เกษตรกร
นายกฯ ห่วงเศรษฐกิจฐานราก-ราคาสินค้าเกษตรร่วง จี้ลดต้นทุน ‘ประภัตร’ เล็งชงครม. ขอสินเชื่อ 1 หมื่นล้าน เลี้ยงโคขุน-ปลูกพืชอายุสั้น ให้รัฐบาลรับซื้อผลผลิตเข้า ครม. สัปดาห์หน้า นายกฯ ห่วงเศรษฐกิจฐานราก – นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม แสดงความกังวลในเรื่องของเศรษฐกิจฐานราก ภาคการเกษตร โดยได้สั่งทุกหน่วยงานเข้าดูแล กระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องเข้าดูแลในเรื่องของราคาสินค้าเกษตร เพราะยังมีสินค้าหลายตัวที่มัปัญหา และกำชับให้เร่งรัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของกระทรวงการคลัง ที่เพิ่งผ่าน ครม. ไป ให้ดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งภาคเกษตร ภาคท่องเที่ยว เอสเอ็มอี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในที่ประชุมครม. นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ ยังแสดงความกังวลต่อเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะภาคเกษตร โดยสั่งการให้กระทรวงเกษตรฯ เข้าดูแล ทั้งเรื่องของการลดต้นทุนการผลิต ทำปุ๋ยสั่งตัด รวมไปถึงอัตราแลกเปลี่ยน ที่เงินบาทยังคงแข็
บิ๊กตู่ แนะเกษตรกรเก็บน้ำไว้ในไร่นา ดีกว่าปล่อยให้น้ำไหลไปหมด บิ๊กตู่ – เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ที่พุทธมณฑล อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมและภัยแล้ง กับผู้สื่อข่าว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงข้าวยากหมากแพง และบางพื้นที่เกิดภัยแล้ง ตนอยากเรียนอีกครั้งว่า มาตรการประกันราคาข้าวแตกต่างจากมาตรการจำนำข้าว ซึ่งจะใช้เงินไม่มากตามที่ประมาณการไว้ เพราะราคาข้าวถูก วันนี้ได้สั่งการหน่วยงานไปแล้ว ให้จ่ายเงินกับเกษตรกรเข้าบัญชีโดยตรงเลย ต่อไปนี้จะให้เข้าบัญชีตรงหมด ซึ่งกระทรวงการคลังทำระบบไว้แล้ว บางอันอาจยังไม่พร้อม แต่ส่วนใหญ่พร้อมหมดแล้ว ขณะเดียวกันเกษตรกรก็ต้องมีการขึ้นทะเบียนไว้ ต้องค่อยๆปลดล็อกไป นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่เป็นห่วงคือเรื่องลมฟ้าอากาศ ก่อนหน้านี้มีปัญหาภัยแล้ง และ ตอนนี้กำลังมีพายุโซนร้อนเข้ามาอีกหลายลูก อยากให้เกษตรกรเก็บน้ำไว้ในไร่นาของตัวเองบ้าง หากมีพื้นที่น้อย ก็รวมกลุ่มกันสร้างที่กักเก็บน้ำดีกว่าปล่อยให้น้ำไหลไปหมด พร้อมกันนี้ต้องปลูกไม้ยืนต้นไว้วันหน้าจะเป็นมรดกให้ลูกหลาน ปัญหาคนไ
แพงหูฉี่!! แม่ค้ากระทบหนัก ผักขึ้นราคา กระชาย พุ่งกิโลละ 200 บาท กระชาย – เมื่อวันที่ 28 ส.ค. ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ไปยังตลาดสดเทศบาลเมืองเบตง จ.ยะลา พบว่ามีการปรับราคาจำหน่ายผักเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะกระชายที่แพงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ขณะที่ผักชนิดอื่นขยับราคาขึ้นเช่นกัน อาทิ คะน้าหยิก กิโลกรัมละ 45-50 บาท คะน้าตรง กิโลกรัมละ 35-40 บาท กะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 40 บาท ผักกาดขาว กิโลกรัมละ 45-50 บาท ขึ้นฉ่าย กิโลกรัมละ 70 บาท พริกสด-พริกจินดา กิโลกรัมละ 120 บาท พริกขี้หนู กิโลกรัมละ 200 บาท แม่ค้า-พ่อค้า ส่วนใหญ่ต่างบอกไปในทิศทางเดียวกันว่า จากการที่ขายผักสดมาหลายปี ปีนี้ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากผักที่เกษตรกรนำมาส่งขายนั้น มีผลผลิตที่ไม่เต็มที่ อย่างกระชาย เป็นพืชผักที่ไม่น่าจะมีราคาแพง แต่ปรากฏว่าราคาพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่เดือน เม.ย. จนถึงปัจจุบันจากราคา กิโลกรัมละ 100 บาท สูงขึ้นเป็น 200 บาท แม่ค้าขายข้าวแกงในตลาดรายหนึ่ง กล่าวว่า ที่ผ่านมาราคาผักจะขึ้นๆ ลงๆ แต่กระชายกลับมีราคาสูงขึ้น โดยที่ร้านจะซื้อกระชายในราคาส่ง โดยซื้อยกถุง ถุงละประมาณ 5 กิโลกรัม ราคา 450 ไม่เกิน 500 บาท แต่ขณะนี้ต้อง
ผู้ประกอบการ-เกษตรกร แห่ร้องพาณิชย์ยกเลิกห้ามนำเข้าแทรกเตอร์มือสอง ด้านกรมการค้าต่างประเทศหารือด่วน พร้อมมีมติยกเลิกประกาศกระทรวง ชี้ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมใช้ปีไม่กี่ครั้ง วอนยกเลิกห้ามนำเข้าแทรกเตอร์มือสอง – เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2562 ตัวแทนผู้ประกอบการที่จำหน่ายรถแทรกเตอร์ใช้แล้ว หรือ รถแทรกเตอร์มือสอง เกษตรชาวไร่อ้อยกว่า 100 คน เดินทางมากระทรวงพาณิชย์เพื่อเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ ยกเลิกหรือแก้ไข ประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ที่ห้ามนำเข้ารถที่ใช้แล้วหรือรถมือสองตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.01 หรือห้ามรถแทรกเตอร์มือสองเพื่อใช้ในการเกษตร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เป็นต้นไป เนื่องจากจะมีเกษตรกรกว่า 500,000 คน และผู้ประกอบการรถแทรกเตอร์มือสองไม่ต่ำกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบจนอาจต้องปิดกิจการ ซึ่งนายบุญช่วย ศรีเดช ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อยจังหวัดนครสวรรค์ ระบุหากกระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันที่จะบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าว เกษตรกรจะต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น วันชัย วราวิทย์ น.ส.พัชรินทร์ ชำนาญจักร์
ผู้ประกอบการ-เกษตรกร แห่ร้องพาณิชย์ยกเลิกห้ามนำเข้าแทรกเตอร์มือสอง ด้านกรมการค้าต่างประเทศหารือด่วน พร้อมมีมติยกเลิกประกาศกระทรวง ชี้ไม่กระทบสิ่งแวดล้อมใช้ปีไม่กี่ครั้ง วอนยกเลิกห้ามนำเข้าแทรกเตอร์มือสอง – เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 16 ส.ค. 2562 ตัวแทนผู้ประกอบการที่จำหน่ายรถแทรกเตอร์ใช้แล้ว หรือ รถแทรกเตอร์มือสอง เกษตรชาวไร่อ้อยกว่า 100 คน เดินทางมากระทรวงพาณิชย์เพื่อเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์ ยกเลิกหรือแก้ไข ประกาศกฎกระทรวงกำหนดให้รถยนต์ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ที่ห้ามนำเข้ารถที่ใช้แล้วหรือรถมือสองตามพิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.01 หรือห้ามรถแทรกเตอร์มือสองเพื่อใช้ในการเกษตร ซึ่งจะมีผลบังคับใช้วันที่ 10 ธ.ค. 2562 เป็นต้นไป เนื่องจากจะมีเกษตรกรกว่า 500,000 คน และผู้ประกอบการรถแทรกเตอร์มือสองไม่ต่ำกว่า 40 แห่งทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบจนอาจต้องปิดกิจการ ซึ่งนายบุญช่วย ศรีเดช ตัวแทนเกษตรกรชาวไร่อ้อยจังหวัดนครสวรรค์ ระบุหากกระทรวงพาณิชย์ยังยืนยันที่จะบังคับใช้กฎกระทรวงดังกล่าว เกษตรกรจะต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น วันชัย วราวิทย์ น.ส.พัชริน
สศก. ชี้ภัยแล้งทำพิษ พื้นที่เกษตรเสียหาย 3 พันล้าน ผลผลิตรอยืนต้นตาย 10 ล้านไร่! วันที่ 16 ส.ค. คุณทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลพื้นที่เสียหายสิ้นเชิงจากภัยพิบัติด้านการเกษตร ปี 2562 ณ วันที่ 15 ส.ค. 2562 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สศก.ได้ประเมินปริมาณผลผลิตและมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจจากพื้นที่การเกษตรที่เสียหายสิ้นเชิงจากภัยแล้ง เป็นมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ข้าว คาดว่าจะมีพื้นที่เสียหาย 6 แสนไร่ ปริมาณ 226,452 ตัน เสียหายมูลค่า 1,900 ล้านบาท , ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ คาดว่าจะมีพื้นที่เสียหายไร่ 1.3 แสนไร่ ปริมาณ 104,353 ตัน เสียหายมูลค่า 763 ล้านบาท มันสำปะหลัง คาดว่าจะมีพื้นที่เสียหาย 3.3 หมื่นไร่ ปริมาณ 122,909 ตัน เสียหายมูลค่า 269 ล้านบาท และ อ้อยโรงงาน คาดว่าจะมีพื้นที่ความเสียหาย 1.8 หมื่นไร่ ปริมาณ 217,778 ตัน เสียหายมูลค่า 130 ล้านบาท โดยพื้นที่เสียหายมากที่สุด 5 อันดับคือ จังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา เพชรบูรณ์ เชียงราย และชัยภูมิ คุณทัศนีย์ กล่าวว่า สำหรับครึ่งแรกของปี 2562 ( ม.ค.-มิ.ย.) จีดีพีภาคเกษตรมีการขยายตัวเพียง 0
‘จุรินทร์’ เดินหน้าเติมรายได้เกษตรกร ประกันรายได้ ข้าว-มัน-ยาง-ปาล์มน้ำมัน-ข้าวโพดพร้อมเร่งรัดส่งออกฝ่าวิกฤตสงครามการค้า ‘จุรินทร์’เติมรายได้เกษตรกร – นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวในเวทีเสวนา Bangkok Post Forum 2019 ว่า การเข้ามาร่วมรัฐบาลนี้เพื่อมาเติมเต็มทางด้านเศรษฐกิจฐานรากคือเกษตรกร ซึ่งการเติมเต็มรายได้ให้กับเกษตรกร โดยการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานรากเป็นเรื่องแรก ด้วยการใช้นโยบายประกันรายได้ ผลิตผลเกษตร 5 ตัวคือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพด ส่วนพืชชนิดอื่นนั้นให้ใช้มาตรการที่มีความยืดหยุ่นแตกต่างกันออกไปตามความเหมาะสมเพื่อให้เกษตรกรสามารถยังชีพได้ เรื่องที่สองจะต้องเข้าไปดูแลควบคุมราคาสินค้าหรือการดูแลค่าใช้จ่ายเรื่องค่าครองชีพประชาชน รวมทั้งเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมที่มีความจำเป็นเร่งด่วนเช่นเดียวกัน ประเด็นที่สาม คือ การเร่งรัดการส่งออก ซึ่งต้องยอมรับความจริงว่าขณะนี้ทุกประเทศในโลกได้รับผลกระทบหมด โดยเฉพาะผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ไม่มีประเทศไหนที่ไม่ได้รับผลกระทบ แม้แต่ตัวสหรัฐและจีนเอง เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นเรื่อ
จากศัตรูพืชสู่แหล่งทำเงิน เกษตรกรไทยจับอาชีพเพาะเลี้ยงหอยทาก ส่งออกเมือกสร้างรายได้ ชาวนาเคยมองว่าหอยทากเป็นศัตรูร้ายทำลายพืชผล เจอที่ไหนเป็นต้องหยิบทิ้งหรือโยนลงน้ำ แต่ทุกวันนี้ถ้าใครเจอจะเก็บไว้อย่างทะนุถนอม เพื่อนำไปขายฟาร์มหอยทากที่จะขูด “เมือก” ของมัน ส่งออกเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมความงาม โดยเฉพาะในเกาหลีใต้และสหรัฐฯ หอยทากขนาดใหญ่หลายตัวค่อย ๆ คืบคลานบนกะละมังพลาสติกที่เต็มไปด้วยอาหารโอชะของพวกมัน ทั้งฟักทองและแตงกวา ภาทินีสิริ แตงเขียว เจ้าของฟาร์มหอยทากหวังว่า เมื่อได้รับสารอาหารที่ดี พวกมันจะสร้างเมือกที่เชื่อว่าอุดมด้วยคอลลาเจน สำหรับบริษัทด้านความสวยความงามแล้วเมือกหอยทากคุณภาพดี มีมูลค่ายิ่งกว่าทองเสียอีก Getty Imagesเลี้ยงดูให้กินของดี ๆ ภาทินีสิริ ครูใน จ.นครนายก ทำฟาร์มเลี้ยงหอยทากเป็นอาชีพเสริม ปัจจุบันเธอมีหอยทากกว่า 1,000 ตัว และมีรายได้จากพวกมัน 10,000 – 20,000 บาทต่อเดือน “หอยทากมันทำลายพืชผักของชาวบ้าน เขาก็เลยเก็บมาขาย” เธอให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอเอฟพี Getty Imagesภาทินีสิริ แตงเขียว ครูใน จ.นครนายก ที่ทำฟาร์มหอยทากเป็นอาชีพเสริม “ทุกทีจะโยนทิ้งให้รถทับหรือโยนลงแม่น
พืชผลราคาตก ! ถึงยุคเกษตรกรต้องปรับตัว ขายออนไลน์ อย่ามัวแต่รอรัฐ หลังจากมีการนำเสนอข่าว เกษตรกรพังงาร่ำไห้ นายทุนกดราคามังคุด ต่ำสุดในรอบ 30 ปี จำต้องเททิ้ง ไร้รัฐเหลียวแล ไปเมื่อวานก่อน ก็ได้รับความสนใจและมีการเข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมายจากชาวโซเชียล “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ได้สอบถามความเห็นของประชาชน ในฐานะผู้บริโภคมีความเห็นต่อข่าวนี้อย่างไร คุณธนาเศรษฐ์ ชัยวัฒน์โกศล พ่อค้าวัย 45 ปี ให้สัมภาษณ์ว่า ในฐานะคนทำมาค้าขาย มองว่า ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไร ก็ต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อเอาตัวให้รอด จนถึงปัจจุบัน มีการออนไลน์ควบคู่กับหน้าร้านไปด้วย ในส่วนของสินค้าเกษตร ตนมองว่า เกษตรกรน่าจะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานของรัฐโดยตรง ถ้าหากช่วยไม่ได้ก็ขอสถานที่ของอำเภอในการขายผลิตผล เอาเต็นท์มาลง แล้วนำของที่ปลูก ทำป้ายอิงค์เจ็ตติดประกาศว่า ของเกษตรกรโดยตรงไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ตนมองว่าน่าจะขายดี เพราะคนไทยเห็นแบบนี้แล้ว ก็มีแต่คนอยากช่วย เพราะเป็นตนก็จะช่วยซื้อไปทานเองและซื้อแจกเช่นกัน คุณธนรรณพ ทองนวล อายุ 35 ปี ที่ปรึกษาการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ให้สัมภาษณ์ว่า จริงๆ เกษตรกรมีห
เกษตรฯเผยปลูกข้าวนาปีได้แค่ 10 ล้านไร่ จากแผน 58 ล้านไร่ ชี้น้ำน้อยเกษตรกรรอฝน ปลูกข้าวนาปีได้แค่ 10 ล้านไร่ – นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยในพี่น้องประชาชน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยแล้ง โดยกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์ว่า ปริมาณฝนรวมของประเทศไทยในช่วงฤดูฝนนี้จะน้อยกว่าค่าปกติ 5-10% ซึ่งน้อยกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ยังได้คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะเกิดภาวะฝนตกน้อยตั้งแต่เดือนส.ค.-ก.ย. ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ น้อยตามไปด้วย จำเป็นต้องวางแผนใช้น้ำอย่างระมัดระวังตั้งแต่ตอนนี้ นั้น สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง ปัจจุบัน (11 ก.ค. 2562) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกันทั้งสิ้น 37,018 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้านลบ.ม.) หรือ 49% ของความจุอ่างฯรวมกันทั้งหมด มีปริมาณน้ำใช้การได้ ประมาณ 13,093 ล้านลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ยังสามารถรองรับน้ำได้รวมกันมากกว่า 38,000 ล้านลบ.ม. เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริก
