กรมอนามัย
กรมอนามัย แนะโรงอาหาร-ฟู้ดคอร์ต คุมเข้ม 3 ขั้นตอน ทำความสะอาดภาชนะสกัดเชื้อโรค สร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้บริโภค กรมอนามัย – เว็บไซต์ กรมอนามัย ได้เผยแพร่ข่าว กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะโรงอาหาร ฟู้ดคอร์ต คุมเข้ม 3 ขั้นตอนล้างทำความสะอาดภาชนะถูกหลักสุขาภิบาล เป็นด่านแรกสกัดเชื้อโรค สร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้บริโภค โดยแพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า กระบวนการที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ภาชนะที่ใช้ในโรงอาหาร หรือฟู้ดคอร์ต สะอาดปลอดภัย คือการล้างที่ถูกหลักสุขาภิบาล โดยล้างทำความสะอาดและผึ่งให้แห้งสนิท 3 ขั้นตอน คือ 1) ขจัดเศษอาหารและล้างด้วยน้ำผสมน้ำยาล้างจาน 2) ล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 2 ครั้ง และ 3) ฆ่าเชื้อโรคด้วยการทำให้แห้ง โดยตากแดดหรืออบด้วยความร้อน ส่วนวิธีการเลือกและใช้ช้อนส้อมและภาชนะให้ถูกสุขอนามัยนั้น ให้เลือกที่ทำจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รูปทรงทำความสะอาดง่าย ทนทาน ไม่แตกหักง่าย และใช้ให้ถูกประเภทอาหาร เมื่อล้างสะอาดแล้วเก็บคว่ำให้แห้ง และต้องเก็บให้เป็นระเบียบ วางซ้อนนอนเรียงเป็นทางเดียวในภาชนะโปร่งสะอาดหรือวางตั้งเอาด้ามขึ้นใ
กรมอนามัย แนะ ปชช.ทั่วไป-ไม่ป่วย สวมหน้ากากผ้าซักสะอาดซ้ำได้ ช่วยประหยัดงบ และลดปริมาณขยะ แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ประชาชนทั่วไปที่ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วย และไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีผู้คนแออัด ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากาก แต่หากจำเป็นต้องเข้าไปในแหล่งชุมชนที่มีผู้คนหนาแน่น หรือใช้รถขนส่งสาธารณะร่วมกันเป็นจำนวนมาก สามารถป้องกันตนเองได้ด้วยการสวมหน้ากากผ้าที่สะอาดแทน ส่วนหน้ากากอนามัยเหมาะสำหรับใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม โดยข้อดีของหน้ากากผ้าที่แนะนำให้ใช้ นอกจากจะช่วยป้องกันฝุ่นขนาดใหญ่ทั่วไปแล้ว ยังนำมาซักให้สะอาดแล้วใช้ซ้ำได้อีก ช่วยประหยัดงบประมาณในการหาซื้อหน้ากากอนามัย เนื่องจากสามารถเย็บใช้ได้เอง ช่วยลดปัญหาขาดแคลน และยังช่วยลดปริมาณขยะที่เกิดจากการทิ้งหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วอีกด้วย “สำหรับการป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยนั้น หลักสำคัญต้องพิจารณาจากสถานการณ์คือ 1. ตนเองไม่สบาย หรือ 2. แพทย์และพยาบาลดูแลผู้ป่วยโดยไม่แน่ใจว่าผู้ป่วยนั้นๆ จะสามารถแพร่เชื้อออกมาทางละอองฝอยจากการพูด ไอ จามหรือไม่ และ 3 .คนปกติที่ต้องเข้าไปในสถานก
4 จุดเสี่ยงที่แท็กซี่ควรทำความสะอาด ให้ปลอดเชื้อไวรัสโคโรนา ยังเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง สำหรับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่มียอดผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทยเองมีผู้ติดเชื้อรายหนึ่งเป็นคนขับแท็กซี่ ไม่เคยเดินทางไปเมืองอู่ฮั่น แต่ติดเชื้อจากผู้โดยสารชาวจีนที่มาใช้บริการแท็กซี่นั่นเอง โดย 4 จุดเสี่ยงที่แท็กซี่ควรทำความสะอาด เพื่อให้ปลอดเชื้อไวรัสโคโรนา มีดังนี้ ที่จับบริเวณประตู 2. ที่จับเหนือหัวผู้โดยสาร 3. กระจกภายในรถ 4. ที่วางแขน โดยการทำความสะอาด ควรเช็ดด้วยน้ำสบู่หรือน้ำยาทำความสะอาด และแอลกอฮอล์ 70% ที่สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้
‘หน้ากากอนามัย’ ใส่อย่างไร กำจัดแบบไหน ให้ถูกวิธี จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งล่าสุดรายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาอย่างน้อย 20,438 ราย เสียชีวิตรวม 425 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 4 ก.พ. 63) จากตัวเลขการติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้น สร้างความหวาดระแวงให้กับประชาชนไม่น้อย ในเบื้องต้นประชาชนควรดูแลตัวเองด้วยวิธีการง่ายๆ ที่ได้ผลคือ ต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน แหล่งชุมชน หรือพื้นที่เสี่ยง โดยกรมอนามัย ได้ให้ความรู้ถึงประเภทของหน้ากากอนามัยไว้ว่า หน้ากากผ้า ใช้สำหรับบุคคลทั่วไปที่ยังไม่ป่วย หน้ากาก N95 ใช้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด และหน้ากากอนามัย ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการไอจาม เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อที่ออกมากับน้ำมูก น้ำลาย สำหรับวิธีการสวมใส่หน้ากากอนามัย มีวิธีการง่ายๆ คือ ให้เอาด้านสีเข้มออกด้านนอก และขดลวดอยู่ด้านบนสันจมูก ที่สำคัญ ควรเปลี่ยนหน้ากากอนามัยทุกวัน ไม่ใส่ซ้ำ และเมื่อใช้หน้ากากอนามัยแล้วควรกำจัดให้ถูกวิธี ดังนี้ ให้พับหน้ากากอนามัยและม้วนใส่ถุงที่ปิดสนิทก่อนทิ้ง แล้วทิ้งในถัง
8 ข้อแนะนำดีๆ ช่วยให้ห่างไกลจาก “เชื้อไวรัสโคโรนา” จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ล่าสุดคร่าชีวิตผู้คนไปแล้ว 361 คน และมีจำนวนผู้ติดเชื้อรวม 17,205 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ก.พ.) ในเบื้องต้นทุกคนสามารถดูแลและป้องกันตัวเองจากไวรัสโคโรนาด้วย 8 ข้อแนะนำง่ายๆ ดังนี้ 1.ผู้สัมผัสอาหารควรล้างมืออย่างสม่ำเสมอด้วยน้ำและสบู่ 2.ผู้สัมผัสอาหาร ควรสวมหน้ากากอนามัยขณะปฏิบัติงาน 3.หากผู้สัมผัสอาหารมีอาการคล้ายโรคระบบทางเดินหายใจ ให้หยุดปฏิบัติงานและไปพบแพทย์ทันที 4.จัดให้มีช้อนกลางทุกครั้งเมื่อต้องเสิร์ฟอาหารที่ต้องรับประทานร่วมกัน 5.ทำความสะอาดโต๊ะอาหารด้วยน้ำยาทำความสะอาด และน้ำยาฆ่าเชื้อโรคทุกครั้งหลังมีผู้มาใช้บริการ 6.ล้างภาชนะอุปกรณ์ให้สะอาด และฆ่าเชื้อโรคตามหลักสุขาภิบาลอาหาร 7.หมั่นเช็ดทำความสะอาดพื้นผิว และจุดที่สัมผัสร่วมกัน 8.จัดให้มีที่ล้างมือพร้อมสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจล สำหรับผู้บริโภค
เปิด 7 ขั้นตอน “ล้างมือ” ที่ถูกต้อง ป้องกันการติดเชื้อโรค-ไวรัสได้ ล้างมือ – ช่วงหลายวันที่ผ่านมา นอกจากมลพิษทางอากาศอย่างฝุ่น PM2.5 แล้ว โรคปอดอักเสบจากเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ หรือโรคไวรัสอู่ฮั่น ก็เป็นอีกโรคที่ประชาชนควรเฝ้าระวัง เพราะเริ่มระบาดในหลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ที่มีการยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อแล้ว 8 ราย กรมอนามัย แนะนำประชาชนยึดหลัก กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ สร้างสุขอนามัยที่ดีเป็นเกราะป้องกันการแพร่ระบาด ทั้งนี้ การล้างมืออย่างถูกวิธี สามารถปฏิบัติตาม 7 ขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ 1.ฝ่ามือถูกัน 2.ฝ่ามือถูหลังมือและนิ้วถูซอกนิ้ว 3.ฝ่ามือถูฝ่ามือและถูซอกนิ้ว 4.หลังนิ้วมือถูฝ่ามือ 5.ถูนิ้วหัวแม่มือโดยรอบด้วยฝ่ามือ 6.ปลายนิ้วมือถูฝ่ามือ 7.ถูรอบข้อมือโดยล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์สำหรับล้างมือ เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อโรคได้ถึงร้อยละ 50 ที่มา : กรมอนามัย
กรมอนามัย เตือน “ไหว้เจ้า” อย่าปักธูปบนอาหาร เสี่ยงสารเคมี เป็นอันตรายต่อสุขภาพ วันที่ 22 ม.ค.63 กรมอนามัย ประกาศเตือน วันตรุษจีนปีนี้ ไม่แนะนำให้ประชาชนปักธูปลงบนอาหารและผลไม้ ขณะทำการเซ่นไหว้ เนื่องจากเป็นความเสี่ยงอันตรายต่อร่างกาย เพราะสีที่ย้อมก้านธูปมักเป็นสีย้อมผ้า ซึ่งมีสารเคมีหลายตัวเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น สารตะกั่ว ปรอท สารหนู โครเมียม เป็นต้น โดยสารเคมีดังกล่าว อาจปนเปื้อนลงในอาหาร ความร้อนไม่สามารถทำลายได้ เมื่อรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการทั้งชนิดเฉียบพลัน เช่น สารปรอท อาจเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย และสะสมในร่างกายระยะยาว จึงขอให้ปักธูปในกระถางแยกต่างหากจากของไหว้
กรมอนามัย ย้ำ‘วันเด็ก’ เช็กเครื่องเล่น ให้ปลอดภัย-ลูกโป่งอัดก๊าซ ติดไฟง่าย ควรเลี่ยง วันที่ 11 ม.ค.63 แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เผยว่า วันเด็กแห่งชาติปีนี้ มีหลายหน่วยงาน และสถานที่ต่างๆ จัดกิจกรรมวันเด็กขึ้น ซึ่งสถานที่แต่ละแห่งมีการจัดเครื่องเล่นไว้ให้สำหรับเด็กๆ เช่น สนามเด็กเล่น อุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ซึ่งผู้จัดงานควรมีการตรวจสอบสภาพเครื่องเล่นว่าอยู่ในสภาพดี พร้อมใช้งาน เครื่องเล่นต้องมีการยึดรากฐานให้มั่นคง ไม่ชำรุด พื้นผิวของเครื่องเล่นต้องไม่มีรอยแตกหักหรือมีส่วนที่ยื่นออกมาก่อให้เกิดอันตราย เช่น แผ่นเหล็กโผล่ยื่น มีเสี้ยนไม้ สีที่ใช้ทา ต้องไม่หลุดลอกหรือเก่าจนขึ้นสนิม และหากพบความผิดปกติหรือชำรุด ควรรีบซ่อมแซมเพื่อความปลอดภัยต่อเด็ก ส่วนผู้ปกครองควรดูแลและสอนบุตรหลานให้รู้จักระมัดระวังตัวเองและผู้อื่นในขณะเล่น รวมถึงเฝ้าระวังและไม่ปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพัง แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวต่อว่า สำหรับสถานที่จัดงานวันเด็กที่มีการตกแต่งประดับด้วยลูกโป่งสวรรค์ หรือมีการแจกลูกโป่งเป็นของรางวัลแก่เด็กนั้น ควรเลือกลูกโป่งที่บรรจุด้วยก๊าซฮีเลียม เพราะถึงแม้จะมีราคาแพงแต่จะไม่
“น้ำประปาเค็ม” รับมืออย่างไร ดื่มได้ไหม อันตรายหรือเปล่า? เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงในรอบสัปดาห์ สำหรับประเด็น “น้ำประปาเค็ม” ซึ่งมีสาเหตุมาจากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดระดับลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดน้ำทะเลหนุนสูงกว่าปกติ จึงทำให้น้ำมีค่าความเค็มสูงเกินมาตรฐาน ดื่มแล้วมีรสกร่อย และรสเค็ม โดย ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แนะนำวิธีการรับมือน้ำประปาเค็มไว้ว่า วิธีการที่ดีที่สุด คือ การติดตั้งเครื่องกรองน้ำแบบ อาร์โอ RO (reverse osmosis) ซึ่งเป็นเครื่องกรองน้ำที่มีความละเอียดสูง กรองน้ำด้วยระบบออสโมซิสผันกลับ จะลดเกลือแร่ต่างๆ ที่ปนมากับน้ำประปาและทำให้มีรสเค็มได้ ซึ่งผู้บริโภคอาจจะคุ้นเคยกับระบบ RO ที่ตู้กดน้ำดื่มแบบหยอดตังค์ แต่ความจริงแล้ว เครื่องกรองน้ำที่จำหน่ายแบบติดตั้งตามบ้าน ก็มีรุ่นที่เป็นระบบ RO นี้เช่นกัน ซึ่งปัจจุบัน มีการพัฒนาแผ่นเยื่อกรองให้สามารถกรองน้ำได้เป็นจำนวนมากในแต่ละวันได้แล้ว ทั้งนี้ การรับมือกับน้ำประปาเค็ม จึงไม่ใช่การนำน้ำไปต้มดื่มแบบที่รัฐบาลแนะนำ เพราะยิ่งต้มจะยิ่งมีรสเค็มกว่าเดิม เนื่องจากเป็
ปีใหม่อย่ากินเพลิน! กรมอนามัย เตือน เลี่ยงปรุงอาหารสุกๆ ดิบๆ หวั่นเสี่ยงพยาธิ แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เผยว่า อาหารกินเลื้ยงช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีเนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบหลักนั้น ผู้ประกอบอาหารต้องเลือกซื้อและปรุงด้วยความร้อนให้สุกทั่วถึงหรือปรุงด้วยความร้อน 70 องศาเซลเซียส ในเวลา 5 -10 นาที ซึ่งความร้อนนี้สามารถทำให้พยาธิและเชื้อโรคตายได้ อาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรือที่ไม่ผ่านความร้อนเลย รวมถึงใช้ความร้อนในระยะเวลาสั้น ๆ เช่น ลาบหมู ก้อยเนื้อ ที่มักจะรวนเนื้อสัตว์พอสุกเท่านั้นแล้วใส่เครื่องปรุง และเน้นรสชาติที่เผ็ดจัดหรือเปรี้ยวจัด อาจทำให้เพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคพยาธิตัวตืด ซึ่งเกิดจากตัวอ่อนของพยาธิที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อหมูหรือเนื้อวัวที่คล้ายเม็ดสาคู รวมทั้งการปนเปื้อนเชื้อโรคที่เป็นอันตรายและสารพิษตกค้างที่อาจก่อให้เกิด เช่น โรคอุจจาระร่วงและอาหารเป็นพิษ “สำหรับผักสดก่อนกินหรือนำผักมาปรุงอาหารต้องล้างให้สะอาดทุกครั้ง เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ และพยาธิ ด้วย 3 วิธี ได้แก่ 1) ล้างด้วยน้ำไหลโดยแช่น้ำนาน 15 นาที จากนั้นเปิดน้ำไหลแรงพอประมาณ คลี่ใบผักถูไปมาป
