รอบโลก
เรื่องโดย : นันทนา ปรมานุศิษฏ์ หมี่อะยัม (Mie Ayam) หรือ บะหมี่อะยัม (Bakmi Ayam) คือ บะหมี่หน้าไก่ ที่เป็นที่นิยมในอินโดนีเซีย ซึ่งนอกจากจะใส่เนื้อไก่แล้ว ยังมักจะใส่เห็ดลงไปด้วย เห็ดที่นิยมคือ เห็ดฟาง แต่เห็ดอีกชนิดที่ทำแล้วอร่อยคือ เห็ดนางรมหลวง (ออรินจิ) หากใส่ไก่และเห็ดจะเรียกชื่อเต็มๆ ว่า “หมี่อะยัมจามูร์” (Mie Ayam Jamur) ถ้าใส่เกี๊ยวด้วยจะเรียกว่า “หมี่อะยัม ปังสิต”(Mie Ayam Pangsit) ไส้เกี๊ยวจะเป็นเนื้อไก่สับแทนหมูสับ ถ้าใส่ลูกชิ้นเนื้อวัวลงไปด้วยจะเรียกว่า “หมี่อะยัม บักโซ” (Mie Ayam Bakso) บะหมี่รสขาติแบบนี้เราคุ้นเคยกันดีเพียงแต่เปลี่ยนวัตถุดิบให้เป็นฮาลาล ส่วนผสมอื่นๆ ดูแล้วก็เป็นจีนชัดๆ ที่ดูจะเป็นพื้นเมืองหน่อยก็ตรงน้ำพริกซัมบัลที่เอาไว้เติมความเผ็ด ด้วยความที่อาหารจีน-อินโดนี้เป็นที่คุ้นเคยของคนได้ง่าย ไม่ว่าประเทศไหนก็คุ้นเคยกับอาหารจีนอยู่แล้ว เพราะประชากรชาวจีนและไชน่าทาวน์มีอยู่ทั่วโลก ดังนั้นหมี่อะยัมจึงเป็นอาหารเส้นยอดนิยมที่ใครๆ ก็ชอบ อธิบายวิธีทำเฉพาะส่วนที่แตกต่างจากบะหมี่ปกติ ส่วนแรกคือ น้ำซุปจะต้มจากโครงไก่ เมื่อต้มได้ที่แล้วจะใส่ต้นหอมซอยและกระเทียมผัดน้ำ
เขาว่าคนแก่ชอบกินของขม จริงหรือคะ? ฉันว่าฉันชอบกินของขมมาตั้งแต่ละอ่อน หรือว่าจะแก่แดดแก่ลม แต่ไม่ต้องขมขนาดบอระเพ็ดนะคะมันขมเกินไป ไม่ใช่แต่ชาวไทยที่ชอบกินของขม เพื่อนบ้านรอบตัวเราก็ล้วนกินพืชผักรสขมกันทั้งสิ้น ที่นึกออกอย่างแรกเลยคือ มะระ ตามด้วยใบขี้เหล็ก ใบยอ และสะเดา มะระเท่าที่เห็นประเทศในอาเซียนกินกันทุกประเทศคงได้รับอิทธิพลจากชาวจีนกันไปถ้วนทั่ว อย่างอื่นๆ ก็แล้วแต่ความนิยมในแต่ละท้องถิ่น เมื่อย่างเข้าปลายปีก็เป็นฤดูของสะเดาที่เป็นพืชพื้นถิ่นในแถบเอเชีย เป็นไม้ยืนต้นที่ขึ้นได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณ นับเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วนของต้น ส่วนที่เรานำมากินก็จะเป็นส่วนยอดอ่อนและดอก มีรสขมมัน ใครชอบขมมากก็กินพันธุ์พื้นเมืองคือ สะเดายอดแดง ส่วนที่ชอบขมน้อยก็กินสะเดามันยอดสีเขียวอ่อน ช่วงปลายปีถึงต้นปีสะเดาจะออกช่อแตกใบอ่อนติดดอกน่านำมาลวกจิ้มกับน้ำปลาหวานและปลาดุกย่าง เสียเหลือเกิน ถ้าจะดีกว่านั้นต้องเป็นกุ้งแม่น้ำเผา นั่นเป็นเวอร์ชั่นไทยยอดนิยม ส่วนชาวเขมรก็นิยมนำสะเดามาลวกจิ้มน้ำพริกที่เรียกว่า “ตึกเกรือง” และนำมายำที่เรียกว่า “ญวมสะเดา” (ញាំស្ដៅ) โดยเขาจะนำสะเดามาลวก แล้วยำกับผัก
เรื่องโดย : นันทนา ปรมานุศิษฏ์ “ragout” มาจากคำว่า “ragoûter” มีความหมายว่า กระตุ้นความอยากอาหาร อาหารชนิดนี้มีมีมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นับเป็นอาหารฝรั่งเศสชนิดหนึ่งที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก สตูว์ที่เข้มข้นนี้เหมาะที่สุดกับขนมปังเนื้อหนักอย่างบาแก็ต (Baguette) ในงานเลี้ยงสำคัญๆ เช่นงานแต่งงาน งานรับแขกบ้านแขกเมือง หรืองานปาร์ตี้ต่างๆ ของชาวเขมรมักจะเสิร์ฟอาหารที่ดูหรูหราแบบฝรั่ง หนึ่งในอาหารที่เป็นที่นิยมกันคือ รากูซัจม็วน ( រ៉ាហ្គូសាច់មាន់) คือ สตูว์ไก่ ที่มีต้นกำเนิดมาจากฝรั่งเศสผู้เป็นเจ้าอาณานิคมในอินโดจีน โดยมาจากอาหารที่ชื่อว่า “Ragoût de coq” ของฝรั่งเศส ถ้าเป็นสตูว์เนื้อวัวคือ “Ragoût de bœuf” ส่วน ขแมร์เรียกว่า รากูซัจโก (រ៉ាហ្គូសាច់គោ) ซึ่งเป็นที่นิยมในเวียดนามด้วยเช่นกัน คำว่า “ragout” มาจากคำว่า “ragoûter” อันมีความหมายว่า กระตุ้นความอยากอาหาร อาหารชนิดนี้มีประวัติอันยาวนานมาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นับเป็นอาหารฝรั่งเศสชนิดหนึ่งที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก สตูว์ที่เข้มข้นนี้เหมาะที่สุดกับขนมปังเนื้อหนักอย่างบาแก็ต (Baguette) ที่ชาวเขมรเรียกว่า นมปัง (នំប៉័ង) หรือเวียด
ไม่ใช่มีแต่ผู้ซื้อเท่านั้นที่อยากได้ “ของถูก” พ่อค้า แม่ขาย ก็อยากขายของถูกเช่นกัน เพราะไม่ว่ายังไง “ของถูก” ก็ยังเป็น “ของที่ถูกใจ” ชาวประชาและชาวบ้านเสมอ ยิ่งในยุคที่เศรษฐกิจฝื้ดฝืด ไม่ได้คล่องปื๊ดปาน 4 จี ความจริงพ่อค้า แม่ขายทุกคนก็รู้ดีแหละว่า ของถูกคือสินค้าที่ลูกค้าต้องการ แต่วิธีที่จะไปควานหาของถูกมาขายเนี่ยสิ เป็นโจทย์ที่ท้าทายอยู่เหมือนกันนะว่าจะไปหาได้จากที่ไหนบ้าง? ขณะที่พ่อค้า แม่ขายส่วนใหญ่อาจจะ “มองเมิน” หรือมองข้ามสินค้าที่ใกล้หมดอายุ หรือสินค้าที่หีบห่อ บรรจุภัณฑ์มีรอย มีตำหนิ ซึ่งตามร้านค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ๆ มักจะ “คัดออก” ไม่นำไปวางขายในร้าน แต่นี่ล่ะคือ “สินค้าทำเงิน” ให้แก่ ชาร์ลอต แดงค์ สาวอังกฤษวัย 21 เจ้าของร้านขายสินค้าราคาประหยัดชื่อว่า Bargain Brand Food ในแคว้นคอร์นวอลล์ ประเทศอังกฤษ เลยล่ะค่า!!! แม่ค้ามือใหม่ซึ่งใช้เวลาไม่ถึงปีก็สามารถขยายร้านสาขาเป็นสาขาที่ 2 ได้แล้ว เล่าว่า ด้วยความที่เธอเองก็มี “เงินทุนจำกัด” ดังนั้น เธอจึงคิดทำร้านเล็กๆ เท่าที่เงินทุนของเธอสามารถเอาอยู่ จากนั้นก็คิดถึงคอนเซ็ปต์ร้านที่อยากให้คล้ายกับ “ธนาคารอาหาร” ซึ่งสามารถเป็นท
เขาว่ากันว่าตอนสงครามอันยาวนานคนเกาหลีกินข้าวกับกิมจินี้เท่านั้นและอดทนจนผ่านพ้นสงครามมาได้ คนเกาหลีจึงขึ้นชื่อเรื่องความอดทนนักหนา ฉันไปเกาหลีใต้ครั้งสุดท้ายเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ก่อนข่าวเรื่องการจัดการพบปะญาติระหว่างคนเกาหลีใต้กับคนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบหลายปีจะเกิดขึ้น ระหว่างนั่งรถเที่ยว ฉันเฝ้ามองรั้วลวดหนามยาวสุดลูกหูลูกตาที่กั้นระหว่างพรมแดนเกาหลีใต้กับเกาหลีเหนือ ดูค่ายคูประตูหอรบ รถถัง รถจี๊ป ที่จอดเรียงรายตามแนวชายแดนที่กั้นแผ่นดินเดียวกันให้เป็น 2 ประเทศ แบ่งคนเชื้อชาติเดียวกัน สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษเดียวกัน ให้ห่างไกลกัน แนวชายแดนที่ว่านั่นไม่ได้อยู่ไกลลับตาจนเราแสร้งไม่รับรู้ หากแต่อยู่ใจกลางประเทศนั่นเอง แค่เดินทางจากสนามบินเข้ากรุงโซลก็เจอรั้วลวดหนามเรียงเกือบตลอดแนว ดูแล้วก็คิดว่าคนเกาหลีอีกฝั่งเขาจะเป็นอย่างไร จะอยู่อย่างไร เขาจะมองเราอยู่หรือเปล่า และที่สำคัญ ฉันสงสัยตลอดมาว่าคนเกาหลีทั้ง 2 ฝั่ง เขารักกันหรือเปล่า แต่เวลาที่เราเที่ยวท่องไปในเกาหลีใต้ ความเจริญทันสมัย แสงสีเสียงอะร้าอร่ามก็มักจะทำให้เราลืมไปว่า แค่มือเอื้อม ก็มีเกาหลีอีกแผ่นดินหนึ่งซึ่งผิดกับเกา
โดย : มิส มิลเลียนแนร์ “มิส มิลเลียนแนร์” เจ้าของคอลัมน์ ‘ไอเดียต่างแดน’ ประจำนิตยสารเส้นทางเศรษฐี มีไอเดียซนๆ ที่ทั้งแหวกแนวและน่าสนใจมาฝากกันอีกเช่นเคย ในเปรูมีโรงแรมสำหรับคนที่รักความท้าทายและธรรมชาติ ซึ่งไม่เพียงต้องทดสอบความกล้าในการปีนขึ้นยอดเขาที่ยากลำบาก เพื่อชมทิวทัศน์ที่สวยงามเกินบรรยาย แต่ยังต้องชื่นชอบความเรียบง่าย เพราะด้วยข้อจำกัดทำให้ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากนัก โรงแรมสุดแหวกแนวแห่งนี้มีชื่อว่า Sky Lodge Suites ของบริษัท Natura Vive ที่อยู่บนไหล่เขาของเทือกเขาในเมืองคัสโก แต่ Sky Lodge Suites ไม่ได้สร้างอยู่บนพื้นเหนือยอดเขา ทั้ง 3 ห้องพักแขวนอยู่ริมหน้าผา ที่มีความสูงราว 400 เมตร ออกแบบมาเอาใจลูกค้าที่หลงรักความหวาดเสียวอย่างเต็มที่ โดยห้องพักของโรงแรมแห่งนี้มีลักษณะเป็นแคปซูลที่ใช้กระจกใสแบบหนาทั้งหมด รวมทั้งใช้กรอบอลูมิเนียมและเหล็กยึดไว้กับหน้าผา ให้ความรู้สึกเหมือนลูกค้าลอยอยู่กลางอากาศเวลาอยู่ในห้องพัก และสามารถชมวิวได้แบบ 300 องศา ห้องพักแต่ละห้องมี 4 เตียง มีห้องน้ำในตัว และพื้นที่รับประทานอาหาร นอกจากนี้ ยังมีไฟฟ้าสำหรับให้แสงสว่างที่ได้จากแผงพลังง
คำว่า Street Vendors นี่ถ้าแปลเป็นไทยตามตรงก็คือคนขายของข้างถนน ประมาณคนขายของบนทางเท้า ซึ่งก็พบในหลายเมือง อย่างที่ฉันเล่าไปมากมายแล้ว คนขายของข้างถนนไม่ใช่มีแต่ในเมืองกำลังพัฒนา เมืองพัฒนาแล้วสุดโต่งอย่างอเมริกานี่ตัวดีนักละ ในนิวยอร์กน่ะคนขายของบนทางเท้าเยอะไม่น้อย โดยเฉพาะย่านไทม์สแควร์ที่ฉันเคยพาไปเที่ยวมาหลายครั้ง แต่ทางเท้าเขาจัดระเบียบเรียบร้อยกันดี ไม่อารมณ์ระเกะระกะใครใคร่ค้าค้าใครใคร่ขายขายไปเล้ยอย่างเมืองไทยและอีกหลายเมืองที่กำลังพัฒนา ซึ่งก็นั่นแหละนะ จะชี้หน้าโทษคนขายอย่างเดียวก็ไม่ได้ ตราบใดที่ยังมีความยากจน มันก็จะมีปัญหาเช่นนี้อยู่ร่ำไป ใครก็อยากมีร้านรวงสวยๆ เชิดหน้าชูตาทั้งนั้น แต่พอมันจน ทางออกมันก็มีไม่มากไปกว่าการรุกล้ำทางเท้าวางของขายแบบคนเห็นแก่ตัวนี่แหละ อยู่ที่ทางการจะจัดระเบียบให้มันเดือดร้อนคนเดินถนนให้น้อยที่สุดเท่านั้นเป็นรับกันไหว แต่วันนี้ฉันจะพาไปเจอ Street Vendors แบบฮาร์ดคอร์ คือไม่ใช่แค่วางขายบนทางเท้าอย่างเดียว แต่ขายกัน ìบนถนนî ให้ตรงความหมาย Street Vendors จริงๆ และเผชิญกับการขายแบบฮาร์ดเซลส์อย่างที่ยากจะหาไหนเทียบทัน เป็นการข
เรื่องโดย : อาจี๋ที่ไม่เอาไหน มื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสหนีแมวไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ระหว่างที่เดินเที่ยวเล่นอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็น ตู้หมุนไข่ หรือเรียกกันว่า “กาชาปอง” “Gashapon” (กาชาปอง) เป็นชื่อเครื่องหยอดเหรียญชนิดหนึ่งที่บริษัท BANDAI (บันได) ในประเทศญี่ปุ่น ผลิตขึ้น มีลักษณะเป็นแคปซูลรูปทรงไข่ ภายในแคปซูลจะบรรจุโมเดลของเล่นชิ้นเล็กไว้หลากหลายแบบ และที่กำลังฮอตฮิตโดนหยอดจนหมดตู้คือ เจ้าของเล่นหมวกแมวกระต่ายน่ารักๆ ที่เพิ่งออกมาใหม่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง กาชาปองหมวกแมวทรงหูกระต่ายน่ารักๆ มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า kawaii kawaii neko usagichan (คาวาอี้ คาวาอี้ เนะโกะ อุซางิจัง) ซึ่งมีความหมายว่า แมวกระต่ายน่ารักๆ ที่โตเกียวจะมีให้หยอดทุกมุมเมือง ที่มีมากที่สุดคือย่านเครื่องใช้ไฟฟ้าและฟิกเกอร์ที่อากิฮาบาระ ที่จะมีตู้หยอดกาชาปองวางเรียงเป็นแถว ส่วนผมเจอตู้หยอดกาชาปองที่ซัปโปโร ที่ห้างบิ๊กคาเมร่า ร้านดองกี้ และเห็นเพื่อนบอกว่ามีที่ห้างโยโดบาชิด้วย และแล้วก็ถึงตาของผมหยอดกาชาปอง เพื่อจะได้หมวกแมวทรงหูกระต่ายกลับไปฝากแมวที่บ้านบ้างแล้ว แมวที่บ้านผมมี 60 ตัว ผมอยากได้ห
เรื่องโดย : มิสมิลเลียนแนร์ ญี่ปุ่น ขึ้นชื่อเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุรวดเร็วติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งนอกจากอัตราการเสียชีวิตน้อยลงเพราะการแพทย์ที่ทันสมัยขึ้น ยังมีปัจจัยจากการที่คนรุ่นใหม่แต่งงานน้อยลง หรือแต่งงานแล้วแต่ไม่อยากมีลูก ทางการญี่ปุ่นพยายามแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ทั้งการส่งเสริมให้หนุ่มสาวแต่งงานมากขึ้น การออกมาตรการจูงใจด้วยการให้สิทธิและความช่วยเหลือต่างๆ สำหรับครอบครัวที่ต้องการมีบุตร ขณะเดียวกัน ภาคส่วนต่างๆ ในญี่ปุ่นก็พยายามสนับสนุนให้ผู้คนสละโสดและอยากมีลูกมากขึ้น รวมถึงผุดคอร์สสุดแหวกแนวที่หลายคนคาดไม่ถึง คอร์สฝึกหนุ่มโสดให้เรียนรู้วิธีเลี้ยงลูก เป็นหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนความพยายามแก้ปัญหาระดับชาติ นอกเหนือจากธุรกิจจัดหาคู่ที่มีดาษดื่น รอยเตอร์ส ระบุว่า บริษัทในเมืองโอซาก้าที่ใช้ชื่อว่า “อิคุเมน ยูนิเวอร์ซิตี้” ได้ริเริ่มเปิดคลาสสอนในวันอาทิตย์ เพื่อช่วยเหล่าชายโสดเพิ่มคุณสมบัติในการหาคู่ครอง ซึ่งจะทำให้มีภาษีมากกว่าผู้ชายทั่วๆ ไป อิคุเมน เป็นการผนวกกันระหว่างคำว่า การเลี้ยงเด็ก กับคำที่แปลว่า ผู้ชาย เกิดเป็นคำใหม่ที่หมายถึง พ่อบ้านที่ทำหน้าที่เลี้ยงลูก “
เรื่องโดย : อ้อมแอ้ม ณ แอลเอ เมืองที่ฉันอยู่ คือ เมืองแมดิสัน (Madison) รัฐวิสคอนซิน (Wisconsin) เป็นเมืองอยู่ทางตอนบนของอเมริกา ถ้าบอกว่าเมืองตอนบนก็หมายถึงมันใกล้ขั้วโลกเหนือเข้าไปทุกที มันจึงหนาวจับจิต ปีหนึ่งหนาวเสียครึ่ง ส่วนที่เหลือก็ยังเย็นๆ เรียกว่าไม่มีอุณหภูมิเกิน 20 องศาเซลเซียส เวลาหน้าหนาวนี่ก็ทะเลสาบแข็งกันไปทั้งเมือง วิ่งเล่นกันได้ ประมาณนั้น เมืองนี้คนหลากหลายเชื้อชาติหลั่งไหลเข้ามา ทั้งที่หนาวๆ นี่ก็เถิด คนเอเชียเองก็ไม่น้อย (คนจีนมากที่สุดตามระเบียบ) เพราะเป็นเมืองการศึกษา เป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-แมดิสัน (University of Wisconsin-Madison) ที่มีชื่อเสียงระดับโลก คนจึงหลั่งไหลมาเรียน-ทำงาน ร้านรวงของคนหลากหลายเชื้อชาติเหล่านี้จึงกระจายไปหมด ร้านอาหารจีน อาหารญี่ปุ่น อาหารไทย อาหารลาว อาหารแอฟริกัน อาหารอินเดีย เกินจะจาระไน นอกจากนั้นก็มีร้านสินค้าของแต่ละเชื้อชาติ เรียกว่าไม่ต่างไปจากอยู่ประเทศใครประเทศมัน อยากได้อะไรเหมือนที่เคยได้ในบ้านตัวเองก็มีให้ทั้งนั้น YUE-WAH ORIENTAL FOODS เป็นร้านขายสินค้าและเครื่องปรุงหลากหลายเชื้อชาติ คือรวมหมดทั้งเอเ
