รอบโลก
ถึงจะไม่สวย ดูแล้วไม่ชื่นตาชื่นใจเหมือนดู “เอ็มม่า วัตสัน” หรือ เอ็มม่า สโตน สองนางเอกสาวสวยฮอลลีวูด แต่ถ้าพูดถึงฝีมือในการนวดแล้วล่ะก็ รับรองได้เลยว่าสองสาวเอ็มม่า ก็สู้ “เอ็มม่าหุ่นยนต์หมอนวด” ที่ถูกนำมาให้บริการแล้วที่คลินิกแพทย์แผนจีนแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ ไม่ได้แน่นอน เอ็มม่า ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนคน แต่โรบอตตัวนี้ซึ่งเป็นผลงานของสตาร์ตอัพสัญชาติสิงคโปร์ชื่อว่า “AiTreat” เป็นหุ่นยนต์ที่มีรูปทรงเหมือนเครื่องจักรกล หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ประกอบด้วยแขนเหล็กอันแข็งแรง ขณะที่ตรงส่วนปลายแขนที่ทำหน้าที่เสมือนมือนั้นทำมาจากซิลิโคนที่ให้ความอุ่นเหมือนฝ่ามือมนุษย์ และได้ถูกนำมาให้บริการในคลินิกแพทย์แผนจีนในสิงคโปร์ชื่อว่า โนวาเฮลท์ ทีซีเอ็ม (NovaHealth TCM) เมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากรายงานข่าวของเอเอฟพี เล่าว่า ด้วยค่าบริการ 68 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1,686 บาท ลูกค้าที่เดินเข้าไปในคลินิกโนวาเฮลท์ ทีซีเอ็ม จะได้รับการนวดตรงบริเวณแผ่นหลังที่มีอาการปวดจากเอ็มม่าเป็นเวลา 30 นาที ตามด้วยการนวดจากนักบำบัด หรือหมอนวดที่เป็นคนจริงๆ อีก 5 นาที ต่อจากนั้นก็จะเป็นการฝังเ
พักนี้มีเรื่องให้ต้องไปมาเลเซียหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ ไปเจอคู่หนุ่มสาวมาเลย์คู่หนึ่ง ที่เพิ่งถูกตัดสินให้มีความผิดฐานดูหมิ่นศาสนาอิสลาม ที่จริงสองหนุ่มสาวเชื้อสายจีนนี่เป็นข่าวมาก่อนหน้า หลังจากเคยถ่ายคลิปวิดีโอสวีทกันหวานแหววกันโพสต์ขึ้นบล็อกตัวเอง ซึ่งฉันดูก็ไม่เห็นเป็นไร หนุ่มสาวรักกันก็อยากแสดงออก เพราะยุคนี้มันเป็นยุค ìมีอะไรก็อยากให้โลกรู้î รักกันมันแน่นอก ต้องกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันให้โลกเห็น ฉันดูแล้วก็สวยดี ถึงจะรู้สึกว่าแหมอะไรกันต้องอวดกันขนาดนี้ แต่ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นอาชญากรรมอะไร คนทำอะไรแย่ๆ กว่านี้ยังมีอีกเยอะ แต่เพราะมาเลเซียเป็นสังคมเคร่งศาสนา โดยเฉพาะศาสนาอิสลาม ก็เลยถูกด่าขรม เจ้าหนุ่มซึ่งเป็นนักศึกษาเรียนดีขนาดได้รับทุนรัฐบาล ก็ถูกถอดจากทุน ส่วนสาวที่เป็นระดับปัญญาชนของประเทศ ก็เหมือนจะเจอมรสุมเข้าไม่น้อย แต่ 2 คนไม่ยอมแพ้ เมื่อบล็อกของตัวเองถูกสั่งปิด ก็พากันย้ายไปออกอากาศในยูทูบ ทีนี้แรงขึ้นอีก พูดจาเรื่องเซ็กซ์ เรื่องความสัมพันธ์หญิงชายแบบตรงไปตรงมา แสดงท่าให้ดูก็มี ซึ่งฉันก็ว่าเขามีสิทธิ์ คนเรียนมากจะม
คนที่บ่นเบื่อแผงลอยขายของบนทางเท้าบ้านเรา แล้วชอบพร่ำเพ้อว่าบ้านอื่นเมืองอื่นเขาไม่เห็นทำกันแบบนี้เลย ขอให้รู้ว่าไม่จริง บ้านอื่นเมืองอื่นเขาก็มีกันมากมาย ฉันไม่พูดไกล เอาอย่างที่อเมริกานี่ก็คาหูคาตา นิวยอร์กนี่แหละตัวดีนัก ขายกันตั้งแต่ขนมนมเนย ถั่วอบ เครื่องดื่ม ไอศกรีม เสื้อผ้า ถุงเท้า กระเป๋า สติ๊กเกอร์ ที่จริงแทบทุกเมืองของอเมริกาเขามีขายของบนที่สาธารณะ แต่มักอนุญาตให้ขายได้เฉพาะวันหยุด มีที่ทางให้ขายกันเป็นเรื่องเป็นราว อย่างที่ฉันเล่ามาให้ฟังเยอะแยะ ไม่ว่าจะตลาดกรีน หรือตลาดยูเนียนสแควร์ ที่นิวยอร์กนี่ ตลาดปลอดสารพิษ ที่ซานตาโมนิก้า แอลเอ., ตลาดโรสโบวล์ ที่พาซาดิน่า แต่นิวยอร์กนี่ เขาให้ขายกันบนทางเท้าจะจะเป็นธุรกิจเป็นเรื่องเป็นราวเลย ย่านไหนคนมากเขายิ่งอนุญาตให้ขาย เอาง่ายๆ อย่างย่านไทม์สแควร์ ซึ่งทางหนึ่งเป็นย่านธุรกิจสำคัญ คนมากมายยังกะมดปลวก อีกทางหนึ่งเป็นย่านที่นักท่องเที่ยวมักแวะไปชม แบบว่าไปนิวยอร์กต้องไปให้ถึงไทม์สแควร์ หรือถ้าเป็นผู้หญิง พวกชอบช็อปปิ้งก็ต้องโผล่ไปที่ถนนสายที่ห้า หรือ Fifth Avenue ของไทม์สแควร์ เสียหน่อย เป็นนับว่าได้มาถึงกับเขาแล้ว ในมหานครนิวยอ
แท็กซี่ นับเป็นการเดินทางที่สะดวกสบายอย่างหนึ่งของคนไม่ชอบขับรถ คนไม่มีรถขับ และคนที่เบื่อกับการขับวนหาที่จอดรถ ยิ่งเวลาต้องเดินทางไปในย่านธุรกิจซึ่งหาที่จอดรถยาก หรือหากมี ก็เป็นที่จอดรถที่มีการเก็บค่าจอดรถแพงมหาโหด แต่ปัญหาอย่างหนึ่งเวลาใช้บริการรถแท็กซี่ก็คือ บางครั้งนั่งแล้วรู้สึกทรมานยิ่งกว่าขับรถเอง หากไปเจอโชเฟอร์แท็กซี่ช่างจ้อ ที่พูดไม่หยุด หรือชอบชวนผู้โดยสารคุยไปตลอดทางตั้งแต่ขึ้นรถ ยันลงรถ แถมยังคุยในเรื่องที่ผู้โดยสารไม่สนใจ ไม่ได้อยากจะรู้ หรืออยากจะฟังเลยสักนิด ซึ่งจุดนี้เอง ที่ทำให้บริษัทผู้ให้บริการรถแท็กซี่ชื่อว่า “มิยาโกะ” ในเมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ได้จับมาเป็น “จุดขาย” ทดลองนำมาแตกไลน์เป็นบริการใหม่เรียกว่า “ไซเลนซ์ แท็กซี่” หรือ “แท็กซี่เงียบ” ที่โชเฟอร์จะพูดกับผู้โดยสารเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะปล่อยให้ผู้โดยสารได้นั่งเงียบๆ ไปตลอดทางตามความต้องการ ใครจะคิดล่ะว่า เรื่องเล็กๆ แบบนี้ จะมีผู้ให้บริการแท็กซี่ใส่ใจ และหยิบมาหาเงินกับลูกค้าอีกกลุ่มได้ ซึ่งเราเชื่อว่า น่าจะมีผู้โดยสารประเภทนี้อยู่ไม่น้อยเชียวล่ะ จากรายงานข่าวเล่าว่า บริษัทมิยาโกะ ซึ่งมีรถแท็กซี่ในสังก
ถึงแม้เราทุกคนจะรู้ดีแก่ใจว่า สักวันหนึ่ง เราก็ต้อง ìตายแน่î แต่ถึงกระนั้น ความตายก็ยังเป็นเรื่องที่คนเราไม่ค่อยชอบพูดถึงกัน และถึงแม้ปัจจุบันจะมีทั้งเว็บ และเพจที่พูดถึงเรื่องการ “เตรียมตัวตาย” อยู่ไม่น้อย แต่ส่วนมากก็จะเป็นเว็บ หรือเพจเกี่ยวกับธรรมะ ซึ่งหลายคนอาจไม่ถูกจริต ไม่ชอบอ่าน หรืออ่านแล้ว ìไม่อินî พอผ่านไปสักพักก็ลืม!!! แต่วันนี้เรามีเรื่องราวของการ “เตรียมตัวตาย” อีกรูปแบบหนึ่ง ที่หากใครได้มีโอกาสลงมือทำแล้วไม่น่าจะลืมกันได้ง่ายๆ เป็นเรื่องราวของ มาร์ติน เจคส์ และนอร่า เคนเนดี้ ชาวอังกฤษ ในเมืองสเตราด์ แคว้นกลอสเตอร์เชียร์ ที่เปิดคอร์ส สอนการ “ทำโลงศพ” ไว้ใช้เอง แต่ระหว่างที่ยังไม่ถึงเวลาจำเป็นต้องใช้ก็สามารถนำโลงศพนั้นไปตั้งเป็นตู้ใส่หนังสือ หรือตู้ใส่ของอเนกประสงค์ใช้ไปพลางๆ ก่อนได้ มัน “เจ๋ง” ฝุดๆ ก็ตรงนี้ล่ะ!!! ทั้งนี้ มาร์ติน เล่าว่า โลงศพที่ถักสานจากต้นวิลโลว์ (willow ) หรือต้นหลิว ซึ่งเป็นต้นไม้ที่หาได้ง่ายภายในประเทศอังกฤษ เป็นโลงศพแบบบ้านๆ ที่ชาวบ้านใช้กันมานานตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ อีกทั้งยังเป็นโลงศพที่สามารถเก็บไว้ได้นาน
ฉันรู้จักอาหารฟิลิปปินส์ครั้งแรกก็นานมากแล้ว เพราะเคยได้รับเชิญจากเพื่อนชาวฟิลิปิโนให้ไปร่วมงานคริสต์มาสที่บ้าน ชาวฟิลิปิโนนั้นครอบครัวอบอุ่นรักใคร่กันมาก อย่างหนึ่งก็คงเป็นเพราะศาสนาคริสต์ที่ส่วนใหญ่เป็นนิกายโรมันคาทอลิก ซึ่งคริสต์ศาสนานั้นเน้นสอนในเรื่องของความรัก เขารักกันและแสดงออกให้เห็นต่างกับชาวไทยที่รักกันอยู่ในใจไม่ยอมแสดงออกเพราะเคอะเขิน หรือกลัวเสียฟอร์มก็ไม่รู้ ก็เลยไม่รู้ว่ารัก (ฮิ้ว…) เมื่อมาได้ร่วมงานกับชาวฟิลิปิโนในภายหลังก็ยิ่งพบว่าพวกเขารักกันเหนียวแน่นมากๆ รักพวกพ้องเป็นที่สุด ก็คงเป็นเพราะพวกเขาส่วนใหญ่ทำงานอยู่นอกประเทศ ถ้าไม่รักและช่วยเหลือกันเองก็ไม่รู้จะให้ใครช่วย ไม่ได้เป็นพวกอินดี้ตัวใครตัวมันอย่างชาวไทยนี่ ฉะนั้นอย่าพยายามไปมีเรื่องกับเขาก็แล้วกัน เดี๋ยวจะหาว่าฉันไม่เตือน อาหารในปาร์ตี้คืนนั้นมีหลายอย่างแต่ฉันจำได้อยู่อย่างเดียวนั่น คือ เส้นหมี่ผัดหน้าตาธรรมดาๆ ที่สหายชาวปินอยเรียกแบบให้ฉันเข้าใจง่ายๆ ว่า “สปาเกตตีฟิลิปปินส์” เขาเชิญชวนให้ฉันตักไปกินและโฆษณาถึงความอร่อยของมัน สายตาฉันก็จับจ้องไปที่เส้นหมี่ผัดที่อยู่ในจานใบใหญ่ที่เขากำลังกล่าวถึงพลางคิดในใจว่
ก้าวเข้าสู่ปี 2559 นักษัตรปีวอก “มิส มิลเลียนแนร์” มีไอเดียซนๆ ที่ทั้งแหวกแนวและน่าสนใจมาฝากกันอีกเช่นเคย ในเปรูมีโรงแรมสำหรับคนที่รักความท้าทายและธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงต้องทดสอบความกล้าในการปีนขึ้นยอดเขาที่ยากลำบาก เพื่อชมทิวทัศน์ที่สวยงามเกินบรรยาย แต่ยังต้องชื่นชอบความเรียบง่าย เพราะด้วยข้อจำกัดทำให้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก โรงแรมสุดแหวกแนวแห่งนี้มีชื่อว่า Sky Lodge Suites ของบริษัท Natura Vive ที่อยู่บนไหล่เขาของเทือกเขาในเมืองคัสโก แต่ Sky Lodge Suites ไม่ได้สร้างอยู่บนพื้นเหนือยอดเขา ทั้ง 3 ห้องพักแขวนอยู่ริมหน้าผา ที่มีความสูงราว 400 เมตร ออกแบบมาเอาใจลูกค้าที่หลงรักความหวาดเสียวอย่างเต็มที่ โดยห้องพักของโรงแรมแห่งนี้มีลักษณะเป็นแคปซูลที่ใช้กระจกใสแบบหนาทั้งหมด รวมทั้งใช้กรอบอลูมิเนียมและเหล็กยึดไว้กับหน้าผา ให้ความรู้สึกเหมือนลูกค้าลอยอยู่กลางอากาศเวลาอยู่ในห้องพัก และสามารถชมวิวได้แบบ 300 องศา ห้องพักแต่ละห้องมี 4 เตียง มีห้องน้ำในตัว และพื้นที่รับประทานอาหาร นอกจากนี้ ยังมีไฟฟ้าสำหรับให้แสงสว่างที่ได้จากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งไว้ Sky Lodge S
คนไทยมาแอลเอ ทำไมชอบพากันไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ไทยทาวน์กันจัง อันนี้ฉันแค่สงสัย คือก๋วยเตี๋ยวเขาอร่อยนะ สำหรับคนมาอยู่นานๆ อย่างฉัน เวลาไปกินแล้วเราหายคิดถึงอาหารไทย แต่สงสัยที่ทำไมคนไทยที่มาเที่ยวชั่วครู่ชั่วยาม แห่แหนไปกินกันจัง มันคงเป็นความคุ้นเคยใช่ไหม จึงอยากกินอะไรที่คุ้นเคยมากกว่าจะแสวงหาสิ่งแปลกใหม่ให้คุ้มกับที่ข้ามน้ำข้ามทะเลมาค่อนโลก เอาเถิด ไม่ว่ากัน แต่ฉันว่ามาบ้านเมืองอื่น ทำอะไร “อื่นๆ” กิน “อื่นๆ” มันจะคุ้มค่าตั๋วเครื่องบินมากกว่า เช่นว่ามาแอลเอก็ควรจะไปดู Philippe’s ไปดูให้รู้ว่าทำไมร้านนี้ขายแซนด์วิช แบบขายดิบขายดีมา 106 ปีแล้ว อะไรแบบนี้มันไม่น่าตื่นตาตื่นใจกว่าหรือ? ถามจริงร้านอะไรอยู่มานานขนาดนั้น แล้วยังขายดิบขายดีไม่มีวันตก ฉันอยากรู้เรื่องพวกนี้มากกว่า ร้านนี้เขาขายแซนด์วิชเป็นหลักแหละ คนเข้าคิวรอกันวันยันค่ำ ร่ำลือกันอึงคะนึงไปทั่วอเมริกาและทั่วโลกว่าอร่อยหนักหนาฉันยืนยันว่าอร่อยจริง อร่อยจัง ต้นตอคนแรกเขาเป็นชาวฝรั่งเศส ชื่อลุง Philippe เมื่อเขาเป็นฝรั่งเศสก็จงออกเสียงชื่อเขาว่า fil-LEEP ไม่ใช่ฟิลิปส์ธรรมดาลุง
หลายๆ คนแอบเขินเวลาจะเดินเข้าร้านอาหารคนเดียว ทั้งๆ ที่อยากกินเมนูโปรดใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้านั่งกินตามลำพัง เพราะกลัวคนอื่นจะมองด้วยสายตาแปลกๆ คล้ายเป็นพวกไม่มีใครคบ การกินอาหารแบบฉายเดี่ยวที่พอรับได้ก็เลยมีแค่สั่งดีลิเวอรี่มากินที่บ้าน หรืออุดหนุนบริการไดร์ฟทรูเพื่อแก้หิวระหว่างขับรถ แต่ตอนนี้ การกินอาหารในร้านคนเดียวไม่ใช่เรื่องต้องหลบซ่อนอีกต่อไป เพราะจำนวนคนที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง คนอเมริกันวัยผู้ใหญ่ ทุกๆ 1 ใน 7 คน ก็เคยชินกับการอยู่โดดเดี่ยว ส่งผลให้ความรู้สึกเขินอายที่จะนั่งกินข้าวคนเดียว ค่อยๆ หายไปจากสังคม แอรอน อัลเลน ที่ปรึกษาธุรกิจร้านอาหาร บอกกับบีบีซี ว่า สังคมที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้คนคุ้นเคยกับการกินอาหารในร้านตามลำพังมากขึ้น ซึ่งนี่ก็เป็นโอกาสสำหรับร้านอาหารที่เข้าใจเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก และหันมาเอาอกเอาใจคนกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่นั่งในลักษณะบาร์เพื่อรองรับลูกค้ากลุ่มฉายเดี่ยว แทนที่จะมีเฉพาะโต๊ะอาหารสำหรับแขก 2-4 คน รวมถึงการกำชับให้พนักงานเอาใจใส่ลูกค้าที่มาคนเดียวมากขึ้นกว่าเดิม สตีเฟน เ
ชาวอาเซียนมีแกงส้มกันแทบทุกประเทศทั้งไทย มอญ เขมร เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ แต่ละชาติก็แตกต่างกันไป โดยหลักๆ แล้วต้องมีรสเปรี้ยวนำเพราะเป็นแกงส้ม รสเปรี้ยวที่นิยมมากที่สุดในครัวอาเซียน คือรสเปรี้ยวจากน้ำมะขามเปียก มะขามจึงเป็นสัญลักษณ์ของอาหารโอเรียนทอลไปแล้ว ที่เหลือจะเป็นรสเปรี้ยวจากผลไม้อื่นๆ เช่น มะนาว มะกรูด ส้มจี๊ด มะดัน ตะลิงปลิง มะสัง และส้มแขก เป็นต้น นอกจากนี้ยังใช้ใบไม้ที่ให้รสเปรี้ยวด้วย เช่น ยอดมะขาม ยอดส้มป่อย และยอดกระเจี๊ยบ การนิยมกินรสเปรี้ยวนี้น่าจะเกี่ยวเนื่องกับภูมิอากาศร้อนแบบศูนย์สูตรของเรา เพราะรสเปรี้ยวเมื่อผสมกับรสเค็ม เผ็ด เจือหวานเข้าไปทำให้เจริญอาหารดีนักแล ชาวต่างชาติที่เข้ามาในสยามตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้กล่าวไว้ตรงกันว่าอากาศร้อนทำให้ชาวสยามกินอาหารแต่น้อย สังเกตจากตัวเองได้ว่าเวลาร้อนๆ จะกินอะไรไม่ลง จึงต้องอาศัยรสชาติมากระตุ้นความอยากอาหาร นอกจากรสเปรี้ยวแล้ว แกงส้มจะมีผักเป็นหลัก ซึ่งมีหลากหลายชนิดแล้วแต่จะหาได้ในท้องถิ่น และนิยมใส่ปลา กุ้ง แต่แกงส้มบางชนิดก็ใส่เนื้อหมู และกระดูกหมู วันนี้ฉันจะชวนทำแกงส้มแบบชาวซุนดาที่ส่วนใหญ่อาศั
