บิ๊กตู่
แก้ราคายางตกต่ำ!! ดึง18สหกรณ์สวนยาง รวบรวมเพื่อส่งออกแสนตัน นายเชิดชัย พรหมแก้ว รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการประชุมชี้แจงโครงการบริหารจัดการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของสถาบันเกษตรกร โดยมีตัวแทนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมยางพาราและมีศักยภาพในการส่งออก 18 แห่ง จาก 12 จังหวัด เข้าร่วมประชุม ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า นโยบายการรักษาเสถียรภาพราคายางพาราของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะมุ่งเน้นสนับสนุนให้สถาบันเกษตรกรเป็นกลไกในการขับเคลื่อน การแก้ไขยางพารา โดยคัดเลือกสหกรณ์ 18 แห่ง ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพในการรวบรวมและแปรรูปยางพารา ทำหน้าที่เป็นแม่ข่ายในการรวบรวมยางพาราจากสหกรณ์เครือข่ายอีก 154 แห่ง ปริมาณ 100,000 ตัน เพื่อดึงปริมาณยางพาราในประเทศส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคายางพาราให้กับเกษตรกร นายเชิดชัย กล่าวว่า มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 ธันวาคมที่ผ่านมา สนับสนุนสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้สถาบันเกษตรกร วงเงิน 5,000 ล้านบาท ผ่าน ธ.ก.ส.อัตราดอกเบี้ย 4% โดยสถาบันเกษตรกรจ่ายดอกเบี้ย 1% และรัฐบาลชดเชยดอกเบี้ย 3% ชำระคืนภายใน 1
โฆษกรัฐบาล โต้รายงานความเหลื่อมล้ำ ข้อมูลเก่า-สวนทางความจริง ยันไทยสถานการณ์ดีขึ้น โต้รายงานความเหลื่อมล้ำ – เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้โพสต์ข้อมูลในโซเชียลมีเดีย โดยอ้างอิงจาก Global Wealth Report 2018 ว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลก ว่า “จากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลที่รายงานฉบับนี้นำมาอ้างอิงเป็นข้อมูลเก่าตั้งแต่ปี 2549 แล้วพยายามนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลบางส่วนของปีปัจจุบัน ทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนไม่สมบูรณ์และขาดความน่าเชื่อถือ และแหล่งข้อมูลที่ถูกนำไปวิเคราะห์ 2 แหล่ง คือ ธนาคารแห่งประเทศไทยและองค์กรการเงินระหว่างประเทศ ก็ไม่มีส่วนใดเลยที่แสดงถึงการถือครองมูลค่าทรัพย์สินของคนรวย 1% ในประเทศไทย” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศที่ถูกนำมาเทียบส่วนใหญ่เป็นประเทศพัฒนาแล้วในกลุ่ม OECD ยกเว้น จีน อินเดีย อินโดนีเซีย โคลัมเบีย โรมาเนีย แอฟริกาใต้ และไต้หวัน ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำเรื่องความมั่งคั่
ความเหลื่อมล้ำ – นายบรรยง พงษ์พานิช อดีตคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Banyong Pongpanich เปิดเผยข้อมูล เรื่องความเหลื่อมล้ำ ปรากฏว่าประเทศไทยถูกจัดอันดับ 1 ในประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำมากที่สุดในโลก ความว่า ว่าด้วยความเหลื่อมล้ำ… 5 ธ.ค.61 ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในโลกไปแล้ว …ตามข้อมูลของ CS Global Wealth Report 2018 ที่ออกมาเมื่อเดือนตุลาคม มีข้อมูลที่น่าเป็นห่วงมากว่า ถ้านับในด้านความมั่งคั่ง(Wealth)แล้ว ไทยแลนด์แดนสารขัณฑ์ที่ได้อันดับ 3 ในการสำรวจเมื่อสองปีที่แล้ว สามารถแซงทั้งรัสเซีย ทั้งอินเดีย ฉลุยขึ้นป้ายอันดับ 1 ได้อย่างค่อนข้างห่างด้วยซ้ำ เมื่อ 2 ปีที่แล้ว (2016) คนไทย 1% มีทรัพย์สินรวม 58.0% ของทรัพย์สินรวมทั้งประเทศ มาปีนี้ (2018) 1% มีเพิ่มเป็น 66.9% รวยขึ้นอื้อเลยครับ …แซงรัสเซียที่ลดจาก 78% เหลือแค่ 57.1% ตกไปเป็นที่ 2 ขณะที่ตุรกีมาแรงทั้งๆ ที่เศรษฐกิจห่วยแตก แต่คนรวยกลับเพิ่มสัดส่วนขึ้นได้เป็น 54.1% แซงอินเดียที่ตกไปเป็นที่ 4 จาก 58.4% เหลือแค่เพียง 51.5% แล้วนอกจาก 4 ประเทศนี้ ก็ไม่มีประเทศไหนในโลกอีกแล้วที่
‘บิ๊กตู่’ เชิญชวนนักธุรกิจเยอรมันมาลงทุนในไทย ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี! เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 28 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ได้กล่าวสุนทรพจน์ ในกิจกรรม Thai-German Business Forum : Asia-Europe Partnership for the Future ณ โรงแรมฮิลตัน เบอร์ลิน โดยพล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้ ประชาสัมพันธ์ถึงโอกาสในทางธุรกิจ และการลงทุนในไทยของภาคเอกชนเยอรมนี ซึ่งกิจกรรมนี้มีบุคคลสำคัญของเยอรมนีเข้าร่วมหลายคน ได้แก่ นายอันเดรียส์ ชอยเออร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมและดิจิทัล สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และ ดร.ฮูแบร์ท ลีนฮาร์ท ประธานคณะกรรมการธุรกิจเยอรมนี ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นายกรัฐมนตรีย้ำถึงความสำคัญของเยอรมนี หุ้นส่วนสำคัญของไทยในยุโรปโดยไทยและเยอรมนีมีความสำพันธ์ระหว่างกันมายาวนานถึง 156 ปีเยอรมนีเป็นคู่ค้าสำคัญของไทยเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในอียู เป็นประเทศผู้ลงทุนลำดับต้นต้นของไทย ลงทุนในไทยกว่า 866 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 28,649 ล้านบาท มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอุตส
บิ๊กตู่ชมผลงาน”ศูนย์ที่นี่มีงานทำ” เผย 3 เดือนช่วยบัณฑิตว่างงานมีงานทำกว่า 25,000 คน นายกฯ ‘ประยุทธ์’ ชมผลการดำเนินงานจัดตั้ง “ศูนย์ที่นี่มีงานทำ” ช่วยบัณฑิตว่างงาน มีงานทำ ที่ทำเนียบรัฐบาล แนะบัณฑิตตั้งใจทำงาน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ขณะที่ ‘รมว.อดุลย์ฯ’ เผยเพียง 3 เดือนเศษ ช่วยให้บัณฑิตมีงานทำ 24,922 คน สร้างรายได้มากถึง 373,800,000 บาท ศูนย์ที่นี่มีงานทำ / เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พบปะพูดคุยพร้อมชมและรับฟังผลการดำเนินงานจัดตั้ง “ศูนย์ที่นี่มีงานทำ (Job Ready Center)” ซึ่งกระทรวงแรงงานจัดตั้งขึ้น เพื่อสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาชาติ 20 ปี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 โดยมี พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นางเพชรรัตน์ สินอวย อธิบดีกรมการจัดหางาน และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน นำเสนอผลการดำเนินงาน ทั้งนี้ นายอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการบริษัท
“บิ๊กตู่”เห็นใจผู้มีรายได้น้อย จ่อเพิ่มเงิน บัตรคนจน ขอสื่ออย่าเขียน แจกเพื่อการเมือง บัตรคนจน – เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า รัฐบาลจะพิจารณาเพิ่มเติมเกี่ยวกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งเรื่องการดูแลผู้สูงอายุ ค่าน้ำ ค่าไฟ จะทยอยเพิ่มไปเรื่อยๆ วันนี้อาจจะได้สำหรับคนที่มีบัตรแล้ว เพราะเรามีเงินแค่นี้ต้องจัดหมุนเวียนเงินที่มีอยู่ให้เหมาะสม หากจะให้ทีเดียวทั้งหมดอาจทำให้ประชาชนพอใจ แต่รัฐบาลต้องแบกรับหนี้สิน และเรื่องของระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณตอนนี้ก็ออกมาใหม่แล้ว การจะนำเงินไปทำอะไรต้องอยู่ในกรอบของเงินงบประมาณทั้งสิ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลต่อไปก็ต้องคำนึงถึงสิ่งตรงนี้ด้วย ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาความไม่สมดุลในการใช้จ่ายงบประมาณในหลายภาคส่วน ปัญหาสำคัญที่สุดคือมีการกล่าวอ้างว่าคนจน จนกว่าเดิม ซึ่งเราต้องไปดูรายละเอียด เจาะทุกเรื่อง “ผมเห็นใจผู้มีรายได้น้อย วันนี้ก็มีโครงการบ้านล้านหลังที่จะให้ผ่อนชำระ แต่ทั้งนี้ต้องมีรายได้เพียงพอที่จะผ่อนในราคาที่มีดอกเบี้ยต่ำพิเศษ ซึ่งรัฐบาลทำทุกอย่าง ทั้งบัตรสวัสดิก
ไม่ทนแล้ว! รถเมล์ 4 พันคัน ประกาศหยุดวิ่ง รอมา 4 ปีแล้ว รัฐไม่รักษาสัญญา รถเมล์ ขู่ หยุดวิ่ง / วันที่ 18 พ.ย. นางภัทรวดี กล่อมจรูญ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง (สมาคมรถร่วมฯ) เปิดเผยว่า เวลา 9.00 น. วันจันทร์ที่ 19 พ.ย. ตัวแทนจากสมาคมพัฒนารถร่วมบริการเอกชนและผู้ประกอบการรถร่วมขสมก. รายย่อยหมวด 1 จำนวนประมาน 300 คน จะรวมตัวกันเดินทางไปยังกระทรวงคมนาคม เพื่อทวงถามกรณีที่ได้ยื่นขอปรับขึ้นค่าโดยสารรถธรรมดา (รถร้อน) 3 บาท จาก 9 บาทต่อเที่ยว เป็น 12 บาทต่อเที่ยว รถปรับอากาศ (รถแอร์) ขอปรับเพิ่มระยะทางละ 2 บาท หรือราคาเริ่มต้นจะเพิ่มจาก 13 บาทต่อเที่ยว เป็น 15 บาทต่อเที่ยว โดยจะยืนหนังสือทวงถาม2ฉบับ โดยยื่นหนังสือทวงถามต่อนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ คมนาคม1ฉบับ และส่งตัวแทนไปยื่นถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีอีก 1 ฉบับ เนื่องจากกระทรวงคมนาคมไม่ทำตามสัญญาที่บอกไว้ ซึ่งเดินบอกจะปรับราคาให้เดือน มิ.ย. ก็ไม่ดำเนินการแม้ว่าผลการศึกษาเรื่องโครงการสร้างค่าโดยสารจะแล้วเสร็จแล้ว โดยล่าสุดกรมการขนส่งอ้างว่าอธิบดีกรมการขนส่งเพิ่มเข้ามารับหน้าที่ใหม่ต้องขอเวลาในการศึกษาและพิจารณารายละเอียด
บิ๊กตู่ งัดคำสั่ง คสช.ประกาศใช้ ม.44 ยกเว้นภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรบางกรณี สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน วานนี้ (16 พ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 17/2561 เรื่องการยกเว้นภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากรบางกรณี โดยที่พันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทยและพันธบัตรของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินเป็นเครื่องมือสําคัญในการดํารงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางการเงินและเสถียรภาพ ของระบบสถาบันการเงิน ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่ผ่านมามุ่งหมายให้มีการพัฒนาตลาดพันธบัตร ให้มีขนาดใหญ่และมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะรองรับการระดมทุนและการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน อันจะมีผลให้การกู้ยืมเงินผ่านตลาดตราสารหนี้ของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนที่เหมาะสม เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายดังกล่าว ภาครัฐจึงได้มีการกําหนดมาตรการทางภาษีต่อนิติบุคคลต่างประเทศที่มีการลงทุนในตลาดพันธบัตรของประเทศไทยเพื่อดูแลให้ปริมาณเงินทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาอยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวควรนํามาใช้บังคับแก่พ
บิ๊กตู่ ชี้ยังไงก็ต้องควบคุม ขึ้นทะเบียนหมาแมว ไม่ให้แพงกระทบคน แก้จรจัด! เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 พ.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในงาน “สตาร์ตอัพร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทย”ตอนหนึ่งว่า รับรองประเทศไทยยังไม่ตูดขาด หลายคนบอกรัฐบาลนี้ตูดขาด จะไปเก็บภาษีหมาแมว มันคนละเรื่อง มันจะได้กี่สตางค์หมาแมว เขามีวิธีการและขึ้นอยู่กับความคิดเห็น รัฐบาลยังไม่ได้ปรับแก้เลยสักตัว แก้ปัญหาพิษสุนัขบ้า การเลี้ยงแล้วปล่อยตามวัดจะทำอย่างไร ดึงไปจนเละหมดทุกเรื่อง ถ้ารัฐบาลไม่ควบคุมสิ่งเหล่านี้ให้อยู่ในสถานการณ์ที่ควบคุมได้ก็จะบานปลายและจะมีเวลาไปนั่งแก้กฎหมาย พ.ร.บ.ต่างๆ ได้อย่างไร ไม่มีทางทำได้เพราะไปยุ่งไอ้เรื่องไม่เป็นเรื่อง เรื่องที่ไม่สร้างประโยชน์ และตนสงสัยว่ากฎหมายดีๆ ก่อนหน้านี้ออกไม่ได้ ทั้งที่กระบวนการใน สนช.พิจารณา 3 วาระเหมือนสภาปกติ อาจเป็นเพราะกฎหมายดีๆ มีผลกระทบ เช่นเรื่องหมาแมว ที่มีคนเลี้ยงเยอะ มีภาระ “ผมจึงให้ไปดูว่าหากทำได้ให้ขึ้นทะเบียนก่อนเพราะถ้าไม่ขึ้นทะเบียนจะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นหมาใคร ค่าขึ้นทะเบียนก็ให้ถูกหน่อ
บิ๊กตู่ เผยเตือนบริษัท น้ำปลา ผลิตให้ถูก เชื่อคงไม่โดน แบน ทั้งหมด! บิ๊กตู่ / วันที่ 24 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณี อเมริกา ห้ามนำเข้า น้ำปลา บางยี่ห้อจากประเทศไทย ว่า เรื่องสหรัฐอเมริกาห้ามนำเข้าน้ำปลาก็ต้องเข้าใจ ซึ่งตนได้ถามในที่ประชุมและกระทรวงพาณิชย์แล้ว บริษัทที่ถูกแบนไม่ใช่ทั้งหมด มีเพียง 2 บริษัท ซึ่งมีการหารือเรื่องนี้มา 5 ปีแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็เตือนไปหลายครั้ง ทั้งหมดอยู่ที่กระบวนการผลิต ต้องไปต้มหรือไม่ ซึ่งเขาต้องไปปรับแก้วิธีการผลิตให้ตรงกับที่มีการกำหนด คงไม่ใช่เรื่องการแบนน้ำปลาไทยทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำลังประสานงานอยู่ อ่าน พาณิชย์แจง น้ำปลาไทยในสหรัฐไม่ขาดตลาด แค่ถูกกักบางยี่ห้อ ชี้ยังมีขายอีกกว่า 10 ยี่ห้อ
