ธนินท์ เจียรวนนท์
“เจ้าสัวซีพี” แนะ เจอวิกฤตมืดที่สุดอย่าท้อ เอาชีวิตรอดก่อน แสงสว่างจะมาเอง คุณธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส เครือเจริญโภคภัณฑ์ มหาเศรษฐีอันดับที่ 1 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ กล่าวตอนหนึ่งบนเวที เปิดตัวหนังสือ “ความสำเร็จ ดีใจได้วันเดียว” ซึ่งจัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน ว่า ตนเห็นโอกาสของเซเว่นฯ แต่ไม่เห็นโอกาสของอาลีบาบา เพราะมันไม่มีตัวตน มองไม่เห็น เป็นภาพเล่าเฉยๆ ตนยังเป็นคนล้าสมัย ต้องเห็นของจริงก่อน ถ้าตอนนั้นไปลงทุนกับเขา ได้กำไรหลายร้อยเท่า แต่ยังไม่กล้า เพราะมองไม่ชัด คิดไม่ออกว่า จะสำเร็จได้ยังไง เพราะไม่มีทางเดิน แต่เขาเชื่อมั่นของเขา เขาเห็นว่าภูเขาเป็นทอง แต่เรามองไปคือต้นไม้ ดิน และหิน เหมือนกับเซเว่นฯ ตนเห็นแล้วทำสำเร็จที่สหรัฐอเมริกาเลยมาศึกษาที่ไทย เห็นชัดว่าสำเร็จ เชื่อว่าทำได้แน่นอน ตนรู้จักสองพี่น้อง เจ้าของเซเว่นฯ ไปพูดตรงๆ กับเขาว่าสนใจ อยากมาลงทุนที่ไทย เชิญมาที่ไทยเลย ดูงานเสร็จ ก่อนกลับเขาเตือนว่าอย่าทำเลย ทำไม่ได้หรอก รายได้น้อยกว่าสหรัฐอเมริกาตั้ง 10 กว่าเท่า ไม่คุ้มที่จะลงทุน กำลังซื้อไม่พอ 1 คนเขามาซื้อ เท่ากับไทยต้องมาซื้อ 15
เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดเผยว่า ซีพีจะลงทุนหลายแสนล้านบาท สร้างโครงการเมืองใหม่ที่แปดริ้ว บนพื้นที่ 10,000 ไร่ มีคอนเซปต์เป็น smart city มีการวางผังเมืองและระบบสาธารณูปโภคครบถ้วน รวมทั้งบริการอื่นๆของเมืองให้รวมอยู่จุดเดียว เช่น โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า เหตุที่เลือกฉะเชิงเทราเป็นสถานที่แรก ก็เพื่อเป็นโครงการทดลองในการเชื่อมต่อกับอีอีซี และอยู่ไม่ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยจะมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าในระบบรางเชื่อมต่อเข้ามายังสถานีมักกะสัน ให้เดินทางจากเมืองให้เข้ามาถึงกรุงเทพภายใน 20 นาที รถไฟจะออกทุก 1 หรือ 2 นาที ในเมืองจะใช้ระบบ zero waste หรือการรีไซเคิลขยะให้เป็นศูนย์ เช่น การรีไซเคิล การผลิตไฟฟ้า การแปรรูป ถนนในเมืองจะทำเป็น 3 ชั้น ชั้นบนที่อยู่บนพื้นเป็นสวนสาธารณะ ชั้นกลางเป็นถนน/ทางรถไฟ ชั้นล่างสุดเป็นส่วนของการบริการ เช่น ขยะ ท่อน้ำเสีย ท่อบริการของระบบไฟฟ้า-ประปา นายธนินท์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ศูนย์การค้าใหญ่จะอยู่กลางเมือง ให้รวมเอาไว้ที่เดียว เพราะแนวคิดเมืองใหม่คือรถจะต้องไม่ติด
อุปนิสัย 7 ประการของ “ธนินท์ เจียรวนนท์” เชื่อกันว่ามี “DNA” แห่งความสำเร็จที่ฝังอยู่ในผู้ประสบความสำเร็จในชีวิต หน้าที่ การงาน และส่วนตัว ซี่งหากเราสามารถ “ถอดรหัส” ออกมาและปฏิบัติตามเยี่ยงอย่างได้ เราก็จะสามารถมีผลสำเร็จได้เช่นกัน DNA ที่ว่านี้ หาใช่ยีน หรือ รหัสพันธุกรรม ที่ติดตัวกันมาแต่กำเนิดแต่อย่างใด แต่คืออุปนิสัย ใจคอ ทัศนคติ ค่านิยม (Values) ที่คนๆนั้นเชื่อและยึดถือ ดังเช่นที่สะท้อนอยู่ในหนังสือ “7อุปนิสัย สำหรับผู้ทรงประสิทธิผลยิ่ง” (7 Habits of Highly Effective People) ของ สตีเฟน โควีย์ ที่ได้รับการตีพิมพ์และปฏิบัติตามจากคนหลายล้านคนทั่วโลก สำหรับตัวอย่างในประเทศไทยนั้น หากเราจะลองถอดรหัสความสำเร็จของ ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ ผู้ได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสาร ฟอร์ปส จากสหรัฐอเมริกา ให้เป็นผู้มีความมั่งคั่งมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของไทย จะพบว่ามีอุปนิสัยอย่างน้อย 7 ประการของเขาที่อาจจะไม่ตรงกับของ สตีเฟน โควีย์ เสียทีเดียว แต่บุคคลทั่วไปอาจจะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อประสบความสำเร็จได้ด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของคนไทยและเอเชีย ดังต่อไปนี้ 1.ความ
ทุนนิยมในยุคนี้จำเป็นต้องมี “หัวใจ” ถ้าหากต้องการที่จะอยู่อย่างสง่าผ่าเผย ยาวนาน และยั่งยืน แต่การมี “หัวใจ” นั้น คงไม่ได้หมายเพียงแค่การทำ ซีเอสอาร์ หรือการบริจาคข้าวของ เงินทอง เพราะหากจะทำอะไรให้ยั่งยืน สิ่งที่ทำนั้นจะต้องยึดหลักตามสุภาษิตที่ได้ยกมาข้างบน คือไม่ได้ให้เปล่าในแบบที่ผู้รับจะต้องรอเป็นผู้รับอยู่ตลอดไป เพราะ”ปลา” หนึ่งตัวอาจจะช่วยประทังหิวไปได้เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว แต่หากเป็นการให้ความรู้ หรือสอน “วิธีการตกปลา” ผู้รับก็จะไม่ต้องมาแบมือรอขอปลา แต่สามารถลุกออกไปจับปลาด้วยตัวเอง และจะไม่มีวันหิวอีกต่อไป หนึ่งในนักธุรกิจไทยที่มองภาพนี้ออกได้อย่างเฉียบขาดและแหลมคมคือ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ เจ้าของทฤษฎี “สามประโยชน์” ธนินท์กล่าวว่า “สามประโยชน์” ในความหมายของเขาคือ การทำกิจการได้ก็ตาม จะต้องเกิดประโยชน์ต่อทั้งสามฝ่าย ได้แก่ ประเทศ และประชาชนของประเทศนั้นๆก่อน แล้วประโยชน์ของบริษัทจึงตามมาทีหลัง โครงการเลี้ยงไก่ไข่ 3 ล้านตัวที่ เมืองผิงกู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นหนึ่งในตัวอย่างของ โครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ยึดอยู่บนหลักสามประโยชน์ โดยซีพี
