SMEs
หลายคนรู้จัก อินทผลัม ในรูปอบแห้งที่มีวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้าชื่อดัง และเป็นสินค้าที่นำเข้าจากทางตะวันออกกลาง จึงมีราคาค่อนข้างแพง ดังนั้น ผู้บริโภคจึงเป็นกลุ่มลูกค้าระดับบน ภายหลังความสำเร็จจากการปลูกอินทผลัมในประเทศไทยที่รับประทานเป็นผลสด นำไปวางขายตามโมเดิร์นเทรดส่งผลให้ได้รับความนิยม จนทำให้มีราคาสูงเป็นที่พอใจของผู้ปลูก จากนั้นเป็นต้นมาจึงเกิดการตื่นตัวของชาวบ้านหลายพื้นที่หันมาปลูกอินทผลัมกัน แต่ด้วยความเป็นธรรมชาติของพืชต่างถิ่นชนิดนี้ที่ไม่สมบูรณ์เพศ เพราะมีดอกตัวเมียและดอกตัวผู้แยกอยู่กันคนละต้น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ มาทำความรู้จัก อินทผลัม กัน อินทผลัม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Date Palm และมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Phoenix dactylifera เป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย โดยผู้ผลิตอินทผลัมรายใหญ่ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย แอลจีเรีย และประเทศในแถบอาหรับ ดังนั้น การบริโภคอินทผลัมในบ้านเราจึงต้องนำเข้าจากประเทศเหล่านี้ในรูปอบแห้ง ต้นอินทผลัมมีความสูงปร
ส้มโอ ของจังหวัดนครปฐม ปลูกในหลายอำเภอ คือ อำเภอเมืองนครปฐม สามพราน พุทธมณฑล นครชัยศรี แต่คนทั่วไปจะรู้จักส้มโอของจังหวัดนครปฐม ในนาม “ส้มโอนครชัยศรี” ทั้งนี้ เป็นเพราะเมื่อก่อนการปกครองส่วนท้องถิ่นบริเวณนี้ มีมณฑลนครชัยศรี ชาวบ้านปลูกส้มโอกระจายในหลายพื้นที่ หลังๆ นครชัยศรีมีฐานะเป็นอำเภอ ผู้คนก็ยังติดใจและฝังใจกับส้มโอนครชัยศรีอยู่ ทั้งๆ ที่พื้นที่ปลูกส้มโอเลิศรส กระจายไปหลายอำเภอ เป็นที่ยอมรับกันว่า ที่ราบลุ่มดินตะกอน อย่าง กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ผืนดินเกิดจากการทับถมมานาน เนื้อดินมีคุณสมบัติพิเศษ ปลูกผลไม้ได้คุณภาพเยี่ยม ตัวอย่าง ทุเรียนจังหวัดนนทบุรี พืชอื่นๆ ก็อร่อยอย่างมีนัยยะ เช่น กล้วย มะพร้าว ส้มโอ พื้นที่จังหวัดนนทบุรี อยู่ใกล้กรุงเทพฯ แหล่งเกษตรจึงลดน้อยถอยลงตามลำดับ จังหวัดนครปฐม ถึงแม้อยู่ติดกรุงเทพฯ แต่การรุกคืบทางด้านวัตถุไม่รวดเร็วนัก ดังนั้น จึงมีงานเกษตรหลากหลาย พืชหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด อย่าง ส้มโอ ก็ยังมีปลูกกันอยู่ ถึงแม้จะล้มตายลงเป็นจำนวนมากเมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แรกเริ่มเดิมที ส้มโอนครปฐมปลูกกันหลายพันธุ์ ต
สร้างเสียงหัวเราะจากรุ่นสู่รุ่นมา 30 กว่าปีแล้ว สำหรับกลุ่มคณะตลก “ชวนชื่น” กลุ่มคณะตลกที่เป็นลักษณะครอบครัว ก่อตั้งโดย “พ่อดม” หรือ อุดม ทรงแสง โดยมีพื้นฐานจากการเป็นคณะลิเกมาก่อน ปัจจุบันนอกจากรับงานแสดงตลกตามสถานที่ต่างๆ ยังจัดตั้งบริษัทรับจัดงานแสดง โชว์ตัวผลิตรายการโทรทัศน์ อีกด้วย “จิ้ม ชวนชื่น” พี่ชายคนโต หนึ่งในสมาชิกตลกคณะชวนชื่น ระยะหลังนอกจากผลงานทางจอแก้วและจอเงิน ล่าสุดยังผันตัวมาร่วมทำธุรกิจร้านอาหารด้วยการรีแบรนด์ร้าน “กระท้อน ไก่ลอยฟ้า” ให้กลายเป็น “กระท้อนไก่ลอยฟ้า บาย ชวนชื่น” รับหน้าที่คอยสร้างความบันเทิง และเสียงหัวเราะในรูปแบบใหม่ที่ไม่เหมือนใคร มิติใหม่วงการร้านอาหาร ร่วมหุ้นนักธุรกิจ & ตลก จิ้ม ชวนชื่น เผยว่า ร้านกระท้อน ไก่ลอยฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่ ถนน บางนา-ตราด กม 1 ตรงข้ามไบเทค บางนา เปิดมาตั้งแต่ปี 2529 เป็นร้านที่มีอาหารอร่อยหลากหลายมากกว่า 200 เมนู อาทิ ไก่ย่างลอยฟ้า หนังไก่กรอบ เนื้อข้างในเหนียวนุ่มกำลังดี กินคู่กับแตงกวา แครอต หัวไชเท้าดอง มีน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของทางร้านทำเอง เมนูต่อมาที่อร่อยไม่แพ้กัน คือ เป
ไม่บ่อยนักที่จะมีโอกาสได้พบหรือสนทนากับเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ จนถึงขึ้นเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐี เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าเกษตรกรบ้านเรา ส่วนใหญ่มีฐานะยากจนหรือไม่ก็พอมีพอกิน ไม่มีเหลือเก็บ น้อยคนนักที่จะสามารถสร้างฐานะมั่งคั่งขึ้นมาได้จากการทำอาชีพหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินนี้ได้ งานนี้กรมส่งเสริมการเกษตร ชักชวนให้ไปดูสวนทุเรียนของ”คุณฉัตรกมล มุ่งพยาบาล” ที่ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร บนพื้นที่ 45 ไร่ และยังมีสวนทุเรียนอีก 15 ไร่ ที่อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ปีหนึ่งมีรายได้หลายล้าน เกษตรกรหนุ่มผู้นี้ที่มีดีกรีถึงปริญญาโท โดยจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้และปริญญาโทที่สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ หรือนิด้า ซึ่งในสวนของเขาปลูกผลไม้หลายอย่างและพืชอื่นๆด้วยอย่างเช่น ปาล์มน้ำมัน กล้วยน้ำหว้า ไผ่ตง ส้มโชกุน และทุเรียนหลายพันธุ์ แต่หลักๆคือ”หมอนทอง” ซึ่งเป็นพันธุ์ส่งออกที่ด้ราคาดี โดยในปีหนึ่งๆเขามีรายได้จากการขายทุเรียนส่งนอกหลายล้านบาท ประเทศนำเข้าเป็นอันดับหนึ่งคือ จีน ด้วยความรู้ความสามารถและยังอุทิศตนให้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะในวงการเกษตร ทำให้เขาได้รับรางวัลจากหน
เมื่อวันที่ 18 กันยายน นางสาวรัชทิพย์ ทองมีสี อายุ 44 ปี ชาว ต.เขาโร อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เกษตรกรปลูกพืชตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในพื้นที่ ต.กะปาง อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ตนทำธุรกิจรับถมดินทั่วทุกพื้นที่ กระทั่งครั้งสุดท้ายตนไปถมดินให้โครงการก่อสร้างศูนย์แพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงทุนไปนับสิบล้านบาท เช่ารถ จ้างคน น้ำมัน จิปาถะ ท้ายที่สุด บริษัทคู่สัญญากับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำผิดเงื่อนไข ทำให้ทางมหาวิทยาลัยต้องยกเลิกสัญญา ตนพร้อมเพื่อน ซึ่งถมดินไปแล้วจึงไม่รู้ว่าจะไปขอเบิกจ่ายเงินกับใคร ส่งผลให้ตนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาจ่ายให้กับลูกน้อง ค่าเช่ารถ และอื่นๆ เป็นบางส่วน เวลาเกือบ 2 ปี ที่ต่อสู้ขอความเห็นใจจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดูเหมือนว่าจะไร้ผล อนาคตดับวูบ “จึงตัดสินใจขายรถสิบล้อคันสุดท้าย ยุติอาชีพรับถมดิน รวบรวมเงินได้ก้อนหนึ่ง จ่ายหนี้เร่งด่วน ที่เหลือไว้เป็นทุน รับอาสาทำหน้าที่เฝ้าสวนยางให้เพื่อนใจดี แลกเปลี่ยนกับขอใช้ที่ว่างหลังสวนยางกว่า 5 ไร่ ปลูกถั่ว มัน มะละกอ และพืชอายุสั้น เพื่อจะได้นำผลผลิตมาจ่ายเป็นค่าดอกเบี้ยในคราวที่ไปลงทุนถมที่ศูนย์การแพทย์ ได้
วันที่ 18 กันยายน นายเฉลิมชัย รัฐศาสตร์วาริน อายุ 35 ปี หรือจิมมี่ ชาว อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร เกษตรกรหนุ่มดีกรีจบวิศวกรจาก ม.ขอนแก่น กำลังง่วนอยู่กับการสั่งงานให้คนงานดูแลต้นอ้อยของตนเอง ที่ลงทุนปลูกในพื้นที่เช่าและของตนเองในเนื้อที่ 600 ไร่ รอขนาดลำต้นและความหวานได้ที่เตรียมตัดและขนส่งโรงงาน นายเฉลิมชัยกล่าวถึงเส้นทางก่อนจะมาถึงการปลูกอ้อยอย่างเต็มตัวเล่าว่า เมื่อ 7 ปี ก่อน หลังจากเรียนจบวิศวกร ได้เดินทางในเส้นทางอาชีพรับเหมา และงานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสายงานที่ตนเองเรียนมา รายได้ไม่ต้องห่วงดีพอสมควรสามารถดูแลตนเองและครอบครัวได้สบาย แต่ปรากฏว่าทำไปทำมารู้สึกว่าไม่ใช่งานที่ตนเองรักเพราะทำไปไม่มีความสุขรู้สึกเบื่อๆ แต่เดิมมีความคิดอยู่แล้วว่าอยากทำเกษตร จึงลองศึกษาว่า อยากจะปลูก ไร่ชา องุ่น แต่ศึกษาแล้ว อ้อย น่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจที่ดีกว่า นอกจากอ้อยจะผลิตเป็นน้ำตาลแล้วยังเป็นพืชพลังงาน เพราะราคาไม่ผันผวนมากหรือตกมาก เช่นกับ ยางพารา มันสำปะหลัง ส่วนการดูแลรักษาอ้อยไม่ยากนัก เพราะมีศัตรูพืชและโรคน้อย น่าจะทำเงินดี ช่วงแรกก็ลำบากไม่เคยทำ เพราะไม่มีประสบการณ์ ต่อมาก็ทำมาเรื่อยๆ ศึกษาจากคน
วันที่ 18 ก.ย.59 ผู้สื่อข่าวได้ รับแจ้งจากชาวบ้านว่า มีวัยรุ่นอายุเพียง 17 ปีคนหนึ่ง พักอยู่บ้านเลขที่ 33/5 หมู่ที่ 6 ต.สวนกล้วย อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ประกอบอาชีพปลูกดอกลิลลี่จำหน่าย สร้างรายได้ระหว่างเรียน โดยจากการเดินทางไปตามที่ได้รับแจ้ง พบบริเวณข้างบ้านหลังดังกล่าวมีโรงเรือนปลูกต้นไม้แบบปิดขนาดใหญ่ คลุมด้วยพลาสติกใส เมื่อเข้าไปดูภายในพบชายวัยรุ่นคนหนึ่งทราบชื่อต่อมา นายอาชวิน แสงเทียน หรือ น้องวิน อายุ 17 ปี พร้อมด้วย นายทนงศักดิ์ แสงเทียน ผู้เป็นพ่อ กำลังช่วยกันเพาะปลูกและดูแลรดน้ำต้นลิลลี่หลากหลายสายพันธุ์ สีสันสดใสสวยงาม จึงเข้าพูดคุย น้องวิน เล่าว่า ตนเองชื่นชอบปลูกต้นไม้ โดยเฉพาะจำพวกไม้ดอก และอยากปลูกเป็นรายได้ แต่หากจะปลูกเหมือนกับเกษตรกรคนอื่นๆ ก็จะประสบปัญหาล้นตลาดหรือขายไม่ออก จึงเริ่มดูดอกไม้ต่างประเทศที่สามารถนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยได้ ก็พบกับดอกลิลลี่ โดยเฉพาะสายพันธุ์ “ดอกคาลล่าลิลลี่” เนื่องด้วยสีสันที่หลายหลาย รูปทรงอ่อนช้อยทรงกรวย เป็นเอกลักษณ์ และทนสภาพภูมิอากาศ จึงศึกษาวิธีการปลูกจากแหล่งข้อมูลต่างๆ จนสุดท้ายติดต่อขอซื้อสายพันธุ์จากประเทศต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แล
ชวนชม เป็นพรรณไม้ที่ได้รับความนิยมกันมากในกลุ่มที่ชื่นชอบการสร้างจินตนาการ การจัดตกแต่งรูปทรงของต้นชวนชมที่ต้องใช้เวลาทะนุถนอมกันมานานมากกว่าการปลูกพืชอื่นๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามในรูปแบบของตนเอง ทั้งในด้านทรงต้น ราก กิ่งก้าน ด้วยเหตุผลที่ว่าชวนชมเป็นไม้มงคลที่สวยงาม การปฏิบัติดูแลรักษาง่าย ทนต่อความแห้งแล้ง คือไม่ต้องรดน้ำมาก เพราะเป็นพืชอวบน้ำ เลี้ยงง่าย เป็นพืชที่ชื่นชอบเฉพาะกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ที่จังหวัดเชียงใหม่มีผู้ที่นิยมชมชอบความสวยงามของต้นชวนชมอยู่หลายราย มีการจัดการประกวดชวนชมอยู่บ่อยครั้ง ทั้งในงานบุปผชาติ งานมหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ งานประกวดเฉพาะต้นชวนชม ผู้เขียนได้พบกับ คุณเกรียงไกร ไชยพิเศษ ทำงานประจำที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่มีใจรักการปลูกชวนชม จึงได้ร่วมมือกับ คุณพงษ์ชัย ไชยพิเศษ พี่ชายที่ทำงานที่สำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร เขต 6 เชียงใหม่ เริ่มต้นปลูกต้นชวนชมที่สวนบ้านดอนปิน ตำบลแม่เหียะ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ใช้เวลาประมาณ 3 ปี มีต้นชวนชมทั้งขนาดใหญ่และต้นเล็กที่กำลังขยายพันธุ์ลูกผสมจำนวนมากเต็มพื้นที่ จึงได้ขยายพื้นที่ออกไปปลูกที่บ้านของตนเองท
ปรบมือรัวรัวแบบน่าชื่นชมให้กับ “เกรียงไกร ธาตวากร” หรือ แอ๊ดดี้ ชายหนุ่มวัย 40 ปี เจ้าของร้านอาบน้ำ – ตัดแต่งขนสุนัข “OH!MyDog” ที่จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งใจดีหนักมาก ตัดแต่งขนสุนัข พร้อมกับตัดเล็บให้ตลอดอายุไขของสุนัขจรจัด ทั้งยอมเจ็บตัว โดนกัด โดนเห่า โดนไล่ แต่ไม่ละทิ้งความพยายาม และความตั้งใจที่จะมอบชีวิตใหม่ให้บรรดาตูบไร้สังกัด คุณแอ๊ดดี้ เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ก่อนมาเปิดร้านกรูมมิ่งตัดแต่งขนสุนัข เคยช่วยที่บ้านทำธุรกิจโต๊ะจีน รวมถึงมีอาคารพาณิชย์ให้เช่า อยู่ที่จังหวัดศรีสะเกษ จนกระทั่งเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แฟนป่วย ยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมาดูแลจนหมดลมหายใจสุดท้ายของชีวิต หลังแฟนจากไป รู้สึกเคว้งคว้าง ไม่อยากทำอะไร ช่วงนั้นคิดอย่างเดียวว่า อยากทำบุญ ประกอบกับดูในยูทูปเห็นต่างประเทศไปช่วยเหลือหมาจรจัด เลยลองดูว่ามีวิธีไหนที่ตัวเองพอจะทำได้บ้าง นั่นคือ อาบน้ำ ตัดขนสุนัข ขอบอกว่า คุณแอ๊ดดี้ โปรไฟล์ไม่ธรรมดานอกจากเขาจะเป็นผู้ชายรักหมา ยังคว้าใบปริญญาบัตร 2 ใบ แถมเกียรตินิยมอันดับ 1 อีก 1 ใบ ซึ่งปริญญาตรีใบแรกได้จากวิทยาลัยการโรงแรมดุสิตธานี ใบที่สองจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สาขาวิช
นับตั้งแต่ญี่ปุ่นยกเว้นวีซ่าท่องเที่ยวให้กับคนไทยเมื่อปี 2556 ส่งผลให้คนไทยแห่แหนกันไปเที่ยวประเทศนี้กันอย่างคึกคัก ไปแหล่งท่องเที่ยวจุดไหนก็จะเจอคนไทยเต็มไปหมด โดยเมื่อปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวชาวไทยไปเยือนแดนซากุระมากสุดในประวัติศาสตร์ ถึง 796,600 คน และคาดว่าปีนี้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นไปอีก สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้คนไทยจะนิยมไปเที่ยวญี่ปุ่นเป็นอันดับต้นๆ แต่ทางญี่ปุ่นเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะเดียวกัน ยังทำการโปรโมตอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายเพื่อให้นักท่องเที่ยวไทยกระจายไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ แทนที่จะไปเมืองใหญ่ๆ อย่างกรุงโตเกียว หรือโอซาก้า เท่านั้น ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวโทโฮคุ เว็บไซต์กูรูนาวี่ (www.gnavi.co.jp) และบริษัท เอพอค (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกันจัดงานมหกรรมอาหารญี่ปุ่น ภายใต้ชื่อ JAPANESE RESTAURANT WEEK IN THAILAND ที่ศูนย์อาหารญี่ปุ่น 88 ฮาจิ-ฮาจิ โชคุโด นิปปอน ชั้น 5 ห้างอิเซตัน เซ็นทรัลเวิลด์ โดยนำเสนอเมนูอาหารพิเศษจากต้นตำรับท้องถิ่นโทโฮคุ (Tohoku) ซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่น ผู้บริหารขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวโทโฮคุ เว็บไ
