ข่าววันนี้

“ถ้าท่านให้ปลาใครหนึ่งตัว เขามีกินแค่หนึ่งวัน สอนเขาจับปลา…. เขามีกินตลอดชีวิต” (สุภาษิตจีน)

ทุนนิยมในยุคนี้จำเป็นต้องมี “หัวใจ”  ถ้าหากต้องการที่จะอยู่อย่างสง่าผ่าเผย ยาวนาน และยั่งยืน

แต่การมี “หัวใจ” นั้น คงไม่ได้หมายเพียงแค่การทำ ซีเอสอาร์ หรือการบริจาคข้าวของ เงินทอง  เพราะหากจะทำอะไรให้ยั่งยืน สิ่งที่ทำนั้นจะต้องยึดหลักตามสุภาษิตที่ได้ยกมาข้างบน  คือไม่ได้ให้เปล่าในแบบที่ผู้รับจะต้องรอเป็นผู้รับอยู่ตลอดไป  เพราะ”ปลา” หนึ่งตัวอาจจะช่วยประทังหิวไปได้เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว

แต่หากเป็นการให้ความรู้ หรือสอน “วิธีการตกปลา” ผู้รับก็จะไม่ต้องมาแบมือรอขอปลา แต่สามารถลุกออกไปจับปลาด้วยตัวเอง และจะไม่มีวันหิวอีกต่อไป

หนึ่งในนักธุรกิจไทยที่มองภาพนี้ออกได้อย่างเฉียบขาดและแหลมคมคือ นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสเครือเจริญโภคภัณฑ์ เจ้าของทฤษฎี “สามประโยชน์”

ธนินท์กล่าวว่า “สามประโยชน์” ในความหมายของเขาคือ การทำกิจการได้ก็ตาม จะต้องเกิดประโยชน์ต่อทั้งสามฝ่าย ได้แก่ ประเทศ และประชาชนของประเทศนั้นๆก่อน แล้วประโยชน์ของบริษัทจึงตามมาทีหลัง

โครงการเลี้ยงไก่ไข่ 3 ล้านตัวที่ เมืองผิงกู่ สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นหนึ่งในตัวอย่างของ โครงการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ยึดอยู่บนหลักสามประโยชน์  โดยซีพีเป็นผู้นำเอาโนว์ฮาวการบริหาร จัดการ และเทคโนโลยีเข้าไปให้ พร้อมกับการเข้าไปรับความเสี่ยงแทนเกษตรกร ผู้ที่จะได้มีงานทำ รับรายได้ประจำสม่ำเสมอ รวมทั้งเงินปันผลจากกิจการนี้  ซึ่งซีพีเป็นผู้จ่ายค่าเช่าที่ดินให้ทั้งหมดตกเป็นเงินประมาณปีละ 375 ล้านบาทให้แก่เกษตร ซึ่งยังสามารถทำมาหารายได้จากการงานอื่นๆตามความถนัดของแต่ละบุคคล

จากงบโครงการลงทุนทั้งหมด  750 ล้านหยวน (ประมาณ 3,750 ล้านบาท)  ที่เอาไปใช้ในการสร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ โรงงานอาหารสัตว์ โรงแปรรูปไข่ และโรงงานผลิตปุ๋ยจากขี้ไก่  ซึ่งยังถูกนำเอาไปใช้ในสวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ๆ นอกจากนี้ไก่ที่มีอายุมากและไม่สามารถออกไข่ได้อีก จะถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหาร และส่งชิ้นส่วนที่เหลือไปเป็นอาหารจระเข้ ซึ่งฟาร์มจระเข้นี้สามารถสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับโครงการอีกด้วย

เรียกว่าครบวงจรและยั่งยืนตั้งแต่วงจรการผลิต เพราะใช้ประโยชน์จากทุกสิ่งอย่างหมดจด ไม่ให้มีเหลือทิ้งให้เป็นความสิ้นเปลืองหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน

โดยผลผลิตหลักคือไข่ไก่จำนวน 2.4 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งซีพีเป็นผู้รับผิดชอบขายให้ทั้งหมด

จุดที่น่าสนใจคือโมเดลการลงทุนที่ยึดหลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโครงการนี้ ที่ธนาคารเป็นผู้ให้กู้ 70%  ของงบประมาณการลงทุนทั้งหมด และในส่วนที่เหลือ 30% ที่เป็นส่วนทุนที่ทางซีพีและรัฐบาลจีนเข้ามาช่วยรับภาระฝ่ายละเท่าๆกัน  โดยเกษตรกรจะนำค่าเช่าที่ได้รับมาจ่ายคืนเงินต้นให้กับธนาคาร  และรัฐบาลจ่ายค่าดอกเบี้ยให้แทนเกษตร ซึ่งเงินในส่วนนี้รัฐไม่ต้องไปหามาเพิ่มจากที่ไหน  เพราะที่ผ่านมารัฐบาลจีนจะต้องจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับครอบครัวยากจนครอบครัวละ 200  หยวนต่อเดือนอยู่แล้ว ซึ่งด้วยโครงการนี้แทนที่ภาครัฐจะเอาเงินไปให้เปล่าๆ ก็เอามาใส่ลงในโครงการนี้แทน ซึ่งคาดว่าภายใน 10 ปี เกษตรกรในเขตผิงกู่ก็จะสามารถจ่ายคืนเงินต้นได้ทั้งหมด และเข้ามาเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด  ในขณะเดียวกันก็ได้เรียนรู้วิธีการทำธุรกิจจากซีพีและสานต่อกิจการนี้ต่อไปได้

จากผลสำเร็จของโครงการนี้ทำให้หลายๆมณฑลในจีนแสดงความสนใจอยากให้ซีพีเข้าไปโครงการในรูปแบบเดียวกับเขตผิงกู่   ในขณะที่รัฐบาลจีนก็แฮปปี้ที่ชาวผิงกู่สามารถมีรายได้และยืนอยู่บนลำแข้งของตัวเองได้ โดยไม่ต้องมาพึ่งพาเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่า แต่ไม่เกิดความยั่งยืนจากภาครัฐอีกต่อไป

“สามประโยชน์” ของนายธนินท์ จึงได้ความยั่งยืน และ “ได้ใจ” จากทุกๆฝ่าย อย่างนี้เอง

Related Posts

ที่ปรึกษา รมช.เกษตรฯ ธีระชัย เปิดงาน “หม่อนไหมสัญจร ครั้งที่ 3”
คนทากันแดดหน้า แต่ไม่ค่อยทาตัว? 'HER HYNESS' เห็นช่องว่างตลาด ส่งครีมกันแดดผิวกาย เจาะตลาดมูลค่าหลายพันล้าน
NUTS, YES! อ่านว่า “นัทส์ เยส” แบรนด์นมถั่วน้องใหม่ ชื่อปั่น รู้ไหมทำไมต้องตั้งชื่อกำกวม
Tinder เผย 85% คนโสดไทยรู้สึกเหงา แต่ยังเปิดใจสร้างความสัมพันธ์ใหม่ๆ และเชื่อว่าจะได้เจอ “คนที่ใช่”
แบรนด์โยเกิร์ตเกิดใหม่เพียบ “Yoguruto” เลยมองหาตลาดใหม่ เปิดตัว “Nuts, Yes!” (นัทส์เยส) ขยายพอร์ตสู่เครื่องดื่มนมถั่ว
รู้จัก 7 สินค้าชุมชนไทย ของดีที่มีเรื่องราวของผู้คนซ่อนอยู่เบื้องหลัง