การตั้งราคา
“คนซื้อไม่บ่น คนบ่นไม่ซื้อ” “ถ้าแพง แปลว่าเราไม่ใช่ target” การตัดจบด้วยประโยคเหล่านี้กำลังทำให้ร้านที่ราคา overpriced กลายเป็นเรื่องปกติ และคนที่ซื้อไม่ได้ถูกทิ้งให้ตกขบวน? คุณได้สังเกตหรือไม่ว่า มัตจะแก้วหนึ่งในมือตอนนี้ ราคาแก้วละ 3-4 ร้อยบาท กาแฟกับโดนัทที่ไว้ทานคู่มื้อเช้าอีกเกิน 2-3 ร้อย แต่ค่าแรงขั้นต่ำของคนไทยอยู่ที่ราว 350 บาท นั่นแปลว่าทำงานทั้งวันซื้อได้แค่มัตจะแก้วเดียว แล้วคนที่ไม่สามารถเข้าถึงสินค้าในกระแสตามราคานี้ได้ คือคนที่จะถูกมองว่าไม่อินเทรนด์ ล้าหลัง หรือแม้แต่ใครที่กล้าตั้งคำถามกับ ‘ราคา’ ก็จะถูกผลักให้เป็นคนชายขอบ ที่ไม่มีกำลังซื้อสินค้าระดับพรีเมียมเช่นนี้ Overpriced ในเชิงเศรษฐศาสตร์ คืออะไร ในทางเศรษฐศาสตร์ คำว่า “Overpriced” หมายถึง สินค้าที่ตั้งราคาสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงหรือสูงกว่าที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่เต็มใจจะจ่ายเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ (Perceived Value และ Willingness to Pay) ซึ่งอาจเกิดจากอำนาจทางการตลาด การสร้างภาพลักษณ์ หรือการปั่นกระแสมากกว่าคุณค่าที่แท้จริงของสินค้าเอง เศรษฐศาสตร์ไม่ได้มีสูตรตายตัวว่าสินค้าชิ้นไหนแพงเกินจริง เพราะรา
เรียนรู้ 7 เทคนิค ตั้งราคาขายสินค้า ให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ ราคาขายของสินค้า นับเป็นปัจจัยสำคัญหลัก ที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อสินค้าเลยทีเดียว ผนวกกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน การจะจับจ่ายใช้สอยแต่ละอย่าง ก็ทำเอาลูกค้ารวมถึงผู้ประกอบการเองต้องคิดหน้าคิดหลังกันให้ดีเลยทีเดียว เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงนำเทคนิคการตั้งราคาขายจาก สสว. มาฝากผู้ประกอบการให้นำไปปรับใช้และต่อยอดเข้ากับสินค้าของตน โดยมีอยู่ด้วยกัน 7 เทคนิค ที่นิยมใช้กัน ได้แก่ 1. ตั้งราคาให้ง่ายต่อการคำนวณ : เป็นการตั้งราคากลมๆ ให้คิดง่ายๆ เช่น 20 บาท 40 บาท หรือ 50 บาท เป็นต้น เรียกว่าเป็นการตั้งราคาที่ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย สามารถคิดคำนวณได้ง่ายๆ หากซื้อในปริมาณมากๆ นั่นเอง 2. การตั้งราคาลงท้ายด้วย 9 : เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มักเห็นกันบ่อยๆ อาทิ 29 บาท 49 บาท ซึ่งวิธีนี้มีเรื่องของจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องเล็กน้อย การตั้งราคาลงท้ายด้วยเลข 9 จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า ราคาสินค้าชิ้นนั้นมีราคาไม่แพง เปรียบง่ายๆ หากสินค้าแบบเดียวกัน 2 ชิ้น ตั้งราคาที่ 100 บาท และ 99 บาท ลูกค้าจะรู้สึกว่า ชิ้นที่ตั้งราคาหลักร้อย (100 บาท) นั้นแ
ในการเริ่มต้นตั้งราคา เราควรมีความชัดเจนก่อนว่า “กลุ่มลูกค้าหลัก” ของเรา คือใคร ถ้าเราชัดเจนกลุ่มลูกค้าหลักว่าเป็นใคร เราก็เทความสนใจไปยังคนกลุ่มนี้ ว่าราคาที่ตั้งพวกเขารู้สึกถูกแพงอย่างไร แล้วปรับให้เหมาะสมกับพวกเขา ส่วนลูกค้ากลุ่มอื่นที่บอกว่าแพงเกิน ถูกเกิน ก็รับฟังไว้ได้ เพียงแต่ไม่ต้องตื่นเต้นตาม เมื่อเราตัดสินใจเลือกลูกค้าเป้าหมายของเราแล้ว ชัดเจนแน่แล้ว ว่าจะคบกับคนกลุ่มนี้แน่นอน ก็ควรทำการศึกษาว่าในเชิงอารมณ์ พวกเขาต้องการอะไร เพราะนั่นจะนำมาซึ่งการสร้าง “คุณค่า” ทำสินค้าหน้าตาบ้านๆ ให้กลายเป็นของแพงขึ้นมาได้ ถ้าจะแบ่งความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพของสินค้ากับราคา ในมุมมองของลูกค้า อาจแบ่งได้ดังนี้ ลูกค้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับสินค้าดี แต่ราคาต้องถูก คนพวกนี้เป็นพวกโลกสวย คิดว่าของดีด้วย ถูกด้วย มีจริงในโลก ลูกค้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพสินค้าเป็นหลัก แต่ราคาไม่เกี่ยง พวกนี้น่าคบหน่อย เพราะเข้าใจโลก รู้ว่าของยิ่งดี ราคายิ่งแพง แต่กว่าจะซื้อได้ ตรวจแล้วตรวจอีก ดูจนสินค้าแทบสึก ลูกค้ากลุ่มที่ให้ความสำคัญกับราคา ไม่สนใจว่าคุณภาพสินค้าจะเป็นอย่างไร ขอราคาถูกเข้าไว้ จะว่าเป็นพวกงกได
