กรมชลประทาน
กรมชลประทาน เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร 5,935 หน่วย ประจำ 76 จังหวัด รับมือภัยแล้ง พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำใกล้ชิด เน้นจัดสรรให้เพียงพอกับทุกกิจกรรม นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังการประชุมร่วมกับคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ “ได้สั่งการให้สำนักชลประทานทั่วประเทศคุมเข้มแผนบริหารจัดการน้ำ ติดตามสถานการณ์น้ำและควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา พิจารณาเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติและจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการปรับปฏิทินการเพาะปลูกข้าว รวมทั้งเร่งสร้างการรับรู้ถึงสถานการณ์น้ำ เพื่อให้เกิดความเคร่งครัดเพื่อช่วยกันประหยัดน้ำ” นายประพิศ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือภัยแล้งปี 2565 ทั่วประเทศ กรมชลประทานได้เตรียมเครื่องมือ เครื่องจักร จำนวน 5,935 หน่วย ประจำ 76 จังหวัดทั่วประเทศ มีเครื่องสูบน้ำจำนวน 2,140 เครื่อง รถบรรทุกน้ำจำนวน 503 คัน และเครื่องจักรกลเพื่อสนับสนุนงานอื่นๆ ที่คาดว่าจำเป็นต้องใช้ในการบริหารจัดการน้ำ จำนวน 3,292 หน่วย พร้อมสั่งการให้เจ้าหน้าที่ในทุกพื้นที
กรมชลประทานเผยผลการทำนาปรังครั้งที่ 1 ลุ่มเจ้าพระยาเพาะปลูกแล้วกว่า 2 ล้านไร่ เน้นบริหารจัดการน้ำในเขื่อนให้เพียงพอกับทุกกิจกรรม สำรองไว้เพื่อรักษาระบบนิเวศในช่วงฤดูแล้ง นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เมื่อ 26 ธ.ค. 2564 ผลการทำนาปรังปี 2564/65 ในพื้นที่เขตชลประทาน มีการทำนาปรังแล้ว 3.01 ล้านไร่ หรือ 46.86% ของแผนการทำนาปรังครั้งที่ 1 ทั่วประเทศในเขตชลประทาน 6.41 ล้านไร่ โดยลุ่มเจ้าพระยาทำนาปรังครั้งที่ 1 มากสุดจำนวน 2.08 ล้านไร่ หรือ 73.84% ของแผนที่กำหนดไว้ 2.81 ล้านไร่ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาทำนาปรังครั้งที่ 1 สัดส่วน 31% ของการนำนาปรังทั่วประเทศ รองจากลุ่มเจ้าพระยา คือ ภาคตะวันออก มีการทำนาปรังครั้งที่ 1 แล้ว 4.2 แสนไร่ หรือ 85.91% ของแผนที่ 4.9 แสนไร่ และภาคเหนือ ทำนาปรังครั้งที่ 1 แล้ว 4.1 แสนไร่ หรือ 90.25% ของแผนการทำนาปรังครั้งที่ 1 จำนวน 4.5 แสนไร่ “หลังประกาศเข้าสู่ฤดูแล้งอย่างเป็นทางการ เมื่อ 1 พ.ย. ทั่วประเทศทำนาปรังครั้งที่ 1 แล้วมากกว่า 3 ล้านไร่ หรือเกือบ 50% ของแผนการทำนาปรังในเขตชลประทานทั่วประเทศ ที่มากสุดคงเป็นลุ่มเจ้าพระยามีการทำนาปรังครั้งที่ 1 เกือบ 31
กรมชลประทาน วอนเกษตรกรลุ่มเจ้าพระยา งดทำนาต่อเนื่องหลังเก็บเกี่ยว เหตุมีน้ำน้อย วันที่ 9 ส.ค. 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า แม้ขณะนี้จะมีฝนตกกระจายในหลายพื้นที่ แต่ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนยังมีน้อย จึงขอความร่วมมือเกษตรกรที่ได้ทำการเก็บเกี่ยวข้าวไปแล้ว โดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยางดทำนาต่อเนื่อง เพราะยังไม่มั่นใจว่าฝนที่ตกจะไหลลงเขื่อนหรือไม่ หลังจากกรมชลประทานสำรวจการปลูกข้าวนาปี 2564 ทั่วประเทศในเขตชลประทานมีการปลูกข้าวรวม 12.72 ล้านไร่ คิดเป็น 76.37% ของแผนปลูกข้าว 16.65 ล้านไร่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยาปลูกไปแล้ว 5.99 ล้านไร่ คิดเป็น 75.22% ของแผนฯ จำนวน 7.97 ล้านไร่ เริ่มมีการเก็บเกี่ยวแล้ว 0.045 ล้านไร่ โดยผลการปลูกข้าวนาปี 2564 ณ วันที่ 21 ก.ค. 2564 ภาคเหนือ มีการปลูกข้าว 1.88 ล้านไร่ คิดเป็น 73.24% ของแผนฯ ที่ 2.57 ล้านไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการปลูกข้าว 3.17 ล้านไร่ คิดเป็น 93.60% ของแผนฯ ที่ 3.39 ล้านไร่ ภาคกลาง มีการปลูกข้าว 0.04 ล้านไร่ คิดเป็น 168.48% ของแผนฯ ที่ 0.02 ล้านไร่ ภาคตะวันออก มีการปลูกข้าว 0.89 ล้านไร่ คิดเป็น 97.58% ของแผนฯ ที่ 0.92 ล้านไร่ ภาคตะวันตก ม
กรมชลประทาน สั่งเร่งงบลงทุนค้างท่อ หวังช่วยกระตุ้นการลงทุน 2 เดือนสุดท้าย ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 64 วันที่ 3 ส.ค. 2564 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2564 กรมได้รับจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 74,106.97 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 47,251.85 ล้านบาท คิดเป็น 63.76% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนด 20.91% โดยจำแนกเป็นงบประจำ 7,929.34 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 6,252.50 ล้านบาท คิดเป็น 78.85% ต่ำกว่าเป้าหมาย 7.82% และงบลงทุน 66,177.64 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 40,999.35 ล้านบาท คิดเป็น 61.95% ต่ำกว่าเป้าหมาย 14.72% “ดังนั้น ขอให้เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายรัฐบาลกำหนด ภายในสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 โดยเฉพาะงบลงทุน เนื่องจากมีส่วนช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ทั้งนี้ แม้ว่ากรมจะมีการเบิกจ่ายภาพรวม และงบลงทุนต่ำกว่าเป้าหมาย แต่ยังสามารถเบิกจ่ายได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลัง โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 65% และ 62.45% ตามลำดับ” สำหรับความคืบหน้าโครงการภายใต้กรอบนโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ (เงินกู้ 40
รอรับฝนใหม่! ประพิศ อธิบดีกรมชลประทาน สั่งสำรวจความมั่นคงเขื่อนทั่วประเทศ เตรียมกักเก็บน้ำ เผย น้ำใช้การได้ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์ดี มีน้ำปริมาณ 51-80% ของความจุ เหลือพื้นที่รับน้ำใหม่ 42,263 ล้าน ลบ.ม. นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ช่วงนี้ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มมากขึ้นแต่ยังต้องเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง ตามมาตรการบริหารจัดการน้ำและรับมือน้ำหลากอย่างเคร่งครัด โดยกรมชลประทาน ได้เร่งสำรวจความพร้อมของเขื่อน พบว่า เขื่อนขนาดใหญ่และกลางทั่วประเทศ 35 แห่ง ข้อมูล ณ 4 ก.ค. 2564 สามารถรับน้ำได้อีก 42,263 ล้าน ลบ.ม. หรือประมาณ 56% ของความจุ โดยปี 2564 มีปริมาณน้ำใช้การได้สูงกว่าปี 2563 ประมาณ 5% หรือสูงกว่าประมาณ 1,725 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การได้ 9,875 ล้าน ลบ.ม. หรือสัดส่วน 19% ของความจุ ซึ่งสูงกว่าในช่วงเดียวกันของปี 2563 ที่มีน้ำใช้การได้ 84,091 ล้าน ลบ.ม. หรือสัดส่วน 18% ของความจุ สำหรับปริมาณน้ำเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศมีความจุ 70,926 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำรวมกันทั่วประเทศประมาณ 31,424 ล้าน ลบ.ม. หรือ ประมาณ 44% ของความจุ และเป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 7,882 ล้าน ลบ.ม. หรือ 17% ของความจุ ซึ่งม
กรมชลประทาน ห่วงข้าวชาวนาขาดน้ำยืนต้นตาย หลังปลูกเกินแผน 3 ล้านไร่ ขอความร่วมมือเกษตรกรพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด ทำนาอย่างประณีต ไม่สูบน้ำเก็บเกินจำเป็น เหตุน้ำต้นทุนมีจำกัด วันที่ 27 ก.พ. 64 นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงเกษตรกรที่มีการทำนาในช่วงฤดูแล้ง หลังผลสำรวจล่าสุดมีการทำนาปรัง ปี 2563/64 ทั่วประเทศ จำนวน 4.87 ล้านไร่ เกินแผนมากกว่า 2.97 ล้านไร่ หรือ 156.80% จากแผนการเพาะปลูกที่ตั้งไว้ 1.9 ล้านไร่ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 22 จังหวัด มีการทำนาเกินแผนแล้ว 2.786 ล้านไร่ จากที่ไม่ได้กำหนดให้มีการทำนาในฤดูแล้งแต่อย่างใด เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอ ทั้งนี้ กรมชลประทาน ไม่มีน้ำต้นทุนที่จะสนับสนุนการทำนา เกษตรกรต้องใช้น้ำในแหล่งน้ำของตัวเองและแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ จากสถานการณ์น้ำที่จำกัดและการทำนาเกินแผนที่กำหนดไว้ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงที่อาจเกิดความเสียหายต่อนาข้าวใน 45 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีพื้นที่ทำนา 3.621 ล้านไร่ เฉพาะใน 4 จังหวัด คือ พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี และนครศรีธรรมราช มีการทำนาปรังถึง 3.075 ล้านไร่ สำหรับ
รมว.เกษตรฯ สั่งกรมชลประทาน จับตาปัญหาความเค็มรุกล้ำแม่น้ำท่าจีนรายชั่วโมง พร้อมเร่งบรรทุกน้ำจืดช่วย ขณะที่ปริมาณน้ำลุ่มเจ้าพระยา เหลือน้อย เกษตรกรทำนา เกินแผน 2.6 ล้านไร่ นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมชลประทานได้เฝ้าระวังคุณภาพน้ำ เพื่ออุปโภค-บริโภค บริเวณแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นรายชั่วโมง ภายใต้การบริหารจัดการน้ำฤดูแล้งเพื่อแก้ปัญหาความเค็ม โดยเฉพาะการควบคุมความเค็มในบริเวณคลองจินดา หลังจากเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ค่าความเค็มพุ่งสูงถึง 2.29 กรัมต่อลิตร สูงกว่าเกณฑ์เฝ้าระวังที่ 0.25 กรัมต่อลิตร และค่ามาตรฐานเพื่อการผลิตน้ำประปาต้องไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร ทั้งนี้ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งให้ระบายน้ำเพื่อเจือจางความเค็ม ให้มีการติดตั้งเครื่องวัดความเค็ม แบบเรียลไทม์ 8 แห่งในแม่น้ำท่าจีน และสั่งกรมชลประทานร่วมประชุมเกษตรกรชาวสวนกล้วยไม้ที่ได้รับผลกระทบ จากค่าความเค็มสูงเกินมาตรฐาน ส่งผลให้ไม่มีน้ำจืดรดกล้วยไม้ โดยให้เกษตรกรสามารถเปิดรับน้ำและสูบน้ำจากแม่น้ำท่าจีนได้เมื่อค่าค
กรมชลประทาน จัดงบ 5.6 พันล้าน จ้าง 9.4 หมื่นคน ปรับปรุงชลประทาน เล็งชวนแรงงาน ร่วมโครงการ หลังตกงาน รับรายได้เฉลี่ยคนละ 13,294 บาท คุณทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 กรมชลประทาน ได้จัดสรรงบประมาณปี 2564 วงเงิน 5,662 ล้านบาท สำหรับจ้างงานเกษตรกรจำนวน 94,000 คน ได้รับค่าจ้างเฉลี่ยคนละ 13,294 บาท โดยงานที่จ้าง จะดำเนินการจ้าง เพื่อซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุง งานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำ และระบบน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง และการจัดการคุณภาพน้ำ ล่าสุด ไตรมาส 1 ปี 2564 มีการจ้างงานไปแล้ว 8,237 คน ประมาณ 8.76% ของเป้าหมายที่วางไว้ วงเงินที่จ้างงานประมาณ 109.49 ล้านบาท หรือประมาณ 1.93% ของงบประมาณที่ตั้งไว้ สำหรับหลักเกณฑ์การจ้างงานจะให้กับ 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร หรือเกษตรกรในพื้นที่ 2. สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทาน ในพื้นที่ 3. ประชาชนผู้ใช้แรงงานทั่วไป ในพื้นที่ และ 4. หากแรงงานในพื้นที่ไม่พอ ให
กรมชลฯ เน้นบริหารจัดการน้ำท่า พร้อมเก็บสำรองไว้ใช้ฤดูแล้งหน้า ให้มากที่สุด เว็บไซต์ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ เผยข่าว นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ และเน้นบริหารจัดการน้ำท่าในแหล่งน้ำธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกับเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนที่เหลือให้ได้มากที่สุด เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ช่วงหน้าแล้งหน้า ขณะเดียวกันเน้นย้ำให้โครงการชลประทานทั่วประเทศ เฝ้าระวังติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลประกอบการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพอากาศและปริมาณน้ำท่า ส่วนการเตรียมพร้อมรับมือน้ำหลาก ให้ปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ยังได้ให้โครงการชลประทานทุกแห่ง ประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการให้คำแนะนำแนวทางการดูแลรักษา การเฝ้าระวัง การบริหารจัดการน้ำของฝายและอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กที่อยู่ในความรับผิดชอบตลอดฤดูน้ำหลาก เพื่อลดความเสียหายหากเกิดเหตุอุทกภัย สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ปัจจุบัน (ณ วันที่ 17 ส.ค.63) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งส
กรมชลประทานขอความร่วมมือชาวนาเริ่มทำนาปี หลังหมดภาวะฝนทิ้งช่วง รอฝนใหม่หลังกลางเดือน ก.ค. ยันบริหารจัดการน้ำเต็มที่ เพื่อให้เพาะปลูกได้ตามเป้า นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ที่ประกอบด้วย กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมชลประทาน เตือนทุกฝ่ายใช้น้ำอย่างประหยัด เพราะตั้งแต่ ปลาย มิ.ย.-กลาง ก.ค.นี้ จะมีปริมาณฝนตกน้อย เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง หรือสถานการณ์แล้งในหน้าฝน ล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิ.ย.ผลการเพาะปลูกข้าวนาปี ทั้งประเทศมีการทำนาปีไปแล้วประมาณ 4.43 ล้านไร่ หรือ 26% ของแผนการปลูกข้าวทั้งหมดที่วางไว้ 16.79 ล้านไร่ น้อยกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.87 ล้านไร่, ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำนาแล้ว 1.88 ล้านไร่ คิดเป็น 23% ของแผนการปลูกข้าวที่วางไว้ 8.10 ล้านไร่ หรือน้อยกว่าปีก่อน 6.89 ล้านไร่ ภาคเหนือ ทำนาแล้ว 3.11 แสนไร่ หรือ 13.13% ของแผนการเพาะปลูกข้าว 2.37 ล้านไร่, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำนาได้ 1.757 ล้านไร่ หรือ 50.46% จากแ
