SMEs
การเลี้ยงบอนไซ ถือเป็นอีกหนึ่งงานอดิเรกที่หลายคนชื่นชอบ โดยผู้เลี้ยงในกลุ่มนี้อาจเป็นคนที่มีรสนิยมด้านศิลปะควบคู่ แต่คงไม่จำเป็นต้องร่ำเรียนมา เพียงแค่พอจัดองค์ประกอบได้บ้างก็สามารถทำให้รูปทรงต้นบอนไซที่รักของคุณมองดูแล้วมีความสวยงามตลอดเวลา ความตั้งใจของผู้เลี้ยงบอนไซมักเริ่มจากความเพลิดเพลินจากงานอดิเรกแล้วมักซื้อมาจำนวน 1-2 ต้น หลังจากฝึกฝนเรียนรู้จับทางวิธีเลี้ยงจนชำนาญมักเพิ่มจำนวนมากขึ้น เพิ่มประเภทมากขึ้น จนกระทั่งบางรายจากความตั้งใจซื้อมาเพื่องานอดิเรกแต่กลายเป็นเรื่องค้าขายไปเลยก็มี เหมือนอย่าง คุณกรกช ไทยศิริ หรือ คุณโอ๊ค ที่นำบอนไซมาเลี้ยงเพราะมองเห็นมิติในด้านความสงบ ฝึกสมาธิ ตลอดจนได้เห็นพัฒนาการเจริญเติบโตจากการดูแลทำให้เกิดความสุขและอิ่มใจ คุณโอ๊ค นำบอนไซมาเลี้ยงเพื่อสร้างความเพลิดเพลิน แล้วค่อยๆ สะสมในสวนข้างบ้านเพิ่มมากขึ้น พร้อมไปกับการค้นคว้าหาข้อมูล เรียนรู้ จนมีโอกาสต่อยอดกลายเป็นธุรกิจ เมื่อราว 6 ปีที่ผ่านมา กระทั่งเมื่อวิทยายุทธ์แก่กล้าจึงเสาะหาบอนไซจากหลายแหล่ง หลายสายพันธุ์มาสะสม แล้วซึมซับรูปแบบของศิลปะแต่ละชนิดเพื่อนำไปประยุกต์แล้วสร้างเป็นผลงานใหม่ตามจินตนาก
เพิ่งรู้ว่าขอนแก่นและมหาสารคามเป็นจังหวัดที่มีการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดกันมากที่สุด เกษตรกรบางรายสามารถผลิตจิ้งหรีดได้ 1-2 ตัน/วัน ทำให้บางช่วงมีจิ้งหรีดล้นตลาด ด้วยเหตุนี้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) โดย ผศ.ดร. สมสมร แก้วบริสุทธิ์ ภาควิชาประมง คณะเกษตรศาสตร์ และคณะ จึงต้องวิจัยหาทางแปรรูปจิ้งหรีดเหล่านี้ ซึ่งทำได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารคาวหรืออาหารหวาน อย่างน้ำพริกจิ้งหรีด ข้าวเกรียบจิ้งหรีด หรือคุกกี้จิ้งหรีด ผศ.ดร. สมสมรเกริ่นให้ฟังว่า เริ่มแรกมีการทำวิจัยเรื่อง การเลี้ยงแมลงเพื่อการบริโภคของภาควิชากีฎวิทยา จากนั้นมข.ได้ออกไปอบรมให้กับเกษตรกรที่อยู่รายรอบ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมเลี้ยงจิ้งหรีดขึ้น บางโรงที่เลี้ยงจิ้งหรีดมีกำลังผลิตถึงวันละ 1-2 ตัน ต่อวัน กระจายขายอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออันเป็นพื้นที่ที่คนนิยมกินแมลง แล้วส่งไปขายที่ภาคกลาง สมุทรสาคร ที่เป็นแหล่งซื้อแมลงที่ใหญ่มาก แนะวิธีเก็บรักษาก่อนแปรรูป อาจารย์ท่านนี้บอกว่า จิ้งหรีดนี้สามารถนำมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้ แต่ก่อนจับจิ้งหรีดมาแปรรูปควรงดอาหาร 24 ชั่วโมง หรือเปลี่ยนอาหารที่จิ้งหรีดกิน โดยเปลี่ยนจากหัวอาหารมาเป็
ชอบกีฬา เป็นนักกีฬา นำมาสู่อาชีพเพื่อนักกีฬา “ผมชอบเล่นกีฬามาตั้งแต่เด็ก ตอนเรียนอยู่ชั้นประถมก็เป็นนักกีฬาว่ายน้ำของโรงเรียน มาเรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นนักกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยมหิดล พอศึกษาจบมาเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ ก็เข้าฟิตเนสตลอด กระทั่งมีเพื่อนคนหนึ่งชวนไปวิ่งนอกพื้นที่ ตรงนั้นเองที่ผมรู้สึกชอบมาก และก็เริ่มวิ่งมาตลอด จนกลายเป็นนักกีฬาวิ่งมาราธอน และไตรกีฬา” นายแพทย์อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือที่เรียกกันติดปากว่า คุณหมอแอร์ เปิดบทสนทนาถึงความรักความชอบในกีฬากลางแจ้ง เมื่อได้วิ่ง ได้คลุกคลีอยู่กับกลุ่มคนที่มีหัวใจเดียวกัน ก็เริ่มศึกษาและเรียนรู้ว่ามีอุปกรณ์หลายสิ่งสามารถช่วยให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพมากขึ้น “ผมเข้าไปศึกษาข้อมูลในเว็บของต่างประเทศ จึงรู้ว่ามีตัวช่วยสามารถสร้างประโยชน์ต่อการออกกำลังกายได้ อย่าง นาฬิกาวัดชีพจร หรือนาฬิกาจีพีเอส จึงสนใจซื้อมาใช้เองก่อน กระทั่งเราเห็นผลที่ออกมาว่าดีจริง จึงเริ่มนำมาจำหน่าย โดยเปิดเว็บไซต์ www.avarinshop.com ขายผ่านโลกอินเตอร์เน็ต ซึ่งตอนนั้นเป็นเพียงกิจการเล็กๆ ที่ทำกันเองในครอบครัว ส่วนรายได้ก็เข้ามาที่หลักหมื่น และก็เริ่ม
หลายคนคงคุ้นเคยและรู้จักผักสวนครัวรั้วกินได้ที่เป็นผักกินใบต่างๆ อาทิ กะเพรา โหระพา ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นพืชทางเลือกสำหรับเกษตรกรที่ต้องการอาชีพเสริม โดยเกษตรกรหลายคนพลิกวิกฤตเป็นโอกาส เลิกทำนาหันมาปลูกพืชผักเหล่านี้ รับทรัพย์เข้ากระเป๋ากันทุกวัน สำหรับผักสวนครัวตระกูลกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก เป็นพืชล้มลุก ใบเป็นรูปไข่ บางและนุ่ม ลำต้นและใบมีขนปกคลุม มีรสเผ็ดร้อน ช่อดอกตั้งตรง มีดอกติดรอบแกนช่อเป็นชั้นๆ จัดเป็นเครื่องเทศที่ยอดนิยม ถือว่าเป็นราชาแห่งเครื่องเทศเลยก็ว่าได้ โดยในปัจจุบันนิยมนำมาใช้ปรุงอาหารและนำมาทานเป็นผักเคียงกับอาหารชนิดต่างๆ ป้ามณี วงศ์มหิง เกษตรกรผู้ปลูกใบกะเพรา โหระพา และใบแมงลัก จำหน่ายที่ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.สระบุรี เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้เคยทำนา แต่สู้กับภาวะแล้งไม่ไหว เลยหันมาปลูกผักสวนครัว ซึ่งทำรายได้ทุกวัน ตกวันละ 500 บาท โดยบอกว่า แค่ 1 ไร่ ก็ตัดขายไม่ทันแล้ว “อย่างกะเพรา เป็นผักสวนครัวที่ปลูกง่าย ชอบดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี ส่วนการปลูกก็ง่ายมาก ขุดหลุมตื้นๆ ปลูก รดน้ำ แล้วใส่ปุ๋ยคอก จากนั้น รดน้ำวันละครั้ง” สำหรับกะเพราที่ปลูกกันทั่วไปมีอยู่ 2 ชนิด คือ กะเ
หลายคนรู้จัก อินทผลัม ในรูปอบแห้งที่มีวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และเป็นสินค้าที่นำเข้าจากทางตะวันออกกลาง จึงมีราคาค่อนข้างแพง ดังนั้น ผู้บริโภคจึงเป็นกลุ่มลูกค้าระดับบน ภายหลังความสำเร็จจากการปลูกอินทผลัมในประเทศไทยที่รับประทานเป็นผลสด นำไปวางขายตามโมเดิร์นเทรดส่งผลให้ได้รับความนิยม จนทำให้มีราคาสูงเป็นที่พอใจของผู้ปลูก จากนั้นเป็นต้นมาจึงเกิดการตื่นตัวของชาวบ้านหลายพื้นที่หันมาปลูกอินทผลัมกัน แต่ด้วยความเป็นธรรมชาติของพืชต่างถิ่นชนิดนี้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ เพราะมีดอกตัวเมียและดอกตัวผู้แยกอยู่กันคนละต้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ มาทำความรู้จัก อินทผลัม กัน อินทผลัม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Date Palm และมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Phoenix dactylifera เป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย โดยผู้ผลิตอินทผลัมรายใหญ่ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย แอลจีเรีย และประเทศในแถบอาหรับ ดังนั้น การบริโภคอินทผลัมในบ้านเราจึงต้องนำเข้าจากประเทศเหล่านี้ในรูปอบแห้ง ต้นอินทผลัมมีความสูงปร
ส้มโอ ของจังหวัดนครปฐม ปลูกในหลายอำเภอ คือ อำเภอเมืองนครปฐม สามพราน พุทธมณฑล นครชัยศรี แต่คนทั่วไปจะรู้จักส้มโอของจังหวัดนครปฐม ในนาม “ส้มโอนครชัยศรี” ทั้งนี้ เป็นเพราะเมื่อก่อนการปกครองส่วนท้องถิ่นบริเวณนี้ มีมณฑลนครชัยศรี ชาวบ้านปลูกส้มโอกระจายในหลายพื้นที่ หลังๆ นครชัยศรีมีฐานะเป็นอำเภอ ผู้คนก็ยังติดใจและฝังใจกับส้มโอนครชัยศรีอยู่ ทั้งๆ ที่พื้นที่ปลูกส้มโอเลิศรส กระจายไปหลายอำเภอ เป็นที่ยอมรับกันว่า ที่ราบลุ่มดินตะกอน อย่าง กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ผืนดินเกิดจากการทับถมมานาน เนื้อดินมีคุณสมบัติพิเศษ ปลูกผลไม้ได้คุณภาพเยี่ยม ตัวอย่าง ทุเรียนจังหวัดนนทบุรี พืชอื่นๆ ก็อร่อยอย่างมีนัยยะ เช่น กล้วย มะพร้าว ส้มโอ พื้นที่จังหวัดนนทบุรี อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แหล่งเกษตรจึงลดน้อยถอยลงตามลำดับ จังหวัดนครปฐม ถึงแม้อยู่ติดกรุงเทพฯ แต่การรุกคืบทางด้านวัตถุไม่รวดเร็วนัก ดังนั้น จึงมีงานเกษตรหลากหลาย พืชหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด อย่าง ส้มโอ ก็ยังมีปลูกกันอยู่ ถึงแม้จะล้มตายลงเป็นจำนวนมากเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แรกเริ่มเดิมที ส้มโอนครปฐมปลูกกันหลายพันธุ์ ต
สร้างเสียงหัวเราะจากรุ่นสู่รุ่นมา 30 กว่าปีแล้ว สำหรับกลุ่มคณะตลก “ชวนชื่น” กลุ่มคณะตลกที่เป็นลักษณะครอบครัว ก่อตั้งโดย “พ่อดม” หรือ อุดม ทรงแสง โดยมีพื้นฐานจากการเป็นคณะลิเกมาก่อน ปัจจุบันนอกจากรับงานแสดงตลกตามสถานที่ต่างๆ ยังจัดตั้งบริษัทรับจัดงานแสดง โชว์ตัวผลิตรายการโทรทัศน์ อีกด้วย “จิ้ม ชวนชื่น” พี่ชายคนโต หนึ่งในสมาชิกตลกคณะชวนชื่น ระยะหลังนอกจากผลงานทางจอแก้วและจอเงิน ล่าสุดยังผันตัวมาร่วมทำธุรกิจร้านอาหารด้วยการรีแบรนด์ร้าน “กระท้อน ไก่ลอยฟ้า” ให้กลายเป็น “กระท้อนไก่ลอยฟ้า บาย ชวนชื่น” รับหน้าที่คอยสร้างความบันเทิง และเสียงหัวเราะในรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร มิติใหม่วงการร้านอาหาร ร่วมหุ้นนักธุรกิจ & ตลก จิ้ม ชวนชื่น เผยว่า ร้านกระท้อน ไก่ลอยฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่ ถนน บางนา-ตราด กม 1 ตรงข้ามไบเทค บางนา เปิดมาตั้งแต่ปี 2529 เป็นร้านที่มีอาหารอร่อยหลากหลายมากกว่า 200 เมนู อาทิ ไก่ย่างลอยฟ้า หนังไก่กรอบ เนื้อข้างในเหนียวนุ่มกำลังดี กินคู่กับแตงกวา แครอต หัวไชเท้าดอง มีน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้านทำเอง เมนูต่อมาที่อร่อยไม่แพ้กัน คือ เป
ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้พบหรือสนทนากับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ จนถึงขึ้นเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเกษตรกรบ้านเรา ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนหรือไม่ก็พอมีพอกิน ไม่มีเหลือเก็บ น้อยคนนักที่จะสามารถสร้างฐานะมั่งคั่งขึ้นมาได้จากการทำอาชีพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินนี้ได้ งานนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ชักชวนให้ไปดูสวนทุเรียนของ”คุณฉัตรกมล มุ่งพยาบาล” ที่ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร บนพื้นที่ 45 ไร่ และยังมีสวนทุเรียนอีก 15 ไร่ ที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ปีหนึ่งมีรายได้หลายล้าน เกษตรกรหนุ่มผู้นี้ที่มีดีกรีถึงปริญญาโท โดยจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้และปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ซึ่งในสวนของเขาปลูกผลไม้หลายอย่างและพืชอื่นๆด้วยอย่างเช่น ปาล์มน้ำมัน กล้วยน้ำหว้า ไผ่ตง ส้มโชกุน และทุเรียนหลายพันธุ์ แต่หลักๆคือ”หมอนทอง” ซึ่งเป็นพันธุ์ส่งออกที่ด้ราคาดี โดยในปีหนึ่งๆเขามีรายได้จากการขายทุเรียนส่งนอกหลายล้านบาท ประเทศนำเข้าเป็นอันดับหนึ่งคือ จีน ด้วยความรู้ความสามารถและยังอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในวงการเกษตร ทำให้เขาได้รับรางวัลจากหน
เมื่อวันที่ 18 กันยายน นางสาวรัชทิพย์ ทองมีสี อายุ 44 ปี ชาว ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เกษตรกรปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ ต.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจรับถมดินทั่วทุกพื้นที่ กระทั่งครั้งสุดท้ายตนไปถมดินให้โครงการก่อสร้างศูนย์แพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงทุนไปนับสิบล้านบาท เช่ารถ จ้างคน น้ำมัน จิปาถะ ท้ายที่สุด บริษัทคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำผิดเงื่อนไข ทำให้ทางมหาวิทยาลัยต้องยกเลิกสัญญา ตนพร้อมเพื่อน ซึ่งถมดินไปแล้วจึงไม่รู้ว่าจะไปขอเบิกจ่ายเงินกับใคร ส่งผลให้ตนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายให้กับลูกน้อง ค่าเช่ารถ และอื่นๆ เป็นบางส่วน เวลาเกือบ 2 ปี ที่ต่อสู้ขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูเหมือนว่าจะไร้ผล อนาคตดับวูบ “จึงตัดสินใจขายรถสิบล้อคันสุดท้าย ยุติอาชีพรับถมดิน รวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่ง จ่ายหนี้เร่งด่วน ที่เหลือไว้เป็นทุน รับอาสาทำหน้าที่เฝ้าสวนยางให้เพื่อนใจดี แลกเปลี่ยนกับขอใช้ที่ว่างหลังสวนยางกว่า 5 ไร่ ปลูกถั่ว มัน มะละกอ และพืชอายุสั้น เพื่อจะได้นำผลผลิตมาจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยในคราวที่ไปลงทุนถมที่ศูนย์การแพทย์ ได้
วันที่ 18 กันยายน นายเฉลิมชัย รัฐศาสตร์วาริน อายุ 35 ปี หรือจิมมี่ ชาว อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เกษตรกรหนุ่มดีกรีจบวิศวกรจาก ม.ขอนแก่น กำลังง่วนอยู่กับการสั่งงานให้คนงานดูแลต้นอ้อยของตนเอง ที่ลงทุนปลูกในพื้นที่เช่าและของตนเองในเนื้อที่ 600 ไร่ รอขนาดลำต้นและความหวานได้ที่เตรียมตัดและขนส่งโรงงาน นายเฉลิมชัยกล่าวถึงเส้นทางก่อนจะมาถึงการปลูกอ้อยอย่างเต็มตัวเล่าว่า เมื่อ 7 ปี ก่อน หลังจากเรียนจบวิศวกร ได้เดินทางในเส้นทางอาชีพรับเหมา และงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่ตนเองเรียนมา รายได้ไม่ต้องห่วงดีพอสมควรสามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้สบาย แต่ปรากฏว่าทำไปทำมารู้สึกว่าไม่ใช่งานที่ตนเองรักเพราะทำไปไม่มีความสุขรู้สึกเบื่อๆ แต่เดิมมีความคิดอยู่แล้วว่าอยากทำเกษตร จึงลองศึกษาว่า อยากจะปลูก ไร่ชา องุ่น แต่ศึกษาแล้ว อ้อย น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ดีกว่า นอกจากอ้อยจะผลิตเป็นน้ำตาลแล้วยังเป็นพืชพลังงาน เพราะราคาไม่ผันผวนมากหรือตกมาก เช่นกับ ยางพารา มันสำปะหลัง ส่วนการดูแลรักษาอ้อยไม่ยากนัก เพราะมีศัตรูพืชและโรคน้อย น่าจะทำเงินดี ช่วงแรกก็ลำบากไม่เคยทำ เพราะไม่มีประสบการณ์ ต่อมาก็ทำมาเรื่อยๆ ศึกษาจากคน
