กรมควบคุมโรค
แพทย์แนะ หยุดยาวเข้าพรรษา ยึดหลัก “สุก ร้อน สะอาด” ทำอาหารกินกันในครอบครัว เว็บไซต์ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าว นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สุดสัปดาห์นี้จะเป็นวันหยุดยาว 4 วัน เนื่องในวันเข้าพรรษาและชดเชยวันอาสาฬหบูชา ซึ่งคาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาต่างจังหวัดเพื่อพบปะครอบครัวจำนวนมาก หลังก่อนหน้านี้มีการจำกัดการเดินทางเพราะสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งปกติเมื่อครอบครัวพร้อมหน้ามักจะมีการเลี้ยงอาหาร กินร่วมกัน ซึ่งส่วนนี้ กรมควบคุมโรค ขอแนะนำให้ประชาชนนอกจากต้องปฏิบัติสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันโรคโควิด-19 ต่อเนื่องแล้ว ยังขอให้ระวังเรื่องอาหารการกิน ซึ่งรวมถึงน้ำดื่มและน้ำแข็ง หากไม่สะอาดถูกสุขลักษณะ เสี่ยงมีเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสปนเปื้อนได้ เพราะสภาพอากาศช่วงนี้เปลี่ยนแปลงบ่อย อากาศร้อนสลับฝนตก เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายชนิด หากกินอาหารที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนอาจทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำ 5 โรคสำคัญ ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง โรคอาหารเป็นพิษ โรคบิด โรคไข้ไทฟอยด์ หรือไข้รากสาดน้อยและอหิวาตกโร
แพทย์เตือน ประชาชนระวังภัยเงียบจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ วันที่ 13 มิ.ย. นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีดารานักแสดงเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับ ซึ่งมีผลมาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ นั้น กรมควบคุมโรค ขอแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของผู้เสียชีวิต และขอให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ว่า ไวรัสตับอักเสบ สามารถถ่ายทอดเชื้อสู่ผู้อื่นได้ และเป็นสาเหตุนำไปสู่ภาวะตับอักเสบ ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ โดยมี 5 ชนิด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี และอี โดยไวรัสตับอักเสบที่เป็นปัญหาสำคัญในประเทศไทย ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ บีและซี โดยสามารถแบ่งอาการออกเป็น 2 ระยะ คือ โรคตับอักเสบเฉียบพลัน และโรคตับอักเสบเรื้อรัง โดยอาการของโรคตับอักเสบเฉียบพลัน คือ ตัวเหลือง ตาเหลือง มีไข้ ปวดท้องบริเวณใต้ชายโครงขวา เซลล์ตับถูกทำลาย ซึ่งผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ บี มีเพียงร้อยละ 5-10 ที่มีโอกาสเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนโรคตับอักเสบบีเรื้อรัง จะมีอาการนานเกินกว่า 6 เดือน โดยแบ่งได้อีกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ 1) ชนิดตับอักเสบเรื้อรังไม่รุนแรง (Chronic Persistent) แบบค่
แพทย์เตือน ช่วงหน้าฝน ระวังเห็ดพิษ ดูให้ดีก่อนซื้อรับประทาน เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ช่วงนี้มีฝนตกในหลายพื้นที่ ซึ่งหลังจากฝนตกประมาณ 2 วัน จะมีการเจริญเติบโตของเห็ดป่าขึ้นเองตามธรรมชาติ ประชาชนมักนิยมเก็บเห็ดป่ามาขายหรือนำมาปรุงอาหาร ซึ่งในแต่ละปีจะพบผู้ป่วยจากการรับประทานเห็ดพิษเป็นประจำ เนื่องจากเห็ดป่ามีทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกันมาก อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดได้ โดยข้อมูลจากรายงานโรคในระบบเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-25 พฤษภาคม 2563 พบผู้ป่วย 85 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอายุ 45-54 ปี รองลงมา กลุ่มอายุ 65 ปีขึ้นไป และ 25-34 ปี ตามลำดับ เห็ดพิษที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตส่วนใหญ่ คือ เห็ดระโงกพิษ บางแห่งเรียกว่าเห็ดระโงกหิน เห็ดระงาก หรือเห็ดไข่ตายซาก ซึ่งเห็ดชนิดนี้คล้ายคลึงกับเห็ดระโงกขาว หรือไข่ห่าน ที่สามารถรับประทานได้ แต่แตกต่างกันคือ เห็ดระโงกพิษจะมีก้านสูง กลางดอกหมวกจะนูนเล็กน้อย มีกลิ่นค่อนข้างแรง นอกจากนี้ ยังมีเห็ดป่าชนิดที่มีพิษรุนแรงคือ เห็ดเม
สธ.เผย คนติดโควิด-ผู้สัมผัส ระยะหลังแสดงอาการน้อย-ไม่มีอาการ แต่แพร่เชื้อได้ เตือนเที่ยวห้างแน่นเสี่ยงติดเชื้อ โควิด-19 – เว็บไซต์ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ ได้เผยแพร่ข่าว นพ.อนุพงษ์ สุจริยากุล นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า สถานการณ์การติดโรคโควิด-19 ของไทยล่าสุด พบร้อยละ 50 เป็นการติดเชื้อในครอบครัว รองลงมา ร้อยละ 26 เป็นการติดเชื้อในการทำงาน ซึ่งการติดเชื้อจากที่บ้านและที่ทำงาน เกี่ยวเนื่องกับการอยู่ด้วยกัน ดังนั้น ใครออกมานอกบ้านถือว่ามีความเสี่ยง ซึ่งจากเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ซึ่งเป็นวันแรกของการผ่อนปรนกิจกรรม-กิจการ ระยะ 2 โดยหนึ่งในกิจการที่เปิดวันแรกคือ ห้างสรรพสินค้า ภาพที่เห็นคือคนไปเดินห้างกันจำนวนมาก มีความแออัดสูงมาก ซึ่งภาพเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้น โดยวันแรกของการเปิดห้างยังพอรับได้ แต่วันถัดจากนี้ไปทางผู้ประกอบการ ห้างต่างๆ ต้องปฏิบัติและทำตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข เริ่มตั้งแต่การคัดกรองก่อนเข้าห้าง มีการเว้นระยะห่าง ลดความแออัด ประชาชนที่มาใช้บริการต้องสวมหน้ากากอนามัยและล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ด้านประชาชนควรหมั่นสังเกต หากต้องการเดินห้างแต่เห็นคนแน
กรมควบคุมโรค เผยไทยยังไม่มีผลยืนยันว่าพบเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในน้ำอสุจิ แนะปชช. ควรใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ วันที่ 13 พ.ค. นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีผลการศึกษาในประเทศจีน ที่พบไวรัสที่เป็นสาเหตุของโควิด-19 ในน้ำอสุจิของผู้ชายที่มีการติดเชื้อดังกล่าว รวมทั้งผู้ป่วยฟื้นตัวจากการรักษาหายแล้วนั้น กรมควบคุมโรค ขอให้ข้อมูลว่า จากข้อมูลในเบื้องต้นพบว่าผลการศึกษาของประเทศจีนดังกล่าว ยังมีความไม่ชัดเจนของผลการวิจัยว่าสามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ ข้อมูลนี้เป็นการศึกษาเบื้องต้นโดยใช้ตัวอย่างขนาดเล็ก ซึ่งต้องศึกษาข้อมูลให้มากขึ้นกว่านี้ อีกทั้งไม่ได้บอกว่าเป็นเชื้อไวรัสที่มีชีวิตอยู่ (viable virus) หรือไม่ ขณะเดียวกัน การศึกษาจากแหล่งข้อมูลอื่น ก็ยังไม่พบเชื้อก่อโรคโควิด-19 ในน้ำอสุจิด้วย และที่ผ่านมาไวรัสสายพันธุ์อื่นในกลุ่มโคโรนาก็ไม่มีรายงานว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีผลยืนยันว่าพบเชื้อโควิด-19 ในน้ำอสุจิ รวมถึงการติดโรคผ่านทางน้ำอสุจิ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หากต
กรมควบคุมโรค เผยผลการรักษา ผู้ป่วยโควิด-19 ของสถาบันบำราศนราดูร เป็นไปตามมาตรฐาน ผู้ป่วยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ผลการรักษา – เว็บไซต์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้เผยผลการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ของสถาบันบำราศนราดูร โดยในช่วงที่ผ่านมา การดูแลรักษาเป็นไปตามมาตรฐานสากล ผู้ป่วยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และเป็นต้นแบบของโรงพยาบาลสำหรับโรคติดเชื้อ ซึ่งมีส่วนในการกำหนดแนวทางปฏิบัติและแนวทางการรักษาโรคดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่สถาบันบำราศนราดูร นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นายแพทย์อภิชาต วชิรพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร นายแพทย์วิศิษฏ์ ประสิทธิศิริกุล รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร และ นายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ รองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร ร่วมแถลงข่าวผลการดำเนินงานโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ของสถาบันบำราศนราดูร นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวว่า กรมควบคุมโรค เป็นหน่วยงานกลางและเป็นหน่วยงานเลขานุการคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ มีบทบาทสำคัญในการป้องกันควบคุมโรคและภัยสุขภาพที่คุกคามประชาชนไทย โดยมีสถาบันบำราศนราดูร เป็นหน่ว
กรมควบคุมโรค ย้ำ “การกักตัวเอง” เป็นแนวทางสำคัญ ช่วยควบคุมโรคโควิด-19 เมื่อวันที่ 7 เม.ย. นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า หลังรัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร พร้อมทั้งออกมาตรการที่เข้มข้น และขอความร่วมมือประชาชนให้อยู่บ้าน เพื่อลดการสัมผัสเชื้อ ส่วนผู้ที่เข้าข่ายต้องกักตัวเอง หลักๆ มีอยู่ 2 กลุ่มคือ 1. ผู้ที่มีความใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือผู้สัมผัสที่มีความเสี่ยงสูง และ 2. ผู้เดินทางมาจากเขตติดโรคติดต่ออันตรายทุกคน ผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคอย่างต่อเนื่องหรือพื้นที่พบผู้ป่วย กรมควบคุมโรค จึงขอย้ำว่า “การกักตัวเอง” เป็นแนวทางสำคัญ ที่ช่วยควบคุมสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ได้ การกักตัวเอง จะใช้เวลาประมาณ 14 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) มีวิธีปฏิบัติตัวอย่างถูกต้อง ดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ป่วยและผู้สูงอายุ 2. หยุดเรียนหรือทำงาน รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ 3. ปิดปากและจมูกด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอ จาม หากไม่มีกระดาษทิชชู ให้ใช้ต้นแขนด้านในหรือข้อศอกตัวเองแทน สิ่งสำคัญคือห้ามไอ จาม ใส่ฝ่ามือตัวเอง 4. ห้ามทานอาหารและใช้
เช็กด่วน! ใครที่เคยไปสถานที่ต่อไปนี้ ให้เฝ้าระวังอาการตนเองอย่างเคร่งครัด วันที่ 26 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก ตึกไทยคู่ฟ้า โพสต์ประกาศของกรมควบคุมโรค แจ้งรายชื่อสถานที่ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องมีการเฝ้าระวังอาการตนเอง พร้อมขอให้ปฏิบัติตามคำเเนะนำอย่างเคร่งครัด หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน กรมควบคุมโรค โทร.1422
กรมควบคุมโรค แนะ 10 วิธีปฏิบัติตัว เมื่อต้องกักตัวอยู่ในบ้าน 14 วัน ยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด สำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ล่าสุด องค์การอนามัยโลกได้ประกาศให้เชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นโรคระบาดทั่วโลก (pandemic) อย่างเป็นทางการเมื่อวันพุธที่ 11 มี.ค. 2563 ที่ผ่านมา โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำ 10 ข้อปฏิบัติสำหรับผู้ที่ต้องกักตัวเองอยู่ในบ้าน 14 วัน ดังนี้ อยู่ที่บ้าน จำกัดคนเยี่ยม รายงานตัว (โทร. 1422 กรมควบคุมโรค) 2. ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา 3. ควรแยกขยะติดเชื้อ เช่น หน้ากากอนามัย และกระดาษทิชชู 4. ควรปิดฝาชักโครกทุกครั้งที่กดล้าง เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเชื้อไวรัส 5. ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลล้างมือทันที 6. เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท 7. งดรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น และแยกของใช้ส่วนตัว 8. ล้างจานด้วยน้ำยาล้างจานก่อนใช้เสมอ 9. ยืนห่างจากผู้อื่นมากกว่า 4 เมตร 10. หากต้องออกจากบ้านไม่ควรใช้รถโดยสารสาธารณะ
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนในช่วงนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิลดลง หลายพื้นที่มีความหนาวเย็น หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจเจ็บป่วยได้ง่าย โดยเฉพาะโรคไข้หวัดใหญ่ พร้อมแนะวิธีปฏิบัติตนในภาวะอากาศหนาว วันที่ 18 ก.พ. นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา ในช่วงนี้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง อุณหภูมิลดลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ หากร่างกายปรับตัวไม่ทันอาจเจ็บป่วยได้ จึงขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเองและคนในครอบครัวอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องเพิ่มการดูแลและระมัดระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว เพราะเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยได้ง่าย หากป่วยจะมีอาการรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ถ้าพบว่ามีอาการป่วยให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า กรมควบคุมโรค ขอแนะนำวิธีปฏิบัติตนในภาวะอากาศหนาว 6 วิธี ดังนี้ 1.ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ดื่มเครื่องดื่มที่สามารถให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย และทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื่นของผิวหนัง
