กฤช เหลือลมัย
ถอดรหัส “ผัดกะเพรา” Soft Power อาหารไทย ในสายตา กฤช เหลือลมัย ชื่อของ คุณกฤช เหลือลมัย หลายท่านอาจรู้จักเขาในนาม นักเขียนผู้รอบรู้เรื่องอาหารในหลายมิติ ที่สามารถวิเคราะห์ วิจารณ์ เมนูต่างๆ ออกมาได้อย่างกลมกล่อมแทบทุกครั้ง กระทั่งเมื่อไม่นาน ช่วงที่สังคมโซเชียลบ้านเรา มีการพูดถึงเมนู “ผัดกะเพรา” กันอย่างกว้างขวาง เขาก็ไม่พลาดที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในวงสนทนา นำเสนอข้อมูลผ่านพื้นที่ของ นิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ไว้อย่างน่าสนใจ “ถ้าเอาตามประสบการณ์ของผมในช่วง ๑๐ ปีหลังมานี้ กะเพราเป็นต้นไม้ล้มลุกอีกชนิดหนึ่งซึ่งมักขึ้นเป็นดงตามธรรมชาติในพื้นที่กึ่งโล่ง อากาศร้อนแล้ง ดินเป็นดินกรวดทรายหรือลูกรังแห้งแข็ง อาจแบ่งคร่าวๆ ได้เป็นกะเพราขาว กะเพราแดง และกะเพราลูกผสม (ใบเขียวแก่ ก้านและดอกสีม่วงแดง) กะเพราแดงไม่ได้มีความฉุนมากกว่ากะเพราขาวเลยนะครับ เพียงแต่กลิ่นจะหอมต่างกันเล็กน้อย มิหนำซ้ำ หากเอาไปปรุงกับข้าว สีแดงในใบจะตกใส่ผัดใส่แกง ทำให้สีออกคล้ำ ดูไม่น่ากินด้วยซ้ำ” คือข้อมูลตอนหนึ่ง จากคุณกฤช เหลือลมัย และเขา ยังบอกไว้ด้วยว่า “ผมค้นไม่พบวิธีทำผัดพริกใบกะเพราในตำรากับข้าวเก่าๆ เลยนะครับ เห็นก็แต่ที่ อ
แจกวิธีทำ ‘ปลากระป๋องโฮมเมด’ สูตรนี้ เนื้อนิ่ม หอม อร่อย ทุกคนคงเคยกินปลากระป๋องนะครับ ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศกระป๋องเป็นอาหารยามยากของคนไทยมาเนิ่นนาน แล้วก็มีจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อ แม้เดี๋ยวนี้จะเริ่มมีปลาทูน่ากระป๋องในน้ำแร่ น้ำมัน น้ำเกลือ ปรุงเป็นราดพริกบ้าง ผัดกะเพราบ้างให้เลือก แต่ “ปลากระป๋อง” ก็ยังเป็นหนึ่งในดวงใจ ที่เราจะเปิดกินกับข้าวสวยราดน้ำปลาพริก หรือเอามายำ ทอด ป่น แกงส้ม ต้มยำ หรือผัดกะเพราปลากระป๋องได้อร่อยอยู่เสมอ อีกทั้งปลากระป๋องทั้งหมดถูกทำมาให้ก้างเปื่อยนุ่มจนเคี้ยวกินได้ทั้งตัว เลยเป็นสำรับอาหารแคลเซียมที่สำคัญของคนไทยปัจจุบันด้วย แต่ส่วนใหญ่ โรงงานปลากระป๋องเขาจะใช้ปลาซาร์ดีน (Sardine) มาทำ เนื้อมันค่อนข้างแข็ง และไม่มีรสชาติอะไรนัก ที่เลือกใช้ปลาทู (Mackerel) นั้นมีน้อย และก็ทำไมไม่รู้ครับ เนื้อไม่ค่อยอร่อย อาจเพราะไม่ได้ใช้ปลาทูหลังสั้น (Short – bodied Mackerel) แบบ “ปลาทูแม่กลอง” ที่มีชื่อเสียงของเมืองสมุทรสงครามมาทำกระมัง ดังนั้น หากว่าวันไหนเราไปจ่ายตลาด แล้วโชคดีมีปลาทูหลังสั้นตัวเล็กๆ สดๆ มาขายละก็ ซื้อมาทำปลากระป๋องโฮมเมดกันดีกว่าครับ ถึงแม้ไม่ได้อยู่ใ
ความสนุกรื่นรมย์ของคนชอบเดินตลาดสดหลายๆ คน (รวมทั้งผมด้วย) อยู่ที่การได้พบว่า ตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางตลาดเช้าที่มีร้านรวงคับคั่ง อากาศเย็นสบาย ข้าวของที่สรรหามาขายมีทั้งที่เคยคุ้นและแปลกตา และเมื่อเอ่ยปากถามไถ่ ก็ได้รับคำอธิบายถึงที่มาที่ไป รวมทั้งวิธีทำกินอย่างละเอียดลออ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มของบรรดาพ่อค้าแม่ค้า ตลาดเช้าริมน้ำน่าน ในตัวอำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอย่างที่ว่านี้ครับ จากที่ไม่ได้แวะเวียนไปนาน เมื่อผ่านไปอีกครั้ง ก็พบว่ายังมีปลาน้ำจืดพันธุ์แปลกๆ สดๆ ให้เลือกซื้อหามากมายเช่นเดิม ทั้งปลาเนื้ออ่อน ปลาน้ำเงิน ปลาแดง ปลาเบี้ยว ปลากด ปลาหลด แถมคราวนี้ผมเห็นถุงใส่เนื้ออะไรสักอย่าง ที่ต้มสุกเสร็จสรรพแล้ววางขายในราคาถุงละสี่สิบบาท “หอยกาบจ้ะ นี่แกะเนื้อมาเรียบร้อยแล้ว เอาไปต้มก็ได้ ลาบก็ดี ผัดเผ็ดก็อร่อย” แม่ค้าว่าเสียงแจ๋วๆ ทีเดียว หอยกาบ (Clams) เป็นหอยน้ำจืดแบบสองเปลือกประกบ ตัวใหญ่ เนื้อมาก ชาวบ้านกินต้มจิ้มน้ำจิ้ม หรือแกะเนื้อไปผัดเผ็ดรสจัดๆ มันก็เหมือนหอยเนื้อแน่นชนิดอื่นๆ ที่คนชอบเอามาทำกับข้าวนั่นแหละครับ อย่างหอยหวาน หอยลาย หอยตลับ หอยขม หอยโข่ง เพียงแต่ถ้าไม่ใช่คนที่โตม
‘น้ำพริกมะกอก’ความชุ่มคอของเครื่องจิ้ม : โดย กฤช เหลือลมัย หนึ่งในลูกไม้ที่แข่งกันสุกให้คนกินตามฤดูกาลช่วงปลายปี ก็คือ“มะกอกป่า” (Spondias pinnata Kurz.) นะครับ เราอาจได้กินยอดอ่อนรสเปรี้ยวฝาดของมันจิ้มน้ำพริกจิ้มหลนมาตลอดทั้งปี หรือชาวบ้านภาคเหนือบางแห่งนิยมถากเปลือกต้นมาคั้นในลาบวัวควายดิบ เป็นสูตรเฉพาะของพื้นที่ แต่กว่าจะมีโอกาสลิ้มรสหอมหวานเจือฝาดเปรี้ยวเล็กน้อยของเนื้อมะกอกสุกที่แสนจะชุ่มชื่นคอได้ ก็ต้องล่วงมาช่วงหน้าหนาวนี่แหละครับ ลูกมะกอกสุกมีวางขายตามตลาดนัดทั่วไป โดยเฉพาะแผงผักลาว มันเป็นส่วนผสมที่ขาดไม่ได้ในครก “ตำลาว” นอกจากนี้ก็ยังอยู่ในน้ำปลาพริกขี้หนู ที่เมื่อไหร่ใส่มะกอกแล้วก็กินกับปลาย่างอร่อยที่สุด บางทีก็ไปอยู่ในต้มโคล้งปลาช่อนทั้งลูกเลยทีเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเปลือกมะกอกมีน้ำมันหอมระเหย และมีรสมีชาติเสริมเนื้อมะกอกในสำรับอาหารได้อย่างพอดิบพอดีมากๆ ถ้าถามว่าเหลือแต่เมล็ดกระมังที่กินไม่ได้ ก็ไม่เชิงอีกครับ คือถ้าเรากะเทาะเปลือกเมล็ดออก จะมีเนื้อแก่นเมล็ด รสมันอร่อย ยิ่งหากเป็นจำพวกมะกอกเกลื้อนหรือมะกัก ที่ร่วมสายพันธุ์กัน ยิ่งจะมีเนื้อเมล็ดมากขึ้นไปอีก ใ
สามสิบกว่าปีก่อน เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งอาศัยอยู่ในซอยเซ็นหลุยส์ 3 เขตบางรัก พระนคร ผมและเพื่อนๆ นักเรียนโบราณคดีคนอื่นๆ ก็เลยพลอยได้ไปเที่ยวเล่นนอนค้างที่นั่นบ่อยๆ ตอนเช้าๆ คุณแม่ของเขามักเดินจากบ้านไปตลาดบางรัก ซื้อขาหมูพะโล้อันเลื่องลือชื่อนั้นมาให้พวกเรากินกันอย่างอร่อยเสมอ ส่วนคุณพ่อเป็นทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้ซึ่งตัดสินใจสร้างครอบครัวกับสาวไทย ไม่กลับไปบ้านเกิดที่ดินแดนอาทิตย์อุทัยอีกเลยหลังสงครามสงบ ทีนี้ บ้านนี้ก็เลยมีกับข้าวกลิ่นอาย “ญี่ปุ่นๆ” อยู่หลายอย่าง ซึ่งถ้าเอาที่พวกเราเคยกิน แล้วชอบ เป็นซุปเนื้อวัวใส่มันฝรั่ง สีเข้มๆ รสเค็มอ่อนๆ หอมกลิ่นซีอิ๊วญี่ปุ่น กินตอนร้อนๆ กับข้าวสวยแค่อย่างเดียวก็อร่อยชะมัดแล้วล่ะครับ เครื่องปรุงหลักๆ ของซุปหม้อนี้คือ “โชยุ” ซีอิ๊วดำเค็มแบบญี่ปุ่น ซึ่งเดี๋ยวนี้มีขายทั่วไปตามซุปเปอร์มาร์เก็ต มันมีกลิ่นหอมไปอีกแบบหนึ่ง ต่างจากซีอิ๊วจีน และเท่าที่รู้ สูตรดั้งเดิมของก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัดดงมูลเหล็กอันโด่งดังนั้น มาจากคนญี่ปุ่น ซึ่งปรุงน้ำซอสโชยุในซุปก๋วยเตี๋ยวของเขาจนได้รสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ นอกจากนี้ ร้านข้าวต้มดังย่านถนนราชดำเนินกลาง กรุง
มะขามอ่อนฝักเล็กๆ เริ่มปรากฏตัวตามตลาดสดมาพักใหญ่แล้วนะครับ คนไทยและผู้คนในอุษาคเนย์กินมะขาม (tamarind) หรือ “หมากขาม” กันมานาน มันเป็นพืชที่ใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน เราคงไม่ต้องสาธยายความอร่อยของยอดอ่อน ฝักอ่อน ฝักกลางอ่อนกลางแก่ (คาบหมู) มะขามเปียก มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ไม่ต้องพูดถึงเม็ดอ่อนที่เด็กชอบกินเล่น เม็ดแก่ที่เอาไปคั่วกิน หรือผสมชงกาแฟแบบท้องถิ่น และเนื้อไม้ที่ใช้ทำเขียงคุณภาพดีได้อีก แน่นอนว่าสำรับมะขามๆ ที่เราคุ้นชิน ก็คือแกงส้มพื้นบ้านแบบภาคกลาง ที่เปรี้ยวด้วยน้ำคั้นมะขามเปียก ยังมีสูตรต้มโคล้งที่ใช้น้ำต้มฝักกลางอ่อนกลางแก่ ได้น้ำสีเขียวอ่อนข้นๆ ที่ให้รสเปรี้ยวโปร่งชื่นใจ ไหนจะยำใบมะขามอ่อน และน้ำพริกมะขามสด-มะขามเปียก ทั้งแบบผัดและไม่ผัดน้ำมัน เรียกว่ามากมายนับไม่ถ้วนทีเดียว น้ำพริกมะขามสดทำง่ายๆ ด้วยการเอาฝักมะขามอ่อนที่หาได้มากในช่วงนี้มาล้าง ขัดคราบผิวแดงๆ ออกบ้าง เอาลงตำในครก ใส่เกลือเล็กน้อย ด้วยวิธีนี้ สีมันจะไม่ดำครับ ตักออกใส่ถ้วยพักไว้ก่อน ทีนี้ก็ตำหอมแดง พริกขี้หนู กระเทียม กะปิ น้ำตาลปี๊บให้ค่อนข้างละเอียด ตามด้วยมะขามที่ตำไว้แล้วลงไปคลุก ชิมรสเปรี้ยวนำ เผ็ดเค็
