SMEs
มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมพื้นที่โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ณ บางเบิด จังหวัดชุมพร คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล อายุ 66 ปี เป็นเกษตรกรต้นแบบ อยู่ที่ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ซึ่งพืชผลทางการเกษตรที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียน มีมากกว่า 700 ต้น อยู่ในสวนลุงนิล เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดชุมพรค่อนข้างมาก คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล เจ้าของสวน ลุงนิล เป็นที่รู้จักในนามของเกษตรกรผู้คิดค้น “เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น” ซึ่งจุดเด่นของลุงนิลคือ การได้รับความสนใจจากผู้ไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเกษตรผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่เน้นใช้พื้นที่ของตนเองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ และพืชแซม พร้อมกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจไปในตัว และนอกจากจุดเด่นของลุงนิลจะอยู่ที่การทำสวนแล้ว ลุงนิลยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ดูแลโครงการธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพรอีกด้วย เศรษฐกิจพอเพียง กู้วิกฤตชีวิตลุงนิล ลุงนิล เผยถึงแนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน 9 ชั้น ว่า ในอดีตลุงนิลเคยทำอาชีพค้าขายมาเป็นเวลานาน แล้วก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ด้ว
นายสุเมธ ท่านเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและสนับสนุนมูลนิธิโครงการหลวงและโครงการตามพระราชดำริ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดเผยถึงที่มาของโครงการพัฒนากระบวนการเรียนรู้สู่งานอาชีพ โดยการจัดทำหลักสูตรงานอาชีพในอำเภอบ่อเกลือ และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ว่า มหาวิทยาลัยพยายามหาอาชีพอื่นเข้ามาทดแทนการปลูกข้าวโพดแบบยั่งยืน โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่การพัฒนาด้านการศึกษาและพัฒนาอาชีพให้กับเด็กและเยาวชน เนื่องจากจังหวัดน่านเป็นพื้นที่ภูเขาสูงติดชายแดน ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีอยู่มากกว่า 10 ชนเผ่า เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้มาจากครอบครัวที่พ่อและแม่พูดภาษาไทยไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ออก ฐานะยากจน ถูกเลี้ยงมาในสังคมปิดและใช้ภาษาไทยเป็นภาษาที่สอง จึงต้องการฝึกให้มีทักษะไปประกอบอาชีพสร้างรายได้โดยไม่ทิ้งถิ่นฐานที่อยู่ นายสุเมธ กล่าวต่อไปว่า มจธ. จึงสนับสนุนให้โรงเรียนที่อยู่บนดอย จัดทำหลักสูตรงานอาชีพ 1 โรงเรียน 1 อาชีพ (อย่างน้อย) เพื่อสนับสนุนการศึกษาสู่การมีงานทำ โดย มจธ. จับมือกับวิทยาลัยบการอาชีพปัว สนับสนุนให้โรงเรียนในเครือข่ายดรุ
เสร็จสิ้นแล้วสำหรับการเดินทางไปประชุมของคณะกรรมการและสมาชิกสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ที่มี คุณนิยม ไวยรัชพานิช รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นหัวหน้า ร่วมกับ คุณเจีย เรียบ รองผู้ว่าราชการจังหวัดไพลิน และบรรดาตัวแทนหอการค้าจังหวัดต่างๆ ของกัมพูชาเกือบ 20 คน เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ศาลากลางจังหวัดไพลิน ประเทศกัมพูชา ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาได้หยิบยกปัญหาต่างๆ ในเรื่องส่งออกสินค้าเกษตร รวมถึงปัญหาการเดินทางเข้าไทยของชาวกัมพูชามานำเสนอ สมาชิกหอการค้าจังหวัดต่างๆ ของกัมพูชา ถ่ายภาพร่วมกับคณะกรรมการสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา เล็งเปิด 4 เส้นทางเข้ากัมพูชา การประชุมครั้งนี้ คุณเจีย แจกแจงว่า ขอให้ฝ่ายไทยช่วยส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรจากกัมพูชาด้วย เนื่องจากเวลานี้มีผลิตผลหลายอย่าง นอกเหนือจากมะม่วงแก้วละเมียด (ไทยเรียกแก้วขมิ้น) และขอให้อะลุ่มอล่วยบ้าง เพราะการผลิตยังต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ยังไม่ได้มาตรฐานสากล แต่ต่อไปต้องทำให้ได้ตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ควรมีความร่วมมือกันให้เข้มแข็งมากกว่านี้ และให้มีการประชุมปรึกษาหารือเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทางด้านตัวแทนหอการค้าจากจังหวัดต่างๆ ของกัมพูชา ระบุว่า ในกั
ปลาหมอสี เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย ด้วยมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เช่น สีสันที่สวยงามสะดุดตา ตลอดจนส่วนหัวที่มีความโหนกนูน จึงทำให้ดูแปลกไปกว่าปลาชนิดอื่น ลักษณะโดยทั่วไปของปลาหมอสี จะเลี้ยงโดยเน้นให้มีสีสันและส่วนหัวให้มีโหนกก้อนใหญ่ ซึ่งลำตัวของปลาจะมีลักษณะแบน เกล็ดมีขนาดปานกลาง ลำตัวมีสีฉูดฉาดหลายสี เช่น สีชมพู สีน้ำเงิน สีเหลือง ส่วนใหญ่จะนิยมเลี้ยงเพื่อเป็นปลาสวยงาม เพราะปลามีความแข็งแรง สามารถทนต่อสภาพน้ำที่มีอากาศน้อยได้ดี บางคนก็มีความเชื่อกันว่าเลี้ยงเพื่อเสริมฮวงจุ้ย ในเรื่องของการซื้อขายนั้น ราคาถือว่าค่อนข้างดีเลยทีเดียว โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของปลาที่แตกต่างกันไป เช่น มีโหนกที่หัวใหญ่ สีสันสดใส และมีลายแถบสีดำข้างลำตัวชัด ซึ่งปลาหมอสีตัวใดมีครบ 3 อย่างนี้ จะมีราคาแพงเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย จากความสวยงามชวนหลงใหลของปลาหมอสี ทำให้ คุณเศรษฐศักดิ์ โสจิศันสนีย์ อยู่บ้านเลขที่ 18 หมู่ที่ 2 ตำบลบางกระเจ้า อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ได้ทดลองเลี้ยงปลาหมอสีจนประสบผลสำเร็จ และที่สำคัญได้ศึกษาการเพาะพันธุ์ จนทำให้ที่ฟาร์มปลาหมอสีของเขา มีปลาที่มีความสวยงามและเป็นที่ต้องการของตลาดมามากก
ใช่ว่าแต่คนเท่านั้นที่ข้ามเส้นพรมแดน สรรพสัตว์ก็ข้ามแดนไปมาไม่รู้กี่ยุคสมัยมาแล้ว การข้ามแดนของพืชและสัตว์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ด้วยสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกันอาจทำให้ยังชีวิตอยู่ไม่ได้ หรือทำให้สัตว์กลายพันธุ์ รวมทั้งอาจผสมข้ามพันธุ์ส่งผลให้สัตว์และพืชท้องถิ่นกลายพันธุ์ได้ กระนั้นอีกมุมหนึ่งสัตว์และพืชที่ข้ามแดนมาอาจเจริญเติบโตได้ดี กระทั่งนานไปก็กลายเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ประจำถิ่นไปโดยปริยาย วางก้าม เรื่องราวของสัตว์ข้ามแดนผนวกกับเรื่องของหญิงสาวรุ่นใหม่ 2 คน ที่อยู่ในวัยทำงานสร้างเนื้อสร้างตัว ทำให้ฉันสนใจสัตว์น้ำนามว่า กุ้ง ซึ่งไม่ใช่แค่กุ้งที่เห็นๆ กินๆ อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อย่างที่เรารู้จักกันในนามกุ้งชีแฮ้ กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วยประมาณนี้ แต่กุ้งที่ว่านี้มีชื่อแปลกหูและรูปทรงแปลกตา เป็นกุ้งสัญชาติต่างประเทศที่นำเข้ามาจากประเทศออสเตรเลีย เป็นกุ้งน้ำจืด สวยงามและกินได้ด้วย ฉันได้รับรู้เรื่องราวของกุ้งที่เดินทางไกลข้ามน้ำข้ามมหาสมุทรมาสู่ดินแดนอุษาคเนย์ จนอดรนทนไม่อยู่ต้องตามหา 2 สาว นักเลี้ยงกุ้งมาคุยด้วย ไม่ใช่แค่กุ้งที่น่าสนใจ หากว่า 2 สาว ก็น่าสนใจในแง่ของเกษตรกรประมงรุ่นใหม่ ที่ไม
หลายคนเมื่อได้ยินแล้วอดนึกขำ หัวเราะว่า นอนนาแก้จนได้อย่างไร วันนี้มีโอกาส เดินทางไปตามคำบอกของชาวบ้านว่า มีผู้ทำโครงการนอนนาแก้จน มีชาวบ้านเข้าร่วมโครงการและนำไปเป็นตัวอย่าง ที่บ้านบัว พบกับเจ้าของสวนและโครงการ หลังทักทายกันแล้ว ก็พาเที่ยวชม ดร. พลังพงศ์ คำจวง กรรมการบริหาร ศูนย์อุตสาหกรรมบัวแก้วธานี อยู่บ้านเลขที่ 224 หมู่ที่ 5 บ้านบัว ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร เล่าถึงความเป็นมาของโครงการชวนนอนนาแก้จนว่า แต่เดิมก็ทำนา ทำสวน หลังจากเรียนหนังสือจบก็เคยคิดที่จะทำงานราชการ แต่ชีวิตก็ไปทำธุรกิจหลายอย่าง และสุดท้ายก็มาทำโรงงานตัดเสื้อผ้า และผลิตถุงกอล์ฟส่งประเทศญี่ปุ่น แต่จากปัญหาภาวะเศรษฐกิจจึงหยุดไปช่วงหนึ่ง แต่ยังคงผลิตเสื้อผ้าเช่นเดิม ในช่วงนั้นก็หันมาลงเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกเทศบาลตำบลบัวสว่าง และเนื่องจากมีแนวคิดโครงการช่วยชาวบ้าน จึงคิดโครงการ “นอนนาแก้จน” ขึ้น พร้อมกับโครงการขยายไฟฟ้า เพื่อเป็นฐานของการทำโครงการ ต่อมาได้ลงมือทำเองเพื่อเป็นการนำร่อง ให้ชาวบ้านเห็น ฟื้นวิถีชีวิตชุมชน คนในหมู่บ้าน หันมาทำจริงจัง พร้อมยึดแนวทางเศรษฐกิจพอ
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2559 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่แปลงนาบ้านโคกโก่ย หมู่ 9 ต.กู่จาน อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร น.ส.เพ็ญศรี เจริญสุทธิพันธ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เป็นประธานเปิดงานวันสาธิตลดต้นทุนการเก็บเกี่ยวข้าวโดยเครื่องตัดหญ้าดัดแปลง โดยมีนายสมศักดิ์ บุญทำนุก นายอำเภอคำเขื่อนแก้ว นายนวนิตย์ พลเคน หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรรักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดยโสธร หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับและเกษตรกรตำบลกู่จาน กว่า 100 คนเข้าร่วม นายนวนิตย์ กล่าวว่าจังหวัดยโสธรมีพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมด 1,422,846 ไร่ ผลผลิตรวมประมาณ 627,183 ตัน รายได้หลักของเกษตรกรจึงมากจากการทำนา ในสภาวะปัจจุบันที่ผลผลิตข้าวมีมากเกินไป ต้นทุนการผลิสูงเกษตรกรจำหน่ายข้าวในราคาต่ำ ทำให้เกิดการขาดทุนไม่คุ้มค่าโดยจังหวัดยโสธรมีต้นทุนการปลิตข้าวอยู่ระหว่าง 3,650-3,950 บาทต่อไร่ ซึ่งต้นทุนการผลิตนี้เป็นค่าเก็บเกี่ยวข้าวประมาณ 600-700 บาทต่อไร่ ดังนั้นการที่จะทำให้ชาวนามีต้นทุนการผลิตต่ำลง จึงต้องมีการประยุกต์และหานวัตกรรมใหม่ๆมาช่วยชาวนา นายนวนิตย์ กล่าวต่อว่า ทางจังหวัดยโสธธรได้ทราบว่าเกษตรกรสามารถดัดแปลงเครื่องตัดหญ้า
วันที่ 17 พ.ย. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 401/1 หมู่ 12 ต.บัวขาว อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธุ์ ของนายคเชนทร์ วรชัย อายุ 40 ปี ผู้เพาะพันธุ์และเป็นเจ้าของปลากัดลายธงชาติไทย ซึ่งโด่งดังเป็นกระแสในโลกออนไลน์ว่ามีการประมูลปลากัดลายธงชาติไทย ราคาสูงถึงตัวละ 53,500 บาท นายคเชนทร์ กล่าวว่า การเลี้ยงปลากัดเป็นงานอดิเรก เนื่องจากตนเองชื่อชอบ โดยใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน เพาะพันธุ์ เปลี่ยนน้ำ และให้อาหาร ปัจจุบันมีปลากัดเลี้ยงไว้ประมาณ 100 ตัว ส่วนปลากัดที่เลี้ยงไว้ชื่อว่า เจ้าไตรรงค์ เป็นปลากัด สายพันธุ์ ฮาฟมูน หรือ ปลากัดครีบสั้นหางพระจันทร์ครึ่งดวง อายุ 3 เดือนครึ่ง มีลักษณะสีสันพิเศษไม่เหมือนใครเพราะเป็นลายธงชาติไทยตลอดทั้งตัว ตนจึงตัดสินใจลองประมูลดูในกลุ่มไลน์ประมูลปลากัดไทย โดยโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กตัวเอง ชื่อ Kachen Worachai ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ย.ที่ผ่านมา ในราคาเริ่มต้น 99 บาท จนถึงวันที่ 8 พ.ย. เวลาประมาณ 21.00 น. พบว่ามีผู้ประมูลสูงถึง 53,500 บาท จึงได้ปิดการประมูล สำหรับผู้ประมูลได้อยู่ที่จ.นครปฐม ถือเป็นเรื่องที่ไม่คิดมาก่อนว่าราคาปลากัดตัวนี้จะสูงถึงขนาดนี้ สำหรับ เจ้าไตรรงค์ การเพาะพันธุ์
จากความมุ่งมั่นในการสืบสานพระราชปณิธาน เรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้น้อมนำมาใช้ในการปฏิบัติงาน กอปรกับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้พระราชทานเมื่อครั้งที่ทรงประทับแรม ณ เขื่อนสิรินธร อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2541 ทำให้เป็นที่มาของการจัดตั้ง “โครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” ขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2542 และได้มีการจัดตั้งโครงการชีววิถีเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นทางการในปี 2546 โดยมุ่งให้ความสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การเพาะปลูก การเลี้ยงสัตว์น้ำ การปศุสัตว์ และสิ่งแวดล้อม โดยมีหลักการสำคัญ คือ การใช้จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพแทนการใช้สารเคมี และมีการดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน โครงการชีววิถีฯ นับเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จมาอย่างต่อเนื่อง เพราะได้รับความสนใจจากหน่วยงานองค์การต่างๆ ในวงกว้าง โดยมุ่งสนับสนุนให้มีการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีการดำเนินงานเพื่อสังคม ด้วยการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจในการเกื้อกู
นายเกษม เคนะอ่อน อายุ 61 ปี อดีตกำนันตำบลเต่างอย ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร เปิดเผยว่า นอกจากทำนาทำไร่แล้ว หลังหมดวาระในการเป็นกำนัน ก็ได้หันมาทำเกษตรแบบเต็มตัว โดยได้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งหลังจากที่ลดการทำนาแล้วมาทำแปลงปลูก เมล่อน โดยอาศัยช่วงที่เป็นกำนัน มีการเดินทางไปศึกษาดูงานหลายที่และอ่านตำราประกอบ มองว่าการปลูกเม่ลอน สามารถสร้างรายได้ดี แต่ต้องลงทุนสูง ขณะนี้ปลูกแล้ว 2 โรงเรือน เป็นพันธุ์ “เลดี้โกลด์” และเริ่มให้ผลผลิตแล้ว 1 โรงเรือนหรือประมาณ 400 ต้น ส่วนโรงเรือนที่ 2 กำลังเริ่มที่จะให้ผลผลิต ส่วนค่าลงทุนจะตกอยู่ที่ประมาณ 80,000 บาท ต่อโรงเรือนในครั้งแรก นายเกษม กล่าวอีกว่า ตอนนี้ เม่ล่อนให้ผลผลิตและจำหน่าย กิโลกรัมละ 50 บาท เป็นราคาที่หน้าโรงเรือน เฉลี่ยแล้วจะได้ประมาณ 53,000 บาท ต่อโรงเรือน หากมี 2 โรงเรือน ก็จะได้ไม่น้อยกว่า 100,000 บาท คิดว่าเป็นมูลค่าที่น่าพอใจ กว่าการปลูกพืชอื่นๆ แต่ที่สำคัญ เมล่อน เป็นพืชผลผลิตที่ผู้ปลูกต้องมีเวลาดูแลใกล้ชิด เพราะเมล่อน จะมีปัญหาเรื่องโรค เช่น พวกรา แต่เมื่อผลผลิตออกมาก็คุ้มค่า ในส่วนของตนเอง มุ่งการปลูกไปที่การปลอดสารเคมีทุกชนิด ดังนั้นผ
