เอสเอ็มอี
ซีพี ออลล์ และผู้ประกอบการ SMEs ขอบคุณคนไทยที่ร่วมสนับสนุนสินค้า SMEs ผ่านร้านเซเว่นฯ ปี 66 คิดเป็นมูลค่ากว่า 20,000 ล้าน ประกาศปี 67 พร้อมเดินหน้าสนับสนุน ส่งเสริม SMEs ภายใต้ “กลยุทธ์ 3 ให้” ต่อเนื่อง ซีพี ออลล์ ขอขอบคุณคนไทย ที่ร่วมสนับสนุนสินค้า SMEs ของผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในปี 66 เผยช่วยกระจายรายได้กลับสู่ชุมชนคิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 20,000 ล้านบาท ดันจำนวนสินค้า SMEs ในร้านเซเว่นฯ พุ่งสู่ 9,763 รายการ ประกาศปี 67 พร้อมเดินหน้า “กลยุทธ์ 3 ให้” เต็มสูบ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ในทุกมิติ เร่งขยายโอกาส สร้างรายได้และยกระดับ SMEs ทุกช่องทางอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าเพิ่มสินค้า SMEs ใหม่ 10% พร้อมส่งเสริม สนับสนุน SMEs ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี กล่าวว่า การดำเนินงานสนับสนุน SMEs ในปี 2566 ภายใต้ปณิธาน “Giving & Sharing” และ “กลยุทธ์ 3 ให้” ได้แก่ 1. ให้ช่องทางขาย 2. ให้ความรู้ และ 3. ให้การเชื่อมโยงเครือข่า
ไทย-ญี่ปุ่น ยกระดับอุตสาหกรรมท้องถิ่น สร้างมูลค่าเศรษฐกิจหลักพันล้าน เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ประเทศไทยและญี่ปุ่น นับว่ามีความสัมพันธ์กันมาเป็นเวลายาวนานถึง 136 ปี ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจและการเมือง ความร่วมมือทางการค้า การพัฒนาอุตสาหกรรม การร่วมทุน-ลงทุน และการท่องเที่ยว ปัจจุบันญี่ปุ่น ยังคงเป็นชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยมากสุดเป็นอันดับ 1 มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจทั้ง 2 ประเทศที่มีการเกื้อกูลกัน อีกทั้งหน่วยงานต่างๆ ของไทยได้มีการผลักดันนโยบายการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมร่วมมือกันในทุกๆ มิติ ส่งผลให้เกิดการขยายความร่วมมือกับญี่ปุ่นในบริบทและรูปแบบที่กว้างและหลากหลายมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมากระทรวงอุตสาหกรรม ได้สานสัมพันธ์ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น มาอย่างต่อเนื่องในการยกระดับขีดสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และหลักการ BCG Economy เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกร
SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบาย ก.อุตฯ หนุนเอสเอ็มอียกระดับสู่ธุรกิจสีเขียวเติบโตยั่งยืน เดินหน้ากองทุนประชารัฐ ‘สินเชื่อลดโลกร้อน’ วงเงิน 1,500 ลบ. ดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี SME D Bank ขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยกระทรวงอุตสาหกรรม รับหน้าที่หน่วยร่วมดำเนินโครงการสินเชื่อลดโลกร้อน (Decarbonize Loan) ภายใต้กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ วงเงิน 1,500 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ 3% ต่อปี วงเงินกู้สูงสุด 20 ล้านบาท นำไปยกระดับปรับเปลี่ยนธุรกิจสีเขียวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมพาเติบโตอย่างยั่งยืน ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และประธานกรรมการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank กล่าวว่า รัฐบาล โดยกระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความสำคัญสูงสุดต่อการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ด้วยการกำหนดเป็นนโยบายหลัก “อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ” ที่ “เติบโตอย่างยั่งยืนคู่ชุมชน” ใน 4 มิติพร้อมกัน ได้แก่ 1. ความสำเร็จทางธุรกิจ เปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ 2. ความอยู่ดีกับสังคมโดยรวม ส่งเสริมทำงานร่วมกันระหว่างสถานประกอบการ ชุมชน และสังคม 3. ความลงตัวกั
มัดรวมมาให้ 10 ตัวช่วย เข้าถึงแหล่งเงินทุนเด็ดๆ สำหรับ SMEs ข่าวแจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม หรือ บสย. ออกมาเปิดเผยข้อมูลน่าสนใจ เกี่ยวกับ 10 ตัวช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งประกอบด้วย หนึ่ง โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 10 (PGS10) “บสย. SMEs เข้มแข็ง” พลิกฟื้น เติมทุน ติดปีกธุรกิจกลุ่ม Micro และ SMEs ให้ธุรกิจเติบโต สอง โครงการค้ำประกันสินเชื่อ พ.ร.ก. สินเชื่อฟื้นฟู ระยะที่ 2 ให้ความช่วยเเหลือและฟื้นฟูผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 สาม โครงการค้ำประกันสินเชื่อรายสถาบันการเงิน ระยะที่ 7 (BI7) นวัตกรรม เติมทุน หนุนค้ำ ดึงระบบ “Credit Scoring” เพิ่มประสิทธิภาพค้ำประกัน เสริมสภาพคล่อง SMEs ที่ต้องการเงินทุน แต่ขาดหลักประกัน วงเงินค้ำประกันสูงสุดต่อราย 100 ล้านบาท สี่ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ Portfolio Guarantee Scheme ระยะพิเศษ Soft Loan Extra ห้า The S1 Project ขออนุมัติสินเชื่อจาก EXIM BANK พร้อมขอออกหนังสือค้ำประกันจาก บสย. สะดวกรวดเร็ว ผ่านการสมัครเพียง 1 ครั้ง หก บสย. x ออมสิน ค้ำประกันรายย่อย หน
“โอกาสเหมือนอากาศ มีอยู่ทุกที่ จึงต้องพร้อมเสมอ” คาถา SME ร้อยล้าน “โอกาสก็เหมือนอากาศ มันมีอยู่ทุกที่ เราจึงต้องพร้อมอยู่เสมอ” เป็นคำกล่าวของ คุณเจน-ชัชณี พฤกษ์ศลานันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท ครอสแม็กซ์ รีเทล จำกัด หนึ่งในผู้ที่ร่วมนำทัพสร้างนวัตกรรมเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ Hooray! (ฮูเร่!) ให้เป็นที่รู้จัก ในฐานะผลิตภัณฑ์นมโปรตีนสูงพร้อมดื่มเจ้าแรกของประเทศที่ปราศจากน้ำตาลแลคโตส ปัจจุบัน Hooray! มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นสินค้าในกลุ่มนมโปรตีนสูงที่มียอดขายสูงสุดในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น โดยคาดว่าในปี 2566 บริษัทจะมีรายได้รวมทุกช่องทางขายทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 600 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าก้าวสู่การเป็นแบรนด์ Protein of Asia ในอีก 5 ปีข้างหน้า คุณเจน เล่าย้อนความให้ฟังถึงที่มาของ Hooray! ว่า นับย้อนกลับไปเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา Hooray! เกิดขึ้นจากความต้องการที่จะปลดล็อกทุกข้อจำกัดของการทานเวย์โปรตีน ทั้งเรื่องรสชาติไม่ถูกปาก รสชาติไม่หลากหลาย ความยุ่งยากในการรับประทาน ต้องนำมาผสมน้ำเอง ตนและ คุณต้น-วงษ์เดช เอี่ยวสานุรักษ์ สามี จึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์นมโปรตีนสูงพร
โตเกียว SME จัดงานใหญ่ หวังกระตุ้นการลงทุน เชื่อมสัมพันธ์ ไทย-ญี่ปุ่น ศูนย์สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น (Tokyo Metropolitan Small and Medium Enterprise Support Center) จัดงานสัมมนา “Tokyo-Thailand Business Partnership Seminar” เพื่อกระตุ้นความต้องการลงทุนในกรุงโตเกียว ส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนขยายโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยสาขาต่างๆ ที่มีความสนใจ พร้อมแนะนำแนวทางในการลงทุนโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ตรง เชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนักลงทุนไทย-ญี่ปุ่น ให้มีโอกาสเติบโตทางธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพ ภายในงานมีผู้ประกอบการและนักธุรกิจไทย ตอบรับเข้าร่วมกิจกรรมในรูปแบบ Hybrid ทั้ง Onsite และ Online ผ่านระบบ ZOOM กว่า 90 ราย นายมาซายูกิ คิมูระ Manager, Professional Career Development Support Section, Global Support Team ศูนย์สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ศูนย์สนับสนุนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น มีประสบการณ์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมของโตเกียวมากกว่า 50 ปี ในฐานะองค์กรสน
ได้เวลา ‘อุตสาหกรรมอาหาร’ Transformation ชูนวัตกรรมรองรับเทรนด์ ‘อาหารแห่งอนาคต’ ปัจจัยต่างๆ ทั้งข้อมูลฝ่ายเศรษฐกิจและกิจการสังคมสหประชาชาติ ได้ออกรายงาน The World Population Prospects 2019 คาดว่าจำนวนประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9,700 ล้านคนในปี 2050 ทำให้เกิดความกังวลต่อผู้คนทั่วโลกว่า ปริมาณอาหารจะไม่เพียงพอกับจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำมากๆ ที่เข้ามาช่วยหนุนในการพัฒนานวัตกรรมด้านอาหารรูปแบบใหม่ กลายเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าเอสเอ็มอีถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง การเกิดภาวะสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยืดเยื้อต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2565 เป็นหนึ่งในตัวเร่งปฏิกิริยาในการพัฒนาอาหารอนาคตให้เร็วขึ้น เพราะภาวะสงครามฯ ในทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกวัตถุดิบทางการเกษตรเพื่อนำไปประกอบอาหารรายใหญ่ของโลก ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบ และราคาพลังงานปรับสูงขึ้น ทำให้พืชผลทางการเกษตร อาทิ ราคาข้าวสาลีในเดือนมีนาคม 2565 ที่ปรับตัวขึ้นกว่า 31% เมื่อเทียบกับเดือนธันวาคม 2564 ราคาข้าวโพดที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 32% ในช่วงเวลาเดียวกัน และจากผลพวงของราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่
‘ธุรกิจครอบครัว’ ได้เวลาลุกขึ้นมาแต่งตัวใหม่ ปลุก Loyalty ลูกค้ากลับมา ‘ธุรกิจครอบครัว’ หรือ Family Business นั่นคือธุรกิจที่มีรูปแบบของการทำธุรกิจที่หุ้นของกิจการมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นเจ้าของโดยสมาชิกของครอบครัว หรือเป็นธุรกิจที่มีการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งแนวทางการบริหารงานของธุรกิจครอบครัวนั้น ค่อนข้างมีความเฉพาะตัว กล่าวคือ นอกจากจะมีการบริหารด้านการตลาด, การบริหารคน หรือระบบบัญชี ที่เหมือนกับธุรกิจทั่วไป ยังมีเรื่องของสมาชิกในครอบครัว คือมีความเป็นเจ้าของเข้ามาเกี่ยวข้องในการบริหารด้วย ในบางครั้งจึงทำให้เกิดความซับซ้อนมากกว่าธุรกิจอื่น บทความนี้ ขอพูดถึงอีกมุมหนึ่งของ การบริหารธุรกิจครอบครัว กับการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ หรือเข้ากับยุคสมัย ด้วยวิธีการรีแบรนด์ (Re-Brand) หรือเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของแบรนด์ใหม่ ให้สามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมของลูกค้า โดยเฉพาะเมื่อธุรกิจครอบครัว โดยส่วนใหญ่ มักจะเป็นธุรกิจเก่าแก่ที่อยู่มานานหลายสิบปี มีการบริหารงานแบบสืบทอดต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยการบริหารแบบดั้งเดิมเพื่อคงคุณค่าที่ผู้ก่อตั้งสร้างไว้ จะทราบได้อย่างไร? ว่าธุร
SME D Bank ปลื้มความสำเร็จ หลักสูตร “Advanced CMF” เสริมแกร่งเอสเอ็มอี 20 กิจการ พร้อมต่อยอดยกระดับธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank เป็นประธานมอบใบประกาศนียบัตรแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ผ่านหลักสูตร “Advanced CMF” จำนวน 20 กิจการ โดยโครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง SME D Bank กับ PMG Academy ภายใต้ บริษัท พีเอ็มจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด จัดขึ้นเพื่อเพิ่มศักยภาพแก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีระบบแฟรนไชส์อยู่แล้วหรือต้องการต่อยอดธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ ให้สามารถยกระดับพัฒนาธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้นไปอีก รวมถึง พร้อมเข้าถึงแหล่งทุนนำไปต่อยอดธุรกิจด้วยแฟรนไชส์ โดยมีนางสาวณรินณ์ทิพ วิริยะบัณฑิตกุล ผู้อำนวยการ PMG Academy และทีมวิทยากร เข้าร่วมพิธี จัด ณ Co Working Space ชั้น 1 อาคาร SME Bank Tower เมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งนี้ SME D Bank ขานรับนโยบายภาครัฐ มุ่งสนับสนุนเพิ่มจำนวนผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยผ่านการสร้างแฟรนไชซี ควบคู่ส่งเสริมแฟรนไชซอร์ให้ยกระดับมาตรฐาน ด้วยการจัดโปรแกรม
บีกรีน โปรดักส์ เปลี่ยนฟางข้าวเป็น ‘Tableware เยื่อธรรมชาติ’ สินค้ารักษ์โลก แถมสร้างรายได้ให้ชาวนา พฤติกรรมการบริโภคของผู้คนในปัจจุบันนิยมใช้ภาชนะสำหรับอาหาร (Tableware) ประเภท กล่องข้าว จานแบบสำเร็จรูป ภาชนะใส่น้ำดื่ม และหลอดพลาสติก สิ่งเหล่านี้ส่วนใหญ่มักผลิตจากโฟม พลาสติก หรือวัสดุที่ใช้แบบครั้งเดียวทิ้ง ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก่อเกิดขยะที่ย่อยสลายได้ยากจำนวนมหาศาล สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ภาชนะสำหรับอาหารที่ผลิตจากธรรมชาติ กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกมาทดแทนโฟมและพลาสติก แต่ข้อจำกัดคือต้นทุนการผลิตที่อาจจะสูงกว่า ภาชนะใส่อาหารที่ผลิตจากธรรมชาติ อาจมีการแปรสภาพก่อนที่จะนำไปใช้งาน ซึ่ง Pain Point เหล่านี้นำไปสู่การพัฒนา Tableware เยื่อธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์สำหรับอาหารที่ใส่ใจต่อโลกและยังสร้างรายได้ให้ชาวนาอีกด้วย คุณสุพจน์ มธุรพงศ์ธร กล่าวว่า บริษัท บีกรีน โปรดักส์ จำกัด เป็นธุรกิจครอบครัว (Family Business) ที่คนรุ่นพ่อก่อตั้งขึ้นเพื่อรองรับอนาคตของลูกๆ โดยผมเป็นผู้ประกอบการธุรกิจด้าน โรงงานผลิตชิ้นส่วน ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนโลหะ ชิ้นส่วนเครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก มากว่า
