินได้นี่แหละที่ทางร้านอาหาร ร้านค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็นว่าไม่สดใหม่ หรือใกล้จะหมดอายุ แล้วเตรียมจะเอาไปทิ้งลงถังขยะ แต่มีร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เรากำลังจะเล่าให้คุณฟังนี่ล่ะ ไป “ขอรับบริจาค” พืชผักเหล่านั้นมาปรุงเป็นอาหาร โดยอาหารทุกจานไม่มีการตั้งราคา แต่เปิดโอกาสให้ลูกค้า จ่ายเท่าไรก็ได้ตามต้องการ หรือตามกำลังทรัพย์ในกระเป๋า คราวนี้ก็ “เข้าใจตรงพอยต์” กันแล้วนะคะ สำหรับร้านอาหารไอเดียดี๊…ดี ที่ว่านี้ ชื่อว่า “The Real Junk Food Project (เดอะ เรียล จั๊งก์ ฟู้ด โปรเจ็กต์)” เป็นร้านอาหารเพิ่งเปิดใหม่ในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เมื่อเร็วๆ นี้เอง แต่เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. สำหรับวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์เปิดตั้งแต่เวลา 11.00-16.00 น. เนื่องจาก แก๊บบี้ โฮล์มส์ และ นาตาลี ครีน สองสาววัย 23 ที่ร่วมมือกันก่อตั้งร้านนี้ ต่างมีงานประจำเป็น “สาวเสิร์ฟ” ด้วยก
ไข่เค็ม สินค้าพื้นบ้าน จนแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่มีใครที่ไม่รู้จักไข่เค็ม ไข่เค็ม เป็นการถนอมอาหาร ที่สามารถทำได้หลายรูปแบบ และการทำไข่เค็มด้วยวัตถุดิบ อย่างดินสอพองก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ที่หมู่บ้านศาลาดิน ต.มหาสวัสดิ์ อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรมหาสวัสดิ์ รวมตัว ผลิตไข่เค็มดินสอพอง ที่ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไปพูดคุยมาพร้อมนำสูตรมาฝากกันอย่างละเอียดพร้อมทำตามได้เลย คุณอุไร สวัสดิ์แดง วัย 50 ปี หนึ่งในสมาชิกกลุ่มแม่บ้าน เล่าว่า ที่กลุ่มแห่งนี้ ทำกันมาราว 15 ปีเศษแล้ว โดย ใน 1 สัปดาห์ จะผลิตไข่เค็มราว 1200 ฟอง โดยใช้วัตถุดิบหลักคือไข่เป็ดในพื้นที่ และย่านใกล้เคียง ทำเสร็จแล้ววางขายที่กลุ่มแม่บ้าน และออกงานแสดงสินค้าทั่วไป ราคาไข่เค็ม ขายฟองละ 7 บาท หรือ 3 ฟอง 20 บาทเพื่อให้ขายง่ายขึ้น ส่วนต้นทุนมีดังนี้ ไข่เป็ดตกฟองละ 4.50 บาท //ดินสอพอง ราคา กก.ละ 10 บาท //เกลือ กก.ละ 10 บาท //ค่าแรง ชม.ละ 40 บาท (โดยเฉลี่ย 1 ชม. จะทำได้ ถึง 600 ฟอง) สรุปแล้ว กว่าจะมาเป็นไข่เค็ม 1 ฟอง ใช้ต้นทุน 5.80 บาท คุณอุไร บอกว่า ไข่เค็ม ทำไม่ยาก แต่ต้องขายไว เนื่องจากเก็บไว้ในอุณหภูมิปกติไ
จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันผู้คนหลากหลายสาขาอาชีพ หันมาช่องทางการทำอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว โดยเฉพาะการทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งสามารถสร้างความมั่นคงและความสุขให้กับครอบครัวได้อย่างยั่งยืนจริง อย่างนายกนกพล สายกี้เส้ง อายุ 54 ปี หรือช่างบน เจ้าของอู่ช่างซ่อมรถยนต์ ชาว ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา หันมาทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากอาชีพหลักคือการซ่อมรถยนต์ มีรายได้เพิ่มขึ้นจากสวนเกษตรผสมผสานเดือนละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาทและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากพืชผลทางการเกษตรที่แตกหน่อออกผลและการเลี้ยงสัตว์หลากหลายชนิด เพื่อสร้างรายได้หมุนเวียนต่อเนื่องทุกวันตลอดทั้งปี นายกนกพลกล่าวว่า เริ่มทำการเกษตรแบบผสมผสานย่างเข้าสู่ปีที่ 5 ได้แบ่งที่ดิน 5 ไร่ ตามหลักปรัชญาเกษตรพอเพียงของในหลวง ร.9 ขุดบ่อเลี้ยงปลาขนาด กว้าง 36×70 เมตร เลี้ยงปลาดุก ปลานิล ปลาทับทิม ปลาอีสก และใช้เป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยงพืชผักในช่วงหน้าแล้ง บ่อเลี้ยงกบ 3 บ่อ จำนวนกบที่เลี้ยง 3,000 ตัว คอกเลี้ยงห
มื้อเช้าต้องขนมปัง ลองทำกิน สู่ทำขาย “หลังเรียนจบ ผมเข้าทำงานประจำได้ไม่นาน แต่ก็มีความฝันอยากเปิดธุรกิจ เริ่มจากผมชอบทานขนมปังเป็นมื้อเช้า แต่ขนมปังที่ชอบก็หายาก ในที่สุดอยากทำเอง ตอนนั้นเริ่มต้นกับแฟน (คุณน้ำฝน อุดมเลิศลักษณ์) เพราะเขาคลุกคลีกับวัฒนธรรมฝรั่ง ตอนไปเรียนต่อที่อัมสเตอร์ดัม ผู้คนทานขนมปังกัน และก็หาซื้อไม่ยาก แต่ด้วยเราอยากให้เป็นโฮมเมด เป็นขนมปังจากธรรมชาติ คือใช้ยีสต์หมักเอง การลองผิดลองถูกจึงยาวนานนับปี เสียหายไปเยอะเลย” หากซื้อยีสต์หมักด้วยระบบอุตสาหกรรม นำมาผสมกับส่วนผสมต่างๆ ใช้เวลาไม่นานก็ได้ขนมปังออกจากเตา แต่ทว่า คุณค่ากับความภูมิใจ คือสิ่งที่ขาดหาย คนหัวใจศิลป์ทั้งสอง จึงมุ่งมั่นกับการหมักยีสต์ เฝ้าดูกระบวนการเติบโต นำมาผสมผสาน ปั้นเคล้าคลึง นำเข้าเตาอบ ซึ่งแรกๆ ออกมา แข็งบ้าง ไม่ได้รสอร่อยบ้าง แต่ก็ทำกินเรื่อยมา จนกระทั่งเวลาผ่านไปราว 1 ปี ประสบการณ์มากพอจะลงมือทำขาย แต่จะขายที่ไหน นั่นคือคำถาม? “ตอนทำกินใช้เตาอบเล็กๆ อบได้ครั้งละ 1 ก้อน แต่เมื่อคิดทำขาย ต้องมีทุนแล้ว ต้องซื้ออุปกรณ์ แล้วไหนจะหน้าร้านอีก ซึ่งตอนนั้นผมมีเงินแค่ 3 หมื่นบาท ซื้อเตาอบใหม่อบได้ครั้
ทางเดินชีวิต…สู่แนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณจำเนียร กาญจนพรหม 107/1 หมู่ที่ 12 บ้านหนำควาย ตำบลนาท่ามเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดตรัง 92190 เดิมคุณจำเนียร เติบโตในครอบครัวเกษตรกรที่ทำสวนยางพารา ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงโค กระบือ สุกร เป็ด และไก่ เมื่อจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ได้สืบทอดอาชีพของครอบครัวมาโดยตลอด ต่อมาได้สมรสกับ คุณวิรัตน์ กาญจนพรหม ซึ่งเป็นอาจารย์สอนที่วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีตรัง จังหวัดตรัง จึงทำหน้าที่แม่บ้าน ทำสวนยางพารา และเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยมีเป้าหมายหลักคือให้ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุข การทำอาชีพเสริมของครอบครัว เพื่อมุ่งเน้นให้บุคคลในครอบครัวมีกิจกรรมทำร่วมกัน คุณจำเนียรมีเป้าหมายคือ ต้องการให้บุตรของตนเองสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมสืบไป โดยดำเนินชีวิตตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ปรับพื้นที่สวนยางพาราเป็นพื้นที่การเกษตรแบบครัวเรือน โดยแบ่งออกเป็น 4 กิจกรรมหลัก ดังนี้ 1.การปลูกพืชผักสวนครัว เน้นผักพื้นบ้านปลอดสารพิษ และเพาะเห็ดฟาง 2.เลี้ยงสัตว์ เช่น เป็ด ไก่ สุกร และโค 3.ด้านประมง มีการเลี้ยงกบ เลี้
คนไทยนอกจากจะยิ้มเก่งแล้ว ยังจิตใจดีไม่แพ้ชาติใดในโลก ดั่งเช่นบรรดาเจ้าของร้านอาหารใจบุญ ที่เส้นทางเศรษฐีออน ไลน์ได้รวบรวมมานำเสนอ ซึ่งบรรดาเด็ก คนแก่ คนท้อง คนพิการ มากินฟรีเลย ร้านแรก “ร้านรับทรัพย์ข้าวมันไก่” จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่ใกล้ๆ โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล ริมถนนพิมพสุต เขตเทศบาลนครขอนแก่น เมนูมี ข้าวมันไก่ ไก่กรอบ ไก่แซ่บ ไก่สไปซี่ (spicy chicken) ไก่มะนาว ขายในราคาจานละ 35 – 40 บาท เจ้าของร้านชื่อคุณเพ็ญนิภา นกยูง อายุ 44 ปี คุณเพ็ญนิภา เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ขายข้าวมันไก่มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นรถเข็น กิจการดีขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งซื้อตึกพาณิชย์ 1 คูหา เพื่อเปิดร้าน จุดเด่น คือ คิดสูตรเอง มีเมนูที่หลากหลาย อาทิ ไก่แซ่บ คือ ไก่กรอบนำไปยำ ไก่สไปซี่ คือ ไก่ที่ใส่ผงปรุงรสลาบ ไก่มะนาว คือ นำไก่ต้มมายำ ปกติวันธรรมดาทางร้านจะใช้ไก่วันละ 50 ตัว หากขายไม่ค่อยดีราว 30 ตัว ใช้ข้าวประมาณ 30 – 40 กิโลกรัม หญิงสาว บอกต่อว่า เมื่อปี 2546 เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เกิดความรู้สึกว่า อยากช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เลยจัดโปรโมชั่นให้คนท้องกินฟรี หากทานที่ร้านจะไม่จำกัด
เรื่องและรูปโดย : ยศพิชา คชาชีวะ กระแสกิน “คลีน” ยังฮิตไม่เลิกไม่รา เห็นคนเขาทำสลัดโรลใส่กล่องขาย มีน้ำสลัดให้จิ้ม ก็ยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า วางเท่าไหร่ขายหมด สาวแถวบ้านผมยังทำขายส่งตามร้านสถานีรถไฟฟ้าเลย น้ำสลัดของสาวคนนี้ ไม่ได้คลีนอะไรมากมาย เพราะผมเห็นเธอไปซื้อมายองเนสถุงๆ มาผสม แต่ทีเด็ดที่คนติดใจน้ำสลัดของเธอคือ รสชาติแซ่บหลาย เธอเล่นใส่ทั้งกระเทียม พริกขี้หนู พริกไทยดำ น้ำมะนาว ปั่นกับมายองเนส จะไม่แซ่บทนไหวรึ กินสลัดโรลดีที่ได้กินผักเยอะๆ ขอให้ล้างสะอาด ไขมันจากมายองเนสนิดหน่อย พอไปวัดไปวาได้ บางวันเธอใส่ไส้ปลาทูทอด ให้จิ้มกับน้ำพริกกะปิ ขายดีอีก แต่อย่างหลังนี่โซเดียมออกจะสูง ปลาทูก็เค็ม เลยเป็นคลีนแบบไม่ค่อยคลีน อาหารคลีนต้องไม่มีสารพิษ แปลว่า วัตถุดิบต้องมาจากฟาร์มเกษตรอินทรีย์ “ออร์แกนิก” (ไม่กี่วันก่อน มหาวิทยาลัยดังไปตรวจผักออร์แกนิกในห้าง พบสารพิษเพียบ) มีผักสด กินถั่ว กินงา เนื้อปลาโปรตีนไขมันต่ำ มีแป้งประเภทขัดสีแต่น้อยด้วย ปรุงด้วยวิธีธรรมชาติ ไม่ผ่านขั้นตอนซับซ้อน รสชาติไม่จัดจ้าน ไม่งั้นจะได้โซเดียมกับน้ำตาลสูงเกินต้องการ เข้าทำนอง “อาหารสุขภาพต้องไม่อร่อย” มาเข้าทาง
