ธนาคารยูโอบี
ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย จัดทำ โครงการหนังสือนิทานเสียง UOB Voice of Love นำพนักงานจิตอาสา 120 คนร่วมอ่านและลงเสียงนิทานจำนวน 100 เรื่อง สำหรับเด็กผู้พิการทางสายตา นายสัญชัย อภิศักดิ์ศิริกุล กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ การเงินและสนับสนุนธุรกิจธนาคาร ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “การระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลให้วิธีการเรียนการสอนของเด็กเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบดิจิทัลและออนไลน์มากขึ้น ซึ่งส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของภาพและการเคลื่อนไหว ทำให้การเรียนรูปแบบนี้ไม่เหมาะสมกับเด็กผู้พิการทางสายตา เราจึงต้องการขจัดอุปสรรคในการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กๆ ทุกคนได้สัมผัสกับเรื่องราวที่น่าค้นหาและสนุกสนานเมื่อได้ฟังนิทานเสียงเหล่านี้ เราหวังว่าโครงการหนังสือนิทานเสียง UOB Voice of Love จะช่วยเปิดโลกแห่งจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ให้กับเด็กๆ ได้” สร้างห้องสมุดหนังสือเสียง เพื่อให้นิทานเสียงสามารถกระตุ้นและเสริมสร้างจินตนาการของเด็กๆ ให้ดีที่สุด ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ร่วมกับบริษัท กล่องดินสอ จำกัด จัดเวิร์กช็อปเพื่อแนะนำพนักงานจิตอาสาของยูโอบีถึงเทคนิควิธีการใช้เสียง การเล่าเรื่อง การเตรียมความพร
ท่ามกลางกระแสดิจิตอล ธนาคารส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบทำให้ธุรกรรมผ่านสาขามีปริมาณลดลง 27% (ค่าเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ) ผลวิจัยของธนาคารยูโอบี (ไทย) ระบุว่า 99% ของลูกค้า 3 กลุ่ม มักมีการเข้าไปใช้บริการที่สาขาอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ได้แก่ กลุ่มครอบครัว กลุ่มเจ้าของกิจการ โดยจะเป็นการไปเพื่อขอคำปรึกษาด้านการเงิน และกลุ่มคนรุ่นใหม่วัยทำงานและกลุ่มสตาร์ตอัพ ที่มีการทำธุรกรรมผ่านทางช่องทางดิจิตอลมากขึ้น แต่ยังต้องการคำปรึกษาทางด้านการเงินจากสาขาของธนาคารเช่นกัน ธนาคารยูโอบี (ไทย) จึงพลิกโฉมธนาคารรูปแบบใหม่ให้สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น ปรับตัวสวนกระแสการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิตอลในปัจจุบัน คุณเจมส์-รามา ปัทมินทรวิภาส ผู้ช่วยกรรมการจัดการใหญ่ เครือข่ายสาขาและบริการดิจิทัล ธนาคารยูโอบี(ไทย) กล่าวว่า “กลุ่มเป้าหมายของเรา คือ กลุ่มที่เป็นลูกค้าที่มีสินทรัพย์มากกว่า 100,000 บาท ภายใต้การดูแลของธนาคารยูโอบี และกลุ่มบุคคลที่ยังไม่ได้เป็นลูกค้าของธนาคาร ที่มีรายได้มากกว่า 15,000 บาทต่อเดือน “ สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มครอบครัว กลุ่มเจ้าของกิจการ หรือ ผู้ที่มีความมั
นายเจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานเครือข่ายสาขาและบริการดิจิตอล ธนาคารยูโอบี (ไทย) เปิดเผยว่า สตาร์ทอัพในไทยมีการพัฒนาและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทั้งกลุ่มเทคโนโลยีการเงิน(ฟินเทค) และอุตสาหกรรมอื่น ๆ อาทิ การพัฒนาด้านหุ่นยนต์ (โรโบติกส์) ภาคการขนส่ง(โลจิสติกส์) ผลิตภัณฑ์และบริการด้านสุขภาพ(เฮลท์แคร์) เป็นต้น โดยการเติบโตของสตาร์อัพไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ปี 2555 มีสตาร์ทอัพในไทย 3 ราย มีการระดมทุนได้ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุด ปี 2559 ณ สิ้นไตรมาส 2 มีสตาร์ทอัพเพิ่มเป็น 72 ราย และมีการระดมทุนได้ 108 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกัน สิงคโปร์ มีสตาร์ทอัพอยู่ที่ 220 ราย และมีการระดมทุนได้กว่า 1,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม คาดว่าหลังจากนี้ จะมีจำนวนสตาร์ทอัพไทยเพิ่มมากขึ้นและสามารระดมทุนได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นายเจมส์ กล่าวว่า ธนาคารยูโอบีให้ความสำคัญกับธุรกิจสตาร์ทและพร้อมจะสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทให้สามารถเติบโตได้เต็มศักยภาพ ผ่าน 3 รูปแบบ ได้แก่ 1.การพัฒนาความสามารถของบุคลากร ด้วย ฟินแลบ โครงการเพาะบ่มสตาร์ทอัพ ระยะ 3 เดือน 2.การเข้าแหล่งเงินทุน ขณะนี
