กระทรวงสาธารณสุข
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดอบรมการใช้กัญชารักษาโรคในบุคลากรทางการแพทย์ ว่า ขณะนี้กรมการแพทย์กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำหลักสูตรของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อรับรองการใช้กัญชารักษาโรค โดยคาดว่าจะเริ่มอบรมแพทย์ และเภสัชกร ชุดแรกได้ในวันที่ 19-20 มีนาคมนี้ จากนั้นทยอยจัดการอบรมอีก 7 ชุด ซึ่งวิทยากรผู้อบรม จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท มะเร็ง และอายุรกรรมประสาท และเจ้าหน้าที่จากสถาบันธัญญารักษ์ เพราะขณะนี้การอนุญาตใช้กัญชารักษาโรค หรือยาที่มีส่วนผสมของกัญชา ครอบคลุมใน 4 กลุ่มก่อน คือ โรคลมชักในเด็ก ปอดประสาทเสื่อม ผู้ป่วยมะเร็งที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด และการรักษาอาการปวดเรื้อรัง ทั้งนี้ สาเหตุที่ต้องมีการอบรม เนื่องจากหากไม่ระวังอาจจะติดสารได้ “สำหรับผู้ที่ได้รับการอบรม จะต้องผ่านการทดสอบเบื้องต้นก่อนและหลังการอบรม เพื่อนำไปประเมินผลเบื้องต้น และจะได้รับใบประกาศรับรองจากกรมการแพทย์ และทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จะรวบรวมเพื่อจัดทำเป็นระบบทะเบียนรายชื่อ แพทย์ และเภสัชกรที่สามารถรักษา สั่งจ่าย
สธ.เห็นชอบ เตรียมประกาศใช้ “ซองบุหรี่แบบเรียบ” ประเทศแรกของเอเชีย สธ.เห็นชอบ – เมื่อวันที่ 14 พ.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ (คผยช.) ครั้งที่ 2/2561 ว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างอนุบัญญัติภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบพ.ศ. 2560 รวม 2 ฉบับ ได้แก่ 1.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับหีบห่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรต พ.ศ. 2561 และ 2.ระเบียบคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์ การเปรียบเทียบตามพระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 สำหรับร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับหีบห่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ และผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทบุหรี่ซิกาแรต พ.ศ. 2561 นั้น ได้เปลี่ยนชุดภาพคำเตือนพิษภัยของผลิตภัณฑ์ยาสูบบนซองบุหรี่ซิกาแรตชุดใหม่ เนื่องจากชุดภาพปัจจุบันใช้มานานกว่า 5 ปี ทำให้ประชาชนเกิดความคุ้นชินต่อภาพ และไม่เกิดความตระหนักถึงโทษแ
เปิดสถิติ ! คน ‘ขับรถไม่มีใบขับขี่’ เผยจำนวนสุดช็อก หรือสมควรแล้วเจอโทษแรง เปิดสถิติ / วันที่ 24 ส.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) รศ.ดร.กัณวีร์ กนิษฐ์พงศ์ ผู้จัดการศูนย์วิจัยอุบัติเหตุแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือเอไอที นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ จากศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนมูลนิธินโยบายถนนปลอดภัย ร่วมกันแถลงกรณีการปรับแก้กฎกมายจราจร โดยมีการปรับพ.ร.บ.รถยนต์ 2522 และพ.ร.บ.การขนส่งทางบก 2522 ออกเป็นร่างกฎหมายฉบับเดียวกัน โดยมีการเพิ่มโทษในความผิดเกี่ยวกับการพกพาใบอนุญาตขับขี่ โดยโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 50,000 บาท จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคม นพ.ธนะพงศ์ กล่าวว่า ข้อมูลของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่า เด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 15-19 ปี เป็นกลุ่มอายุที่มีการเสียชีวิตจากการเกิดอุบัติเหตุทางท้องถนนสูงสุดเฉลี่ยปีละ 1,688 คน ทั้งนี้จากการศึกษาจากต่างประเทศที่เป็นที่ยอมรับด้านความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน เช่น ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา พบว่ากรณีความผิดเกี่ยวกับการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาตขับรถในประเทศญี่ปุ่น มีโทษปรับไม่เกิน 300,000 เยน (88,000 บ
เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์ราชกิจจาฯ ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย “อาหารที่มีไขมันทรานส์” ในประเทศไทย ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ 180 วัน โดยปรากฎหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนว่ากรดไขมันทรานส์จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน ส่งผลต่อการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ทีมข่าวเส้นทางเศรษฐีออนไลน์สอบถามไปยังร้านขนมปังชื่อดัง ‘ปังเว้ยเฮ้ย’ ถึงการปรับตัวในฐานะผู้ประกอบการและผู้ผลิต ตัวแทนร้านมองว่า การห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย อาหารที่มีไขมันทรานส์นั้น ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยน้อยมาก เนื่องจากช่วงปีที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยเองได้มีการปรับตัว และเตรียมความพร้อมอยู่แล้วจากการเข้าร่วมสัมมนา “ประเทศไทยปลอดไขมันไขทรานส์” ในส่วนของร้านปังเว้ยเฮ้ยนั้น ทางร้านได้ใช้เนยสดในการทำ ซึ่งเป็นสูตรของร้านอยู่แล้ว แต่ถ้าถามถึงร้านในไทยว่ามีร้านไหนไม่ได้ใช้ไขมันทรานส์เลยแทบจะเป็นไปได้ยาก ต้องดูรายละเอียดก่อนว่าสิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศจริงๆ แล้วหมายถึงตัวผลิตภัณฑ์ตัวไหน และต้องพิจารณาถึงกระบวนการผลิตเสียก่อน ไม่ใช่ว่าใช้มาการีนแล้วมีไขมันทรา
นพ.ประภาส จิตตาศิรินุวัตร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ปัจจุบันตลาดวิตามินและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจากสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม รายงานในปี 2558 มีมูลค่ากว่า 49,000 ล้านบาท และพบว่าตลอดทั้งปี 2559 มีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 53,000 ล้านบาท ทำให้ผู้ผลิตมีการแข่งขันการโฆษณาผลิตภัณฑ์โดยเน้นคุณประโยชน์การบำรุงสมอง บำรุงสุขภาพ กระตุ้นภูมิคุ้มกัน จนก่อให้เกิดความเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสุขภาพ นพ.ประภาสกล่าวว่า ล่าสุด ในเดือนตุลาคม 2559 สบส.ได้สำรวจความคิดเห็นในเรื่องพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป 4 ภาค รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 512 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างยังมีความเข้าใจในเรื่องการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง โดยร้อยละ 70 คิดเห็นว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นสิ่งจำเป็นต้องรับประทานเป็นประจำ พบในกลุ่มอายุ 21-30 ปีมากที่สุด ร้อยละ 74 รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 31-40 ปี ร้อยละ 72 เมื่อแยกตามระดับการศึกษา พบว่ากลุ่มผู้ที่มีการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรีมีความคิดเห็นเรื่องนี้ส
