ญี่ปุ่น
หลายคนคงยังจำข่าวกันได้ เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมก่อนเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ได้ทดสอบขับรถยนต์ไฟฟ้า โดยผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำคณะเข้าพบเพื่อจัดแสดงรถยนต์ไฟฟ้าต้นแบบ รถไฟฟ้าต้นแบบคันนี้เป็นรถยนต์ขนาด 4 ที่นั่ง ไซซ์เล็กที่สุดในโลก ซุ่มทำมาอย่างเงียบๆ มีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะกับกระแสข่าวก่อนนี้ที่ระบุว่าอาจจะได้ผลิตและจำหน่ายในประเทศไทยในราคาราวคันละ 300,000-400,000 บาท ซึ่งถ้าหากทำได้ราคานี้รับรองว่าขายเป็นเทน้ำเทท่าแน่ จุดเด่นของรถคันนี้ คือ คุณสมบัติคล้ายรถสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกนั่น วิ่งได้ทั้งบนบกและแล่นในน้ำ โดยเมื่ออยู่ในน้ำการทำงานจะคล้ายเรือ สิ่งที่ต่างจากรถยนต์คือพวงมาลัยที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ที่ใช้วิธีบังคับแบบคันบังคับเครื่องบินเจ็ต เป็นก้านไม่ใช่พวงมาลัยวงกลม รถต้นแบบคันนี้เป็นความร่วมมือของสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่สนใจทำงานวิจัยนำรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาใช้ในเมืองไทย เพื่อทดสอบว่าวิ่งแล้วมีประสิทธิภาพอย่างไร ผู้คนชอบหรือไม่ และต้องปรับปรุงฟังก์ชั่นอะไรบ้าง
เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสหนีแมวไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ระหว่างที่เดินเที่ยวเล่นอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็น ตู้หมุนไข่ หรือเรียกกันว่า “กาชาปอง” “Gashapon” (กาชาปอง) เป็นชื่อเครื่องหยอดเหรียญชนิดหนึ่งที่บริษัท BANDAI (บันได) ในประเทศญี่ปุ่น ผลิตขึ้น มีลักษณะเป็นแคปซูลรูปทรงไข่ ภายในแคปซูลจะบรรจุโมเดลของเล่นชิ้นเล็กไว้หลากหลายแบบ และที่กำลังฮอตฮิตโดนหยอดจนหมดตู้คือ เจ้าของเล่นหมวกแมวกระต่ายน่ารักๆ ที่เพิ่งออกมาใหม่เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้เอง กาชาปองหมวกแมวทรงหูกระต่ายน่ารักๆ มีชื่อภาษาญี่ปุ่นว่า kawaii kawaii neko usagichan (คาวาอี้ คาวาอี้ เนะโกะ อุซางิจัง) ซึ่งมีความหมายว่า แมวกระต่ายน่ารักๆ ที่โตเกียวจะมีให้หยอดทุกมุมเมือง ที่มีมากที่สุดคือย่านเครื่องใช้ไฟฟ้าและฟิกเกอร์ที่อากิฮาบาระ ที่จะมีตู้หยอดกาชาปองวางเรียงเป็นแถว ส่วนผมเจอตู้หยอดกาชาปองที่ซัปโปโร ที่ห้างบิ๊กคาเมร่า ร้านดองกี้ และเห็นเพื่อนบอกว่ามีที่ห้างโยโดบาชิด้วย และแล้วก็ถึงตาของผมหยอดกาชาปอง เพื่อจะได้หมวกแมวทรงหูกระต่ายกลับไปฝากแมวที่บ้านบ้างแล้ว แมวที่บ้านผมมี 60 ตัว ผมอยากได้หมวกแมวทรงหูกระต่ายน่ารักๆ 60
เรื่องเศร้าสลดที่ญี่ปุ่นไม่กี่วันก่อน ทำให้ฉันนึกถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่เคยถกเถียงกับเพื่อนมาตลอดหลายสิบปีที่ไปๆ มาๆ ประเทศนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมต่ำมาก แต่เมื่อเกิดขึ้นมักเป็นอาชญากรรมรุนแรง สมัยฉันไปเรียนเมื่อก่อนโน้น คดีที่มักเกิดขึ้นคืออาชญากรรมของแก๊งยากูซ่า ฆ่าพวกเดียวกัน ฆ่าศัตรู ฆ่าโสเภณีที่หนีจากการควบคุม คือ มันสะท้อนภาพดำมืดออกมาอย่างรุนแรงเท่าที่จะทำได้ในสังคมที่คนโค้งแทบจดดินเวลาพบปะกัน ไม่นานต่อมา มักมีข่าวเรื่องการผลักคนให้รถไฟชน มีปีละไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งรุนแรงเกินจะนึกได้ว่าคนกับคนทำกันอย่างนั้นได้อย่างไร ญี่ปุ่นเป็นเหมือนบ้านที่สาม รองจากอเมริกา และไทย ฉันผูกพันกับญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นมากมายเกินกว่าจะพูดได้หมด จึงเศร้าสลดทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ล่าสุดที่เหยื่อคือคนพิการ 10 กว่าคน ฉันพูดไม่ออกไปตลอดทั้งวัน ญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ คนวัยทำงานมีน้อยกว่าคนที่กินเงินเกษียณ สังคมที่เหน็ดเหนื่อยกับการแบกรับภาระหนักเช่นนี้ จึงมีอาการ “สติแตก” อย่างมากทั้งปริมาณและความรุนแรง คนรุ่นใหม่มักมองว่าคนแก่เป็นภาระ ทั้งที่ต
ในเวทีงานเอ็กซิบิชั่น Ceatec Trade Fair ที่จัดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีการนำระบบปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์เป็นอุปกรณ์ช่วยงานบ้านงานเรือน โดยมีีการสาธิตอุปกรณ์ หรือหุ่นยนต์งานบ้านอัจฉริยะนี้ ซึ่งสามารถแสดงให้เห็นการพับผ้าที่มีขนาดและรูปร่างแตกต่างกันได้ด้วย โดยจุดประสงค์ของอุปกรณ์นี้เพื่อช่วยประหยัดเวลางานบ้าน บริษัทผู้สร้างคือ เซเว่น ดรีมเมอร์ ซึ่งพัฒนาระบบนี้ ร่วมกับบริษัทพานาโซนิค จับมือ กับ ดาอิวา เฮ้าส์ อินดัสทรี ในการสร้างหุ่นยนต์ “แลนดรอยด์” (ผสมคำระหว่างคำว่า laundry กับ android ซึ่งมีขนาดเท่าตู้เย็น โดยผู้ใช้นำเสื้อผ้าไปใส่ไว้ที่ช่องคล้ายลิ้นชักด้านล่าง ซึ่งเครื่องนี้จะทำการพับผ้าแต่ละชิ้นและวางไว้ที่ชั้นวางด้านบน โดยจะใช้เวลาทำงานทั้งหมด 5-10 นาทีต่อชิ้น อย่างไรก็ตามทางบริษัทผู้ผลิตและออกแบบระบุว่าปัญญาประดิษฐ์ที่ออกแบบไว้นั้นสามารถบันทึกการทำงานในอดีตทั้งหมดและสามารถปรับปรุงให้ทำงานได้เร็วขึ้น โดยชิน ซาคาเนะ ซีอีโอ ของเซเว่น ดรีมเมอร์ ระบุว่า บริษัทตั้งใจจะเปิดให้จองเครื่อง แลนดรอยด์นี้ในเดือน มีนาคมปีหน้า ราคาประมาณ 2 แสนแยน หรือเกือบ 7 หมื่นบาท ท
ห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในธุรกิจที่หันมาพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวชาวจีนซึ่งมักกว้านซื้อสินค้าราคาสูงไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางเหล้าและนาฬิกาหรูขนกลับประเทศ แต่หลังจากรัฐบาลจีนปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าทั้ง 3 กลุ่มเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ได้ทำให้ยอดขายของบรรดาห้างสรรพสินค้าในญี่ปุ่นลดลงอย่างรวดเร็ว จนหลายรายไม่สามารถประคองตัวไว้ได้และเริ่มปิดสาขาที่ไม่ทำกำไร ล่าสุดสำนักข่าว “นิกเคอิ” รายงานว่า “อิเซตัน มิตซึโคชิ โฮลดิ้ง” ผู้บริหารเชนห้างสรรพสินค้าอิเซตันและมิตซึโคชิ ประกาศปิดห้างสรรพสินค้ามิตซึโคชิ สาขาชิบะ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว ซึ่งถือเป็นเชนห้างสรรพสินค้ารายล่าสุดที่ประกาศปิดสาขา หลังผู้บริหารห้างสรรพสินค้ารายอื่นอย่าง โซโกแอนด์เซบุ (Sogo & Seibu) และเฮชทูโอ รีเทลล์ (H2O Retail) ต่างทยอยปิดสาขาของตนมาตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ “โทชิฮิโกะ สุกิเอะ” เจ้าหน้าที่บริหารอาวุโส ของอิเซตัน มิตซึโคชิ โฮลดิ้ง อธิบายสถานการณ์นี้ว่า หลังการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหรูนักท่องเที่ยวชาวจีนก็เริ่มหันไปสนใจประสบการณ์การท่องเที่ยวมากกว่าการช็อปปิ้ง
เรื่องเศร้าสลดที่ญี่ปุ่นไม่กี่วันก่อน ทำให้ฉันนึกถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่เคยถกเถียงกับเพื่อนมาตลอดหลายสิบปีที่ไปๆ มาๆ ประเทศนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมต่ำมาก แต่เมื่อเกิดขึ้นมักเป็นอาชญากรรมรุนแรง สมัยฉันไปเรียนเมื่อก่อนโน้น คดีที่มักเกิดขึ้นคืออาชญากรรมของแก๊งยากูซ่า ฆ่าพวกเดียวกัน ฆ่าศัตรู ฆ่าโสเภณีที่หนีจากการควบคุม คือ มันสะท้อนภาพดำมืดออกมาอย่างรุนแรงเท่าที่จะทำได้ในสังคมที่คนโค้งแทบจดดินเวลาพบปะกัน ไม่นานต่อมา มักมีข่าวเรื่องการผลักคนให้รถไฟชน มีปีละไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งรุนแรงเกินจะนึกได้ว่าคนกับคนทำกันอย่างนั้นได้อย่างไร ญี่ปุ่นเป็นเหมือนบ้านที่สาม รองจากอเมริกา และไทย ฉันผูกพันกับญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นมากมายเกินกว่าจะพูดได้หมด จึงเศร้าสลดทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ล่าสุดที่เหยื่อคือคนพิการ 10 กว่าคน ฉันพูดไม่ออกไปตลอดทั้งวัน ญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ คนวัยทำงานมีน้อยกว่าคนที่กินเงินเกษียณ สังคมที่เหน็ดเหนื่อยกับการแบกรับภาระหนักเช่นนี้ จึงมีอาการ “สติแตก” อย่างมากทั้งปริมาณและความรุนแรง คนรุ่นใหม่มักมองว่าคนแก่เป็นภาระ ทั้งที่ต
ที่ผ่านมา เราคุ้นชินกันแต่ “บ้านพักคนชรา” แต่มาวันนี้ ที่จังหวัดชิบะ ประเทศญี่ปุ่น มี “บ้านพักสุนัขชรา” เกิดขึ้นแล้วนะคะ!!! ??? ข่าวนี้ คนที่รู้สึก “เฉยๆ” กับสุนัข หรือคนที่เกิดมา ไม่เคยรักอะไรกับใครเขาเลย นอกจาก “ตัวเอง” คงไม่อิน แต่สำหรับ คนที่ “รักสุนัข” ราวกับลูกในไส้ นี่น่าจะเป็น ข่าวน่ายินดี หรืออย่างน้อย ก็น่าจะเป็นข่าวที่ทำให้บรรดาคนรักสุนัขที่ญี่ปุ่นโล่งใจได้ว่า หากฉันแก่ตายไปก่อนน้องหมา บรรดาลูกๆ (4 ขา) ของฉัน ก็มีที่พักพิงยามแก่เฒ่า แล้วล่ะฟะ!!! บางครั้ง เรื่องของความรู้สึก มันก็พูดให้คนที่ “ไม่รู้สึก” เข้าใจยาก เหมือนกันเนาะ เหอๆๆ สำหรับ บ้านพักสุนัขชราที่ว่านี้ จากรายงานข่าวของเอเอฟพี เล่าว่า เป็นธุรกิจน้องใหม่ของเครือห้างสรรพสินค้าอิออน ที่เปิด “อิออน เพ็ต” บ้านพักสุนัขชรา ขึ้นที่ จังหวัดชิบะ เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมานี้เอง โดยภายในบ้านพักแห่งนี้ มีบริการแบบครบวงจร แทบจะพูดได้ว่าเปรียบเหมือน “สวรรค์บนดิน” ของน้องหมาที่มีเจ้านาย “มีใจ” และ “มีตังค์” เลยล่ะ เพราะนอกจากจะมีกรงนอน ที่
โรงแรมม่านรูดแบบเดิมๆ หลายแห่งมีอันต้องรูดม่านปิดฉากไปแล้ว เพราะทุกวันนี้ลูกค้ามีทางเลือกใหม่ๆ มากขึ้น ทั้งเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โรงแรมไม่กี่ดาว รวมถึงคอนโดมิเนียม ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วทุกมุมเมือง รังรักหลายแห่งในบ้านเราจึงต้องปรับตัวขนานใหญ่เพื่อความอยู่รอด ขยับสู่ “เลิฟโฮเต็ล” ที่เน้นดีไซน์ทันสมัย ไม่ต้องรูดม่านแบบประเจิดประเจ้อเหมือนในอดีต จนบางครั้งก็แยกไม่ออกระหว่างบูติก โฮเต็ล และ เลิฟโฮเต็ล แถมแต่ละห้องยังตกแต่งให้แตกต่าง เพื่อเอาใจคู่รักที่มีรสนิยมหลากหลาย ในญี่ปุ่นเอง โรงแรมแห่งรักก็พากันปรับตัวรับกับความเปลี่ยนแปลง และสามารถยืนหยัดฝ่ามรสุมเศรษฐกิจได้ดี เพราะความแตกต่างและความเข้าใจลูกค้า เอเอฟพี ระบุว่า เลิฟโฮเต็ลในญี่ปุ่นสามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ไล่ตั้งแต่การตกแต่งห้องสารพัดสไตล์ ทั้งคลินิกรักที่คนรู้ใจสามารถเล่นบทหมอกับพยาบาลเพิ่มสีสันแห่งรักได้ รวมไปถึงห้องสำหรับคู่รักนักปาร์ตี้คริสต์มาสที่ไม่ต้องรอฉลองถึงเดือนธันวาคม นอกจากนี้ รังรักชั่วคราวยังมีบริการรายชั่วโมงในราคาที่สมเหตุสมผล ท่ามกลางความเจริญที่ทำให้ค่
ไหนๆ ก็ทำตัวเป็นกูรูด้านศิลปะกระดาษแล้วขอไปให้สุดทางเลยนะ จึงต่อด้วยเรื่องการพับกระดาษแบบโอริกามิให้จบสิ้นไปรวดเดียวเลย ORIGAMI เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลตรงตัวว่า “การพับกระดาษ” จะออกเสียงว่า โอริงามิ โอริกามิ หรือ ออริกามิ ก็ได้ตามสะดวก คำคำนี้หมายถึงการพับกระดาษแบบญี่ปุ่นตามต้นแบบที่สืบทอดกันมาจากวัฒนธรรมประเพณีอันเก่าแก่ และยังคงให้เกียรติเรียกทับศัพท์ว่า โอริกามิ ของญี่ปุ่น จนเป็นที่เข้าใจตรงกันทั่วโลกว่าหมายถึงศิลปะการพับกระดาษให้เป็นรูปร่างต่างๆ หลังจากความรู้เรื่องการผลิตกระดาษจากจีนแพร่เข้าไปในญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นก็สร้างสรรค์กระดาษสารพัดชนิดขึ้นมากมาย และนำกระดาษมาใช้อย่างหลากหลาย เช่น พับเป็นกระดาษห่อของขวัญช่วงเทศกาลสำคัญ ใช้ห่อเก็บของใช้ในครัวเรือน เช่น สมุนไพร และใช้ห่อช่อดอกไม้เป็นของขวัญ ซึ่งดอกไม้แต่ละชนิดก็จะมีวิธีการห่อที่พิเศษแตกต่างกันออกไป แต่เรื่องศิลปะการพับกระดาษนี้อย่าเพิ่งเข้าใจผิดไปว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้ให้กำเนิดนะคะ แม้ชื่อเรียกทางสากลจะยอมรับชื่อ ORIGAMI กันก็ตามที อันที่จริงแล้วศิลปะการพับกระดาษนั้นแบ่งออกเป็น 2 สายคือ สายเอเชีย เริ่มจากญี่ปุ่น กับ สายยุโรป เริ่มจา
