รายได้เสริม
ชาวตรัง ต้องปรับตัว หันมาเลี้ยงวัว – ขายมูลเสริม หลัง ราคายางพาราตกต่ำ เร่งหารายได้ให้ทันช่วงเปิดเทอม ราคายางพาราตกต่ำ – วันที่ 5 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่พบกับ นายประจบ ทองตาล่วง ชาวบ้าน หมู่ที่ 2 ต.นาตาล่วง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ซึ่งนายประจบเปิดเผยว่า หลังจากยางพาราเริ่มตกต่ำมาตลอด ก็ได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก รายรับไม่พอกับรายจ่าย ยิ่งช่วงนี้อยู่ในช่วงเปิดเทอมยิ่งเดือดร้อน จึงรวมกลุ่มกับเกษตรกรเพื่อนบ้านลงทุนเลี้ยงวัวพันธุ์พื้นเมือง โดยเลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ในกลุ่มมีวัวพันธุ์พื้นเมืองประมาณ 30 ตัว ของตนมีประมาณ 10 ตัว การเลี้ยงวัวพันธุ์ผสมนั้น เลี้ยงง่ายมาก โดยเลี้ยงแบบปล่อยในทุ่งเลี้ยงสัตว์ ปล่อยให้หากินหญ้าตามธรรมชาติ ใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ก็สามารถนำไปขายได้ตัวละประมาณ 20,000 บาท เป็นที่ต้องการของตลาด จนไม่เพียงพอต่อความต้องการ อีกทั้งขี้วัวยังสามารถขายได้กระสอบละ 40 – 50 บาท ทำให้มีรายได้เพิ่มอีกเดือนละประมาณ 5,000 บาท โดยผลัดกันเก็บขี้วัวไปขายกับเกษตรกรเพื่อนบ้านที่นำวัวมาเลี้ยงด้วยกัน อย่างไรก็ตาม การเลี้ยงวัว ที่ผ่านมานั้นประสบปัญหาน้ำท่วมทุ่งเลี้ยงสัตว์ ทำให้ได้รับ
วิถีชีวิตของเกษตรกรภาคอีสาน เมื่อว่างเว้นจากการทำนา ก็จะทำอาชีพเสริมเพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว อย่างเช่นครอบครัวของนายพินิจ เอกบุตร อายุ 52 ปี ชาวนาในพื้นที่บ้านประโดก หมู่ 1 ต.หมื่นไวย อ.เมืองนครราชศรีมา จ.นครราชสีมา ใช้เวลาหลังจากการทำนา พากันออกหาแหย่ไข่มดแดงขายเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว โดยมีอุปกรณ์ คือไม้ไผ่ยาว 10 เมตร ผูกถุงปุ๋ยไว้ที่ปลายไม้ ทำเป็นไม้แหย่ไข่มดแดง แล้วตระเวนเดินหารังมดแดงตามต้นไม้ต่างๆ ในท้องไร่ ท้องนา เมื่อพบรังที่คาดว่าจะมีไข่มดแดง ก็จะใช้ไม้แหย่เข้าไปในรัง กระทุ้งให้ไข่หล่นเข้าไปในถุงปุ๋ย หลังจากนั้นก็จะได้ทั้งตัวมดแดง ซึ่งต้องนำมาเทใส่กระด้ง ผสมแป้งมันลงไป เพื่อไม่ให้มดแดงคาบไปไข่ได้ ก่อนที่คัดเอาตัวมดแดงออกให้เหลือแต่ไข่ และทำการคัดเอาไข่ขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก แบ่งออกตามเกรด เพื่อใส่ถุงเก็บไว้ขายต่อไป นายพินิจ เอกบุตร เปิดเผยว่า ช่วงนี้เป็นฤดูแล้ง ซึ่งมดแดงกำลังเริ่มออกไข่ โดยจะสังเกตเห็นว่า มดแดงมีการสร้างรังขนาดใหญ่อยู่ตามต้นไม้ต่างๆ ในท้องไร่ ท้องนา ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ชาวบ้านซึ่งว่างเว้นจากการทำนา จะได้ออกหาแหย่ไข่มดแดงไปขายสร้างรายได้เสริมให้กับครอบค
สร้างรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำแก่หลายๆ คนมาแล้ว บางคนถึงขนาดตั้งตัวได้ สำหรับ “มะกรูด” พืชในตระกูลส้มเพราะเป็นพืชที่ขายง่าย ตลาดมีความต้องการทุกวัน ขนาดคุณอุ้ย หรือคุณพิบูลศักดิ์ ละออง เจ้าของสถานตรวจสภาพรถ อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ยังเอ่ยปากชมว่า “มะกรูด” สร้างรายได้ให้ไม่แพ้งานประจำ คุณอุ้ย ปัจจุบันอายุ 34 ปี เขาเป็นเจ้าของสถานตรวจสภาพรถ อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี พร้อมๆ กับปลูกมะกรูดไปด้วยภายในอู่ซ่อมรถ ซึ่งเขาใช้วิธีปลูกระยะชิด 50X50 ซม. ระยะนี้ปลูกเต็มพื้นที่ 1 ไร่ จะได้ 4,000 ต้น ปัจจุบันปลูกมะกรูด 2 ไร่ ก็ 8,000 ต้น ระยะเวลา 8 เดือน มะกรูดจะโตเต็มวัย จากนั้นทุกๆ 2 เดือนสามารถตัดขายได้ แต่ละรอบ ให้ผลผลิตราว 1 – 1.5 ตัน ด้านราคาขายถ้าแบบมีก้านติด กิโลกรัมละ 7-15 บาท ขายเฉพาะใบล้วนๆ กิโลกรัมละ 40-60 บาท ราคาดังกล่าวปรับขึ้น – ลง ตามฤดูกาล คุณอุ้ย เล่าว่า จุดเริ่มต้นที่หันมาปลูกมะกรูด เพียงอยากจะมีรายได้เสริม แต่มีเงื่อนไข 4 ข้อ คือ 1.ต้องเป็นไม้ยืนต้นที่ไม่ต้องรื้อและปลูกใหม่ 2.ต้องสามารถทำได้บนพื้นที่ 1 ไร่ เพราะเดิมที่ดินมีแค่นี้ 3.ต้องเป็นพืชที่ไม่ถูกบีบเรื่องระยะเวลาการ
“ไผ่เป๊าะหวาน” เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบางเหนือหนา มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ดจึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุยอยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกไผ่เป๊าะหวานเป็นอาชีพเสริม มีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้แล้ว และการปลูกไผ่ยังใช้เงินในการลงทุนน้อยกิ่งไผ่ตอนราคาเพียง 40 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ 30-36 ต้น ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 1200- 1500 บาท เท่านั้น ถือว่าปลูกแล้วคุ้มในระยะยาว แต่หากท่านใดอยากปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และในระหว่างที่รอไผ่โต 1-2 ปี แรกเราสามารถปลูกพืชแซมในสวนไผ่ได้อีกด้วย ส่วนพืชที่เหมาะในการปลูเป็นพืชแซมสวนไผ่คือ มะละกอ ถั่ว หรือจะปลู
ช่วงเดือนนี้เข้าหน้าร้อนของประเทศไทยแล้ว อุณหภูมิในอากาศตอนนี้ต้องเรียกได้ว่าสูงขึ้นแล้วสูงขึ้นอีก แพทย์ หรือผู้เชียวชาญ ต่างก็ออกประกาศแจ้งเตือน ให้ประชาชนคนไทยที่ต้องทำงานกลางแจ้ง หรืองานที่ต้องตากแดดนาน ถ้าเป็นไปได้ก็ให้เลี้ยงหลบแสงดวงอาทิตย์บ้าง อย่าได้ออกไปตากนานเกิน เพราะมีสิทธิ์จะเกิดโรคลมแดดได้ แต่ทั้งนี้ เมืองไทยก็เป็นเมืองร้อน เลี่ยงหรือหลบเป็นครั้งเป็นคราวก็พอไหว แต่อากาศที่อบอ้าวแม้กระทั่งเวลาที่อยู่ในบ้าน หรืออาคารสถานที่นี่คงต้องหาเมนูเย็นมาช่วยให้คลายร้อนกันสักหน่อย ซึ่งเมนูคลายร้อนในช่วงนี้ ก็เห็นที่จะหนีไม่พ้นเมนูอย่างไอศกรีม น้ำหวาน น้ำแข็งไส หรือจะเป็นนำแข็งเกล็ดหิมะ อย่างที่เป็นเมนูยอดนิยมกันมาได้สักพัก และได้กลายเป็นเมนูคลายร้อน ชื่นใจ ชื่นชอบของใครหลายคนไปแล้ว พอยิ่งบวกกับอากาศร้อนๆ แบบนี้เข้าไปแล้ว ยิ่งทำให้เมนูเย็นๆ แบบนี้เป็นที่ต้องการเพิ่มมากยิ่งขึ้น เพื่อนำมาดับร้อน คลายกระหาย กินให้ชื่นใจกันไป คุณศรีสุดา ตาปัน แม่ค้าวัย 39 ปี เจ้าของร้าน “ไอซ์กิโม” ที่ยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพเสริม เล่าว่า ปัจจุบันเธอมีอาชีพหลัก มั่นคง ในตำแหน่ง เจ้าหน้าที่การเงิน โครงการสารานุก
มีโอกาสได้เดินทางไปสักการะพญานาค ที่คำชะโนด จังหวัดอุดรธานี และได้พบอีกหนึ่งไอเดีย ซึ่งเป็นช่องทางทำมาหากินของชาวบ้านอย่างหนึ่งจากการเดินทางไปสักการะในครั้งนี้ นั่นคือ งานฝีมือทำบายศรีพญานาคในอิริยาบถต่างๆ การทำบายศรีในครั้งนี้ เป็นการทำเพื่อขาย ซึ่งถือเป็นรายได้อีกอย่างหนึ่งของชาวบ้านที่คำชะโนด จากกระแสเจ้าแม่นาคี และชื่อเสียงความโด่งดังของพญานาค ที่มีข่าวว่า หากคนที่ได้มาสักการะและขอให้ได้มีโชคลาภ และก็ได้สมใจ ทำให้คนที่รู้เรื่อง และมีพลังศรัทธาได้เดินทางมาสักการะที่นี่จำนวนมาก ในวันหนึ่งมีจำนวนคนที่เข้ามาสักการะที่นี่ไม่ต่ำกว่า 10,000 คน คุณลัดดา มูลเพ็ญ หรือ พี่น้อย อายุ 45 ปี คนทำบายศรีพญานาคขายริมทาง เล่าว่า “แต่เดิมริมถนนแถวนี้ สร้างเป็นเพิงร้านขายเกลือ มีอาชีพหลักทำนา เมื่อมีคนมาเยี่ยมเยือนคำชะโนดมากขึ้น ก็ได้ทำบายศรีพญานาคในอิริยาบถต่างๆ นำมาวางจำหน่ายขายกันที่หน้าร้านริมถนนหน้าบ้าน เริ่มทำมาขายประมาณ 2 เดือนกว่าแล้ว ซึ่งเป็นการสร้างรายได้ที่เป็นรายได้เสริมจากการทำงานฝีมือขาย เพราะคนนิยมซื้อเอาพญานาคที่ทำเป็นบายศรี นำไปไหว้สักการะที่คำชะโนด หลังจากนั้นก็จะเอากลับไปไว้บูชาที่บ้
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 2 ธันวาคมว่า นายประสิทธิ์ ศรีบัว อายุ 51ปี พร้อมด้วยชาวบ้านหนองขาม หมู่ 8 ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้ใช้เวลาว่างหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าว ออกหาหนูนาเพื่อนำมาเป็นอาหารและนำไปขายในตลาดสร้างรายได้ โดยแต่ละวันสามารถจับได้ไม่ต่ำกว่า 40 –50 ตัว โดยชาวบ้านขามหนองขาม ประมาณ 10–20 คน ได้ออกหาหนูนาตามทุ่งนาหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จแล้วได้ติดไม้ติดมือกลับบ้านกันจำนวนมาก จากนั้นนำหนูนามาทำการขูดขนและล้างทำความสะอาด ส่งขายพ่อค้าแม่ค้าร้านอาหารป่า และประชาชนที่นิยมรับประทานเมนูลูกทุ่งพื้นบ้านซึ่งมารับซื้อถึงที่ ชาวบ้านกลุ่มนี้ได้รวมตัวกันเป็นกลุ่มนักล่าหนูนา โดยอาศัยโอกาสหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวนาปี ที่ชาวนาส่วนใหญ่ใช้รถในการเก็บเกี่ยวข้าว ทำให้มีเมล็ดข้าวตกหล่นลงบนผืนนาเป็นอาหารอย่างดีของบรรดาหนูนาที่่อาศัยอยู่ในทุ่งนา ทำให้ชาวบ้านออกจับหนูนาได้จำนวนมาก สร้างรายได้เสริมจากการทำนาที่เป็นอาชีพหลัก โดยจะออกหาหนูนาในช่วงกลางคืน ทั้งนี้ร้านอาหารป่าและชาวบ้านที่นิยมรับประทานหนูนาจะมารับซื้อถึงที่ บางรายถึงกับสั่งซื้อล่วงหน้า โดยมีราคาตัวละ 80 บาท แล้วแต่ขนาด สร้างรายได้
วันที่ 23 กันยายน 2559 สถานการณ์น้ำท่วม จ.พิษณุโลก อ.บางระกำ เป็นพื้นที่ที่กำลังประสบปัญหาน้ำจากแม่น้ำยมที่ไหลผ่าน อ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย เพิ่มระดับอย่างต่อเนื่อง ทั้งไหลล้นตลิ่งและไหลข้ามทุ่งมาท่วมพื้นที่เขต ต.คุยม่วง ต.ชุมแสงสงคราม ต.ท่านางงาม อย่างต่อเนื่อง เป็นน้ำท่วมทุ่งวงกว้างคล้ายกับฤดูน้ำท่วมปกติในหน้าฝน น้ำท่วมปี 2559 นี้สร้างความเสียหายให้กับนาข้าวพอสมควร ต่างจากปีน้ำท่วมปกติที่ผ่านมา เนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2559 อ.บางระกำประสบปัญหาภัยแล้ง จึงทำให้ปลูกข้าวนาปรังรอบที่สองได้ล่าช้า จากปกติจะลงมือปลูกในเดือนเมษายนเพื่อเก็บเกี่ยวในเดือนกรกฎาคมของทุกปีก่อนที่น้ำจะไหลท่วม แต่ปีนี้ขาดน้ำทำนา จึงเริ่มปลูกได้ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ส่งผลให้ขณะนี้มีนาข้าวอายุ 2-3 เดือนใน อ.บางระกำ ถูกน้ำท่วมเสียหายแล้ว 10,000 กว่าไร่ ขณะที่ชาวบ้านในพื้นที่ อ.บางระกำ ได้เตรียมอุปกรณ์หาปลาเพื่อหาปลามาเป็นรายได้เสริม โดยเฉพาะลอบแดงเป็นอุปกรณ์หลักที่ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมใช้หาปลาในฤดูน้ำหลาก ในพื้นที่น้ำท่วมเขต ต.ชุมแสงสงคราม ต.คุยม่วง และ ต.ท่านางงาม จะพบเห็นลอบแดงวางดักอยู่เต็มพื้นที่ ขณะที่ตามใต้ถุนของชาวบ้านจ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่โรงเรียนสฤษดิ์เสนาพิทยาคม อ.วังทอง จ.พิษณุโลก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มนี้ ได้ช่วยกันทำไข่เค็มสมุนไพรที่มีกลิ่นของสมุนไพรใบเตย เพื่อนำออกจำหน่ายในตลาดชุมชน เนื่องจากในชุมชนมีการเลี้ยงเป็ดไข่กันมาก เมื่อเหลือจากรับประทานในชีวิตประจำวันแล้ว จึงจำเป็นต้องทำไข่เค็ม เพื่อถนอมอาหารไว้รับประทาน นักเรียนกลุ่มนี้จึงได้ศึกษาเกี่ยวกับวิธีการถนอมอาหาร โดยการนำไข่เป็ดมาทำเป็นไข่เค็ม มีแนวคิดพัฒนาไข่เค็มที่ทำให้มีกลิ่นและรสชาติของใบเตยขึ้น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะชุมชน เพื่อเป็นการถนอมอาหารไว้รับประทานและจำหน่ายสร้างรายได้ นางสมใจ ชูจิตร ครูชำนาญการพิเศษ เล่าว่า การทำไข่เค็ม เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การวางแผนการทำงานร่วมกัน การตลาดเป็นการส่งเสริมรายได้ให้เด็ก สามารถนำไปประกอบอาชีพได้ ใช้เวลาในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ และกลุ่มสนใจ ที่ทำไข่เค็มสมุนไพรนี้ เรามองการตลาดว่าหน้าโรงเรียนมีตลาดชุมชนที่ยังไม่มีไข่เค็มจำหน่าย นอกจากนี้ ไข่มีประโยชน์ เด็กได้รับประทานและนำไปจำหน่ายได้ด้วย นายเจตริน มูลสวัสดิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 บอกว่า ผมใช้เวลาทำในช
จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีความฝืดเคือง หรือเรียกว่ายุคข้าวยากหมากแพง อาจทำให้หลายๆ คนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้รู้สึกติดขัดในเรื่องของสภาพความคล่องตัวทางการเงินมิใช่น้อย ส่งผลให้เกิดสภาวะหนี้สินมากขึ้น แต่ในทางกลับกันก็ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่พยายามมองหาอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้มีมากขึ้นสำหรับพอใช้จ่ายเพื่อให้ตนเองเกิดหนี้สิน แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อยอาจไม่มากเท่ากับงานประจำที่ทำ แต่ก็ทำด้วยใจรักจสามารถเป็นงานที่สร้างเงินได้ เหมือนเช่น คุณวรินดา สุวรรณทอง อยู่บ้านเลขที่ 351 ถนนเลียบคลองมอญ แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร คุณวรินดา สาวอินดี้ผู้รักความอิสระ เล่าให้ฟังว่า ปัจุบันตัวเธอทำงานเป็นสาวออฟฟิศ แต่มีความชอบในเรื่องของการปลูกต้นกระบองเพชร มาตั้งแต่ ปี 2551 สมัยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในช่วงนั้นคือ ได้ศึกษาวิธีการปลูกเลี้ยงตามโซเชียลมีเดียต่างๆ “เหตุที่ปลูกต้นกระบองเพชร เพราะว่าช่วงนั้นซื้อมาเพื่ออยากเอาไว้ถ่ายรูป เพราะดูแล้วมันสวยดี คราวนี้พอดูๆ ไป เห็นว่าเอ้ย! มันก็สวยแปลกกว่าไม้อื่น ก็เลยชอบ แล้วก็ปลูกมาเรื่อยๆ ซื้อตาม
