เวียดนาม
เข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ “ราชาแห่งผลไม้” จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ “ฤดูทุเรียน” โดยระบบโลจิสติกส์ที่พัฒนาดีขึ้น และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่ไปสู่ตลาดเมืองรอง โม่เจียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่า การนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปี โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานาน จึงยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม ข้อมูลจาก สำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีน ระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะป
คนเวียดนามกินจุบกินจิบ และมีของให้กินเล่นทั้งวัน ของว่างอย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยมในไซ่ง่อน หรือนครโฮจิมินห์ ก็คือ “บั๊นจร้างโจร่น” (Bánh tráng trộn) คือ ยำใบเมี่ยงญวน ใบเมี่ยงญวนนั้นหมายถึง แผ่นแป้งที่เราใช้ห่อเปาะเปี๊ยะญวนนั่นเอง ซึ่งทำจากแป้งข้าวเจ้าเป็นแผ่นกลมแล้วเอาไปตากแดดจนแห้งเก็บได้เป็นเวลานาน เราคงนึกไม่ออกว่าแผ่นแป้งนี้จะนำไปยำได้อย่างไร แต่ชาวเวียดนามเขามีความคิดสร้างสรรค์มากค่ะ แม่ค้าที่ขาย “บั๊นจร้างโจร่น” มักจะหาบขายอยู่แถวสวนสาธารณะ หรือหน้าโรงเรียน แม้แต่แถวๆ หน้าอาคารสำนักงานสมัยใหม่ คนที่ไปพักผ่อนในสวนก็มักซื้อติดมือไปนั่งกินเล่น หลังเลิกเรียนเด็กนักเรียนก็ชอบซื้อกินรองท้องแก้หิว เช่นเดียวกับสาวออฟฟิศทั้งหลาย เพื่อนร่วมงานของฉันก็เช่นกัน พอสักบ่าย 3 ก็จะแวบหายไปแล้วโผล่มาด้วยถุงยำ 3-4 ถุง ตามแต่จำนวนคนฝากซื้อ บั๊นจร้างโจร่น จะใส่มาในถุงพลาสติกรัดหนังยาง มีไม้เสียบลูกชิ้นให้คู่หนึ่งเอาไว้คีบแทนตะเกียบ เวลาจะกินก็เขย่าๆ ขยำๆ ถึงให้เครื่องเข้ากันแล้วคีบใส่ปากอย่างเอร็ดอร่อย นับเป็นของกินเล่นที่อร่อยและมีคุณค่าครบถ้วน เขาจะเอาใบเมี่ยงแห้งๆ นี้มาตัดเป็นเส้นๆ เอาต้นหอมซอยม
บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญของแบรนด์ “D-nee” (ดีนี่) ในตลาดเวียดนาม โดยสบู่เหลวเด็กดีนี่มีการเติบโตถึง 369% นับจากเข้าไปทำการตลาดอย่างจริงจังในปี 2565 โดยครองตำแหน่งแบรนด์นำเข้าอันดับ 1 และติด Top 5 ของตลาดสบู่เหลวสำหรับเด็ก ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 8.6% และตั้งเป้าติด Top 3 ในปี 2569 คุณปัทมา ถกลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการพาณิชย์ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวิสัยทัศน์และโอกาสทางธุรกิจว่า “เวียดนามคือตลาด Rising Star ของอาเซียนที่ NEO ให้ความสำคัญสูงสุด ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่เติบโตดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธนาคารโลกคาดการณ์ GDP ปีนี้ไว้ที่ +6.8% เรามองเห็นโอกาสจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคตามรายได้เฉลี่ยที่สูงขึ้น ประกอบกับโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเปิดรับนวัตกรรมและมีไลฟ์สไตล์แบบคนเมืองมากขึ้น รวมถึงปัจจัยสำคัญอีกประการคือความนิยมและความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทย ทำให้แบรนด์ของเราเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคชาวเวียดนามได้อย่างรวดเร็วท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นจากแบรนด์ทั่วโลก นอกจากนี้ เวียดนามยังมีอ
สำนักข่าวฮานอย รายงานว่า จากความกังวลด้านความปลอดภัยในไทยที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวชาวจีนหลายคนหันไปเลือก ‘เวียดนาม’ เป็นจุดหมายปลายทางแทน เช่นเดียวกับครอบครัวของ คุณหู เจีย ที่ตัดสินใจจองทริป 2 สัปดาห์ไปยังเวียดนาม แทนที่จะไปเที่ยวชายหาดและวัดวาอารามในประเทศไทย “เวียดนามมีเสน่ห์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยทริปนี้ใช้เงินไปกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ และตั้งใจว่าจะกลับมาเที่ยวที่นี่อีกหากมีโอกาส” เธอกล่าว นอกจากนี้ เธอและครอบครัวยังเป็นหนึ่งในนักท่องเที่ยวจีนกว่า 3.5 ล้านคนที่เดินทางมาเวียดนาม และช่วยให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของเวียดนามสร้างสถิติใหม่ในปี 2025 โดยแซงหน้าไทย ขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในภูมิภาคสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีน ไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ความกังวลเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการลักพาตัวนักแสดงชาวจีนชื่อดังเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทยลดลงถึง 35% ในปี 2025 ซึ่งอาจส่งผลให้ไทยสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวไปประมาณ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และรายได้ส่วนนี้จะตกไปอยู่ที่เวียดนามและประเทศเพื่อนบ้านแทน ตามข้อมูลของ China Trading D
เวียดนาม ปกป้องผู้ประกอบการรายย่อย! ขู่ปิดกั้น Temu และ Shein หากไม่จดทะเบียนทำธุรกิจภายในสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ สำนักข่าวต่างประเทศ รอยเตอร์ส (Reuters) รายงานว่า รัฐบาลเวียดนาม กล่าวว่า ร้านค้าออนไลน์ของจีนอย่าง Temu (เทมู) และ Shein (ชีอิน) จำเป็นต้องจดทะเบียนการดำเนินธุรกิจกับรัฐบาลก่อนสิ้นเดือนพฤศจิกายน ไม่เช่นนั้นรัฐบาลจะปิดกั้นโดเมนอินเทอร์เน็ตและแอปพลิเคชันของพวกเขาไม่ให้ใช้งานในประเทศ รัฐบาลและธุรกิจท้องถิ่นของเวียดนาม ได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของแพลตฟอร์มออนไลน์ของจีนต่อตลาดในท้องถิ่น เนื่องมาจากการลดราคาอย่างมาก กระทรวงการค้ายังกล่าวอีกว่า กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงในการขายสินค้าลอกเลียนแบบ เหงวียน ฮวง ลอง (Nguyen Hoang Long) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้าของเวียดนาม กล่าวในการประชุมรัฐบาลเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “หลังจากที่กระทรวงแจ้งเตือนหากแพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าจะประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามมาตรการทางเทคนิค เช่น การบล็อกแอปพลิเคชันและโดเมน” แต่ทว่า Shein และ Temu ยังไม่ได้ตอบสนองต่อคำขอความคิดเห็นทันที
แกมโบล รองเท้าแบรนด์ไทย ยึดตลาดเวียดนาม-กัมพูชา ครองมาร์เก็ตแชร์กว่า 60% ชูดีไซน์ทันสมัย ราคาจับต้องได้ แกมโบล (GAMBOL) เปิดเกมรุกตลาดลูกค้าอาเซียน เพื่อสร้างยอดขายและขยายตลาด ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะประเทศกัมพูชาและเวียดนาม โดยใช้กลยุทธ์เจาะกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้ครอบคลุม คุณนิติ กิจกำจาย กรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กสตาร์ จำกัด “เปิดเผยว่า ในปี 2567 แกมโบลแบรนด์รองเท้าชั้นนำของไทย ได้เจาะตลาดอาเซียนอย่างจริงจัง โดยการผลักดันสินค้ารองเท้าลำลอง ดีไซน์ทันสมัย นุ่ม ทน เบา สบาย ราคาจับต้องได้ ผ่านช่องทาง Modern Trade อย่าง แม็คโคร อิออน รวมถึงร้านค้าปลีกต่างๆ ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง” ทั้งนี้ ยังให้มีการผลักดันกิจกรรมทางการตลาดให้เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคแต่ละประเทศผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram และ TikTok รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้า สนับสนุนสื่อต่างๆ พร้อมทั้งร่วมวิเคราะห์ข้อมูลการตลาดของแต่ละประเทศ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนาม ปีนี้มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดครองใจชาวเวียดนามอย่างร
ไทยว่าไง? เวียดนาม ผงาด ส่งออกผัก-ผลไม้ เพิ่มขึ้น 23.4% ใน 7 เดือน มูลค่าทะลุ 3.8 พันล้านดอลลาร์ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2567 สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า สื่อเวียดนามอ้างอิงสมาคมผักและผลไม้แห่งเวียดนาม รายงานว่า มูลค่าการส่งออกผักและผลไม้ของเวียดนามรวมอยู่ที่ 3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.32 แสนล้านบาท ในช่วง 7 เดือนแรก (มกราคม-กรกฎาคม) ของปีนี้ เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.4 เมื่อเทียบปีต่อปี รายงานระบุว่า อุตสาหกรรมผักและผลไม้ของเวียดนามเกินดุลการค้าเกือบ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 9.09 หมื่นล้านบาท) ในช่วงเวลาดังกล่าว ดัง ฟุก เหงียน เลขานุการสมาคมฯ กล่าวว่า กลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ครองสัดส่วนมูลค่าการส่งออกร้อยละ 80 สมาคมฯ ระบุว่า ความต้องการในตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมีส่วนผลักดันให้การส่งออกผักและผลไม้เพิ่มสูงขึ้นนับตั้งแต่ต้นปี 2024 (แฟ้มภาพซินหัว : พนักงานติดป้ายบนทุเรียนที่เตรียมส่งออกสู่จีนในโรงงานแปรรูปทุเรียนที่จังหวัดดั๊กลักของเวียดนาม วันที่ 15 ก.ย. 2023)
เจาะอินไซต์ทุกมิติ ตลาดเวียดนาม เนื้อหอม ผู้ประกอบการไทยเห็นโอกาสลงทุน ปัจจุบันประเทศเวียดนามถือเป็นประเทศที่มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามจะขยายตัวถึง 7% ในปี 2024 และขยับสูงขึ้น ถือเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทยที่จะมุ่งสู่ตลาดเวียดนามเพื่อขยายการเติบโตในอนาคต โดยภายในงานสัมมนา The Bridge Forum Vietnam Market Insights จัดโดย บริษัท ปันโปรโมชั่น จำกัด (ปันโปร) ร่วมกับ บริษัท เรียลลี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SEA Bridge) และสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) ได้นำเสนอหัวข้อที่น่าสนใจ จากผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อติดอาวุธให้ผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทยพร้อมบุกตลาดเวียดนาม ภาพรวมตลาดเวียดนามที่น่าสนใจ คุณแคสเปอร์ เสริมสุขสัน ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SEA Bridge เผยว่า ภายในปี 2030 อาเซียนจะเป็นตลาดอันดับที่ 4 ของโลก ด้วยประชากรมากกว่า 720 ล้านคน ซึ่งประเทศเวียดนามมีประชากรทั้งหมด 98 ล้านคน อายุเฉลี่ยประมาณ 30 ปี ถือว่าชาวเวียดนามอายุยังน้อยสามารถที่จะพัฒนาได้อีกไกล สิ่
บริษัท ปันโปรโมชั่น จำกัด (ปันโปร) แพลตฟอร์มโปรโมชั่นและไลฟ์สไตล์ออนไลน์ที่มีผู้ติดตามในเครือรวมกว่า 15 ล้านผู้ติดตาม ร่วมกับ บริษัท เรียลลี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (SEA Bridge) ผู้ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือผู้ประกอบการขยายตลาดต่างประเทศ เปิดเพจ “เหงียนไทย” แพลตฟอร์มผลักดันธุรกิจ-สินค้าไทยบุกตลาดเวียดนาม โดยมี คุณกฤษฎา ตั้งกิจ ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ปันโปร, คุณอรวรรณ กิตติธนนิรันดร์ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด ปันโปร และ นายแคสเปอร์ เสริมสุขสัน ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SEA Bridge ร่วมพูดคุย ความน่าสนใจของตลาดเวียดนาม คือมีจำนวนประชากรมากกว่า 100 ล้านคน มีแนวโน้มกำลังซื้อ อัตราการบริโภคและการขยายของสังคมเพิ่มขึ้น และประเทศไทยถือเป็นหมุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่คนเวียดนามเลือกมาเที่ยว อีกทั้ง คนเวียดนามมีความเชื่อมั่นในสินค้าไทย จะยอมจ่ายในราคาพรีเมียมเพื่อซื้อสินค้าที่เขียนว่า Made in Thailand แม้ราคาจะสูงแต่มีคุณภาพ โดยสินค้าที่นิยมซื้อกลับไปคือหม้อหุงข้าว และพัดลม ด้วยเพราะดีไซน์ที่ทันสมัย นอกจากนี้ยังพบว่า คนเวียดนาม ชอบกินส้มตำ ข้าวเหนียวมะม่ว
ของขวัญฮิตเทศกาลตรุษจีน “ทุเรียนหมอนทอง” ที่ปลูกในเวียดนาม คนจีนแห่ซื้อ ดันราคาพุ่ง 50% สำนักข่าวซินหัว (Xinhua) รายงานเมื่อวันศุกร์ที่ 26 มกราคม 2567 ว่า สื่อท้องถิ่นเวียดนามรายงานว่า ราคาทุเรียนหมอนทองนอกฤดูที่ปลูกในเวียดนามพุ่งขึ้น 50% เมื่อเทียบกับฤดูกาลหลักของปีก่อนหน้า เนื่องจากกลุ่มผู้ค้าต่างพยายามเสาะหาอุปทานเพื่อตอบสนองความต้องการของจีน ทั้งนี้ ทุเรียนหมอนทองเป็นทุเรียนสายพันธุ์ไทยที่มีการนำไปเพาะปลูกในเวียดนามช่วงไม่กี่ปีมานี้ ขณะนี้ราคาทุเรียนหมอนทองอยู่ที่ระหว่าง 178,000-185,000 ดองเวียดนาม หรือราว 257-267 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 23% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 50% จากฤดูกาลหลักของปีที่แล้ว ซึ่งตรงกับช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน รายงานข่าวอ้างคำบอกเล่าของดังฟุกเหงียน เลขาธิการสมาคมผลไม้และผักเวียดนาม ระบุว่า ชาวจีนซื้อทุเรียนจำนวนมากเพื่อเป็นของขวัญช่วงวันหยุดปีใหม่ตามปฏิทินจันทรคติจีนที่กำลังจะมาถึง กลุ่มผู้ค้ากล่าวว่า ราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนวันหยุดดังกล่าว เนื่องจากอุปทานมีจำกัด ขณะที่ความต้องการในจีนยังคงอยู่ในระดับสูง กระทรวงเกษตรและการพัฒนาชนบทของเวียดนาม
