กระทรวงวัฒนธรรม
ข้าวแช่ชาววัง มีมาแต่สมัยใด ใครคือต้นตำรับ แล้วทำไมไปเด่นที่เมืองเพชร ข้าวแช่ คือเมนูหน้าร้อนที่หลายคนนึกถึง เป็นอาหารทานเล่นหรือทานจริงก็ไม่ผิดกติกา ข้าวแช่ ถูกจัดเป็นสำรับขนาดย่อม ประกอบด้วย มีข้าวสุกขัดแช่น้ำเย็น ซึ่งมักเป็นน้ำดอกไม้ รับประทานกับเครื่องกับต่างๆ อย่าง ลูกกะปิ พริกหยวกสอดไส้ เนื้อเค็มฝอยผัดหวาน เป็นต้น สำหรับความเป็นมาของ “ข้าวแช่” เมนูวิจิตรนี้ มีร่องรอยหลักฐานความเป็นมา ในบทกลอนของสุนทรภู่ เรื่อง รำพันพิลาป ว่าความไว้ ดังนี้ ระดูร้อนก่อนเก่าทำเข้าแช่ น่าชมแต่เครื่องกับสำรับฉัน ช่างทำเป็นเช่นดอกจอกเป็นดอกจันทน์ งามจนชั้นกระชายทำเหมือนจำปา มะม่วงดิบหยิบดูจึ่งรู้จัก ทำน่ารักรูปสัตว์เหมือนมัจฉา จะแลลับกลับกลายสุดสายตา เคยไปมามิได้เห็นจะเว้นวาย … จากบทกลอนของท่านกวีเอกสุนทรภู่ ดังกล่าว ทำให้การสันนิษฐานกันว่า ข้าวแช่ เข้าสู่ราชสำนักไทยในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ครั้นมาถึงสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์โปรดเสวยข้าวแช่ ในฤดูร้อนเป็นอย่างมาก โดยมี เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น เป็นผู้ปรุงข้าวแช่ถวายขึ้นโต๊ะเสวย มีการประดิด
สักการะ พระพุทธรูปวังหน้า นบพระปฏิมา ๙ นครามหามงคล ๒๕๖๘ นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมด้วย นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และกรมศิลปากร ร่วมสักการะพระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน “นบพระปฏิมา ๙ นครามหามงคล ๒๕๖๘” เป็นปฐมฤกษ์ ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช ๒๕๖๘ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้จัดกิจกรรมสักการะพระพุทธรูปวังหน้า พระปฏิมาแห่งแผ่นดิน “นบพระปฏิมา ๙ นครามหามงคล ๒๕๖๘” อัญเชิญพระพุทธรูปที่มีพุทธศิลป์อันงดงาม มีประวัติความเป็นมาจากนครโบราณต่างๆ ของไทย โดยมีพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) เป็นประธาน พร้อมด้วยพระพุทธรูปอีก ๙ องค์ ที่จัดแสดงและสงวนรักษา ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร จำนวน ๔ องค์ คลังกลางพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี จำนวน ๓ องค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี จำนวน ๑ องค์ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา จำนวน ๑ องค์ มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการบูชา เพื่ออำนวยความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลใ
ซอฟต์พาวเวอร์ สร้างเงินสะพัด ขอขยายเวลา “เที่ยวโบราณสถานยามราตรี” นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร เปิดเผยว่า ตามที่ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) มอบหมายให้กรมศิลปากรจัดโครงการ “ราตรีนี้ที่วัดไชยวัฒนาราม” เปิดให้ประชาชนแต่งกายชุดไทยเข้าชมโบราณสถานยามค่ำคืน ทุกวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 เพื่อตอบสนองนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล ปรากฏ โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% สร้างรายได้ให้กับชุมชน ทั้งร้านให้เช่าชุดไทย ร้านอาหาร และที่พักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในวันเสาร์ อาทิตย์ มีเงินหมุนเวียนจากการให้เช่าชุดไทยไม่ต่ำกว่า 6-7 แสนบาท รายได้จากค่าเข้าชมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2566 มากกว่า 2 ล้านบาท และจากการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมของ รมว.วธ. ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ตัวแทนผู้ประกอบการร้านให้เช่าชุดไทย ได้เข้าพบและขอให้ขยายเวลาโครงการฯ ดังกล่าว เนื่องจากมีรายได้มากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว อีกทั้งร้านอาหารต่างๆ ก็ประสงค์ให้ดำเนินกิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่อง จึงมีการสั่งกา
วธ. เตรียมมอบรางวัล ‘วัฒนคุณาธร’ แก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม ในโอกาสวันสถาปนากระทรวงวัฒนธรรม วันที่ 3 ตุลาคม 2566 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า วธ. ตระหนักถึงความสำคัญของเครือข่าย ที่ร่วมนำวัฒนธรรมมาสร้างคนดี สร้างสังคมดี สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นฐานรากในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน จึงได้ดำเนินการคัดเลือกและมอบรางวัลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธรรม มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 จนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ทั้งเด็กหรือเยาวชน บุคคลรวมทั้งนิติบุคคลหรือคณะบุคคล ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ที่มีคุณูปการต่อการดำเนินงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ เป็นที่ประจักษ์ถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเทต่อการส่งเสริม สนับสนุน รักษา สืบสาน ศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามจนประสบความสำเร็จตามภารกิจของกระทรวงวัฒนธรรม และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีของชุมชน สังคมและประเทศชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เผยว่า วธ. โดยคณะกรรมการคัดเลือกผู้ทำคุณประโยชน์ต่อกระทรวงวัฒนธร
วธ.จับมือ 7 องค์กรเอกชน ขยายผลจากงาน CCPOT GRAND EXPOSITION หนุนชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน กระทรวงวัฒนธรรม ลงนามบันทึกข้อตกลงกับ 7 องค์กรเอกชนเพื่อร่วมกันส่งเสริมตลาดผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมชุมชนไทย พร้อมเดินหน้าสานต่อโครงการและขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ชุมชนสร้างรายได้อย่างยั่งยืน หลังบรรลุเป้าหมายงาน CCPOT GRAND EXPOSITION ผลตอบรับดีเกินคาด สร้างมูลค่าการค้าสูงถึง 600 ล้าน นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า โครงการกระตุ้นและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมชุมชนไทย โดยดำเนินโครงการงานแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมชุมชนไทย CCPOT GRAND EXPOSITION ที่จัดไปเมื่อวันที่ 16-20 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ซึ่งผลของการจัดงานดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เกิดการเจรจาธุรกิจมากกว่า 260 คู่ สามารถสร้างมูลค่าการค้า ได้กว่า 600 ล้านบาท ซึ่งมูลค่าที่เกิดขึ้นนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับมหภาค นอกจากนี้ กระทรวงวัฒนธรรมยังได้รับการสนับสนุนจากองค์กรเอกชนรายใหญ่มาช่วยต่อยอดขยายตลาดผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมชุมชน ทำให้ชุมชนมีงานทำ มีรายได้ เศรษฐกิจชุมชนสามารถดำรงต่อไปได
