กรมอนามัย
กรมอนามัยแจ้ง สถานการณ์ฝุ่นพิษ ทะลุค่ามาตรฐาน เริ่มกระทบสุขภาพ เลี่ยงออกนอกอาคาร สถานการณ์ฝุ่นพิษ – เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5 (PM2.5) ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ผ่านทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ “คนรักอนามัย ใส่ใจอากาศ PM2.5” ระบุว่า “แจ้งเตือนสถานการณ์ PM2.5 วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เวลา 06.00 น. หลายพื้นที่มีค่าเกินมาตรฐาน อยู่ในระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากสภาพอากาศ และฝนน้อยลง ทำให้ฝุ่นมีการสะสมตัวมากขึ้น สำหรับกรุงเทพมหานคร มีค่าเกินมาตรฐานค่าสูงสุดทุกพื้นที่ใน กทม. สูงสุดที่ 86 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.)ที่เขตบางพลัด ปริมณฑล ค่าสูงสุดที่ 66 มคก./ลบ.ม. ที่ จ.สมุทรปราการ และภาคอีสาน ค่าสูงสุดที่ 56 มคก./ลบ.ม. ที่อ.เมือง จ.ขอนแก่น ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เฝ้าระวังสถานการณ์ ลดระยะเวลาการออกนอกอาคารโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง งดการออกกำลังกายกลางแจ้ง หากมีอาการผิดปกติให้รีบไปพบแพทย์
กรมอนามัย แนะ “น้ำเซเลอรี่” แม้ประโยชน์มาก แต่ควรดื่มอย่างพอดี เป็นเทรนด์เพื่อสุขภาพที่กำลังมาแรงๆ มาก สำหรับน้ำเซเลอรี่ หรือ น้ำขึ้นฉ่ายฝรั่ง ที่กลุ่มคนรักสุขภาพ นิยมดื่มกันมากในช่วงนี้ เซเลอรี่ (Celery) หรือ “ขึ้นฉ่ายฝรั่ง” มีลักษณะลำต้นและใบสีเขียว กลิ่นเหมือนขึ้นฉ่ายจีนแต่ต้นใหญ่กว่า เป็นผักที่มีแคลเซียมสูง เป็นตัวช่วยควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนักได้ โดยขึ้นฉ่ายฝรั่ง 100 กรัม ให้พลังงานเพียงแค่ 13 กิโลแคลอรีเท่านั้น และมีเส้นใยสูง ช่วยให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น ลดอาการหิวได้เป็นอย่างดี นิยมนำไปประกอบอาหาร คือส่วนที่เป็นก้านใบ และใบ สามารถประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น ทำซุปผัก ผัดกับปลาหรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ต้มจืด ผัดน้ำมัน โดยวิธีรับประทานที่ดีที่สุด คือ กินดิบหรือว่านำมาปั่นทำเป็นน้ำผักจะปั่นเพียงชนิดเดียว หรือปั่นรวมกับผักผลไม้ชนิดอื่นร่วมด้วยก็ได้ผลดีเช่นกัน แพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เผยถึงประโยชน์ของน้ำเซเลอรี่ ว่า น้ำเซเลอรี่ หรือ น้ำขึ้นฉ่ายฝรั่งที่เป็นผักที่ให้พลังงานต่ำแต่มีสารอาหารสูงจึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก อีกทั้งในผักเซเลอรี่ ยังมีปริมาณโพแทสเซียมส
กรมอนามัยเตือน! สั่งหมูกระทะดีลิเวอรี่เสี่ยงทำท้องร่วง ติดเชื้อทางเดินอาหาร เมื่อวันที่ 10 เม.ย. กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนที่นิยมสั่งอาหารประเภทหมูกระทะแบบเดลิเวอรี่หรือ สั่งทางออนไลน์ หากมีกระบวนการผลิตที่ไม่ถูกสุขลักษณะ วัตถุดิบไม่สะอาด ไม่มีคุณภาพ บริโภคเข้าไปเสี่ยง ติดเชื้อระบบทางเดินอาหารได้ นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า การสั่งอาหารแบบเดลิเวอรีหรือสั่งอาหารออนไลน์เป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากความสะดวกรวดเร็ว ทันเวลา โดยเฉพาะอาหารประเภทหมูกระทะที่ การจัดส่งวัตถุดิบส่วนใหญ่เป็นของสด ทั้งเนื้อหมู ผัก และน้ำจิ้มปรุงรส ทำให้บางพื้นที่พบว่ามีกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ทำการลักลอบขายหมูกระทะที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ถูกสุขลักษณะ โดยทำป้ายโฆษณาเลียนแบบยี่ห้อหมูกระทะร้านต่างๆ ถือว่ามีความผิดประกอบอาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ประชาชนโทรสั่งจำนวนมากเพราะเข้าใจผิดว่า เป็นร้านหมูกระทะทั่วไป นายแพทย์ดนัย กล่าวว่า ส่วนใหญ่พบว่าหมูกระทะเหล่านี้มีกระบวนการผลิตที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ถูกสุขลักษณะ วัตถุดิบ อุปกรณ์ และภาชนะบรรจุอาหารไม่สะอาดและไม่มีคุณภาพ ผู้ปรุงประกอบอาหารไม่มีสุขวิท
หายสงสัย ทำไมถึงหวาน เมื่อนักวิชาการเปิดตำราอาหารคาวย้อนหลัง 40 ปี ทั้ง แกง ยำ น้ำพริก และอาหารจานเดียว พบสัดส่วนปริมาณน้ำตาลเพิ่มทุกเมนู 1.63 เท่า สูงสุดประเภทยำ สัดส่วนเพิ่ม 2.16 เท่า เตรียมเสนอสูตรลดหวานในอาหารคาว โดยเฉพาะอาหารจานเดียวที่อยู่กับคนไทย 3 มื้อ ทพ.ญ.ศิริเพ็ญ อรุณประพันธ์ ทันตแพทย์จากสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย ในฐานะนักวิชาการเครือข่ายไม่กินหวาน เปิดเผยว่า หลังจากมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาหารไทยในยุคปัจจุบัน มีความหวานเพิ่มขึ้นในหลายเมนู ทั้งประเภทยำ น้ำพริก ผัด แกง อาหารจานเดียว จึงตั้งสมมติฐานในการค้นคว้า ว่าเมนูตำรับอาหารโบราณของไทยมีส่วนผสมของน้ำตาลเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ เนื่องจากคนไทยกินอาหารคาว 3 มื้อเป็นอาหารหลัก ถ้ามีปริมาณน้ำตาลมาก อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ การศึกษาครั้งนี้ ทพ.ญ.ศิริเพ็ญ ใช้วิธีการค้นหาตำรับอาหารไทยโบราณ 57 ตำรับจากนิตยสารแม่บ้านรวมเล่ม ตีพิมพ์เมื่อปี 2520 เทียบกับตำรับอาหารจากเว็บเพจอาหาร วิเคราะห์ศึกษาเพื่อตอบโจทย์ว่าการใส่น้ำตาลในอาหารคาวเปลี่ยนแปลงในอาหารประเภทไหนบ้าง และเปลี่ยนอย่างไร โดยใช้หลักการคำนวณน้ำตาล และเครื่องปรุงทุกชนิดเป็นน้ำ
