บึงกาฬ
พินิจ นำทีมชุมนุมสหกรณ์สวนยางบึงกาฬชี้แจงสื่อ ถึงปัญหาความล่าช้าในการก่อสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา มูลค่ากว่า 193 ล้านบาท ว่าเกิดจากความบกพร่องของระบบราชการ ไม่ใช่ประเด็นปัญหาทุจริต วันที่ 11 ก.ย. 2563 นายพินิจ จารุสมบัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาวัฒนธรรมไทย-จีนและส่งเสริมความสัมพันธ์ นำทีมคณะกรรมการชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จำกัด ประกอบด้วย นายแน่น จำปาศรี ประธานชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จำกัด นายเกษตร สิทธิไกรพงษ์ ที่ปรึกษา และนายชูศักดิ์ สุทธิศรี ผู้จัดการโรงงานแปรรูปหมอนและที่นอนยางพารา รวมทั้งนายนิพนธ์ คนขยัน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ (อบจ.บึงกาฬ) ตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหาความล่าช้าในการก่อสร้างโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ของจังหวัดบึงกาฬ คณะกรรมการชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จำกัด ร่วมกันให้ข้อมูลว่า ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยาง จังหวัดบึงกาฬ จำกัด ถูกจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบริหารจัดการเกี่ยวกับยางพาราให้เกิดประสิทธิภาพทุกมิติ ที่ผ่านมา เกษตรกรขายยางก้อนถ้วยในราคาต่ำ เพราะไม่มีการวัดค่าเปอร์เซ็
“ปลาร้า-ปลาส้ม-เสื่อทอ” อาชีพเสริมของชาวบึงกาฬ รายได้ดี มีออร์เดอร์ทั่วประเทศ จังหวัดบึงกาฬ อยู่เหนือสุดแดนอีสาน เป็นจังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปลูกยางพารา ทำไร่ทำนา และทำประมงน้ำจืด วันนี้ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” มีโอกาสได้เดินทางมาที่ชุมชนท่องเที่ยว หมู่บ้านท่าลี่ ตำบลโซ่พิสัย ซึ่งเป็นหนึ่งในชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จังหวัดบึงกาฬ บ้านท่าลี่ มีอีกชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันว่า บ้านหลี่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสงคราม แม่น้ำสายสำคัญของภาคอีสาน อีกทั้งโดยรอบหมู่บ้านมีหินลักษณะเป็นช่องลอดของน้ำ ที่เรียกกันว่า หลี่ นอกจากจะเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านแล้ว ความสวยงามของธรรมชาติโดยรอบ ยังเป็นแหล่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมหมู่บ้านด้วย อาชีพหลักของชาวบ้านที่หมู่บ้านท่าลี่ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ค้าขาย ทำประมง และทำสวนยาง เมื่อว่างจากการทำอาชีพหลักจึงรวมตัวกันทอผ้า สาดเสื่อกก สานยอ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในชุมชน เนื่องจากชุมชนอยู่ติดกับแม่น้ำ ผลิตภัณฑ์เด่นของหมู่บ้านท่าลี่ จึงเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากปลา อย่าง ปลาร้าปลาส้ม และเสื่อกก
ลุงป้าช่างตัดผม เล่านาที “ถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1” นั่งลุ้นกันตัวโก่ง พระทักให้ซื้อเลขเด็ด วันที่ 2 มิ.ย. ที่ร้านตัดผม “บุญบาร์เบอร์” หลังตลาดสดเทศบาลศรีวิไล จ.บึงกาฬ ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบ นายบุญถิน วงศ์ขาว อายุ 67 ปี และ นางแพง นาสะฤทธิ์ อายุ 58 ปี สองสามีภรรยาช่างตัดผม หลังจากที่ถูกรางวัลที่ 1 สลากกินแบ่งรัฐบาลงวดที่ 22 ชุดที่ 25 ประจำวันที่ 1 มิ.ย. 2562 เลข 516461 จำนวน 1 ใบ ได้รับเงินรางวัล 6 ล้านบาท จึงเดินทางไปพบ พ.ต.ท.กุศล วังสะพันธ์ สว.(สอบสวน) สภ.ศรีวิไล เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เมื่อเย็นวานนี้ นางแพง กล่าวว่า ตนไปดูดวงกับพระอาจารย์ที่เคารพนับถือท่านหนึ่ง โดยพระอาจารย์บอกกับตนว่า จะหมดทุกข์หมดโศกแล้ว จากที่เคยลำบากมานาน พระท่านยังบอกให้ตนไปหาซื้อลอตเตอรี่ลงท้ายด้วยเลข 61 เอาไว้ จึงได้มาซื้อลอตเตอรี่กับพ่อค้าขาประจำที่ปั่นจักรยานมาขายในตลาดสดศรีวิไล ได้มา 1 ใบไว้ลุ้นโชค ก่อนหวยออกได้หยิบลอตเตอรี่ออกมาดูและพูดกับสามีว่าเลขใบนี้สวยดูเข้ากันดี ส่วนน้องฟ้าหลานสาวที่เลี้ยงอยู่ด้วย มาบอกว่ายายน้องฟ้าไม่มีเงินค่าเทอมที่จะต้องจ่ายในวันอังคารนี้แล้ว ตนจึงพูดปลอบใจหลานไปว่า ย
งดงามไม่ซ้ำใคร “ผ้าขาวม้าดารา” หมักโคลนนาคี ย้อมสีธรรมชาติ ขายดีสวนกระแสเศรษฐกิจ ไป บึงกาฬ ครั้งนี้ ไม่พลาดแวะ กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ 2 บ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง เมื่อไปถึง คุณสมพร แสงกองมี อายุ 60 ปี ทายาทรุ่น 2 ออกมาต้อนรับอย่างดี พร้อมเริ่มบทสนทนาถึงที่มาของผ้าขาวม้าดารานาคีให้ฟังว่า ผ้าขาวม้าเป็นกิจการตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดย คุณพ่อไล และ คุณแม่แว่น คำพุทธา เริ่มทำตั้งแต่ปี 2542 ล้มลุกคลุกคลานกับเพื่อนจัดตั้งกลุ่ม 12 คน ผลิตผ้าขาวม้าลายตารางดั้งเดิม กระทั่งปี 2560 คุณพ่อไลและคุณแม่แว่นวางมือ เธอกับสามี (คุณดารา แสงกองมี และลูกสาว คุณแยม-สุพัตรา แสงกองมี อายุ 23 ปี ทายาทรุ่น 3) เข้ามาสานต่อกิจการ ยกระดับและพัฒนาเป็นผ้าขาวม้าหมักโคลนธรรมชาติที่รู้จักในนาม “ผ้าขาวม้าดารานาคี” จากเคมีสู่ธรรมชาติ “หลังรับมรดก แม่นำผ้าขาวม้าไปขายตามงานแสดงสินค้า มองไปทางไหนเหมือนกันหมด เลยคิดว่าต้องเปลี่ยน ต้องฉีกแนวหาเอกลักษณ์ให้ตัวเอง หาสิ่งที่ชุมชนมีซึ่งก็คือธรรมชาติ” คุณสมพรในวัย 60 ปี เริ่มศึกษาวิชาจากคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านที่มีภูมิปัญญาชาวบ้านดั้ง
หากใครนึกอยากชม “ทะเลบัวแดง” คงนึกถึงบึงบัวแดงที่หนองหานกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี เป็นแน่แท้ หากแต่จังหวัดใกล้เคียงอย่าง บึงกาฬ จังหวัดเหนือสุดแดนอีสาน ก็มีทะเลบัวแดงให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเยี่ยมชมเช่นกัน เป้าหมายวันนี้ คือการไปดู “ทะเลบัวแดง” ที่อำเภอบึงโขงหลง จึงออกเดินทางจากโรงแรมในตัวเมืองกันแต่เช้ามืด ขับรถมุ่งหน้าเข้าสู่ บ้านคำสมบูรณ์ เพื่อไปขึ้นเรือที่ท่าเรือบ้านคำสมบูรณ์ ซึ่งที่หมู่บ้านนี้ เป็นหนึ่งในชุมชนท่องเที่ยวนวัติวิถีของจังหวัดบึงกาฬ ที่ท่าเรือจะมีบริการเรือนำเที่ยวทะเลบัวแดงโดยชาวบ้าน คิดค่าโดยสารลำละ 1200 บาท สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 30 คน ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือสู่ทะเลบัวแดงประมาณ 40 นาที บัวแดงที่อำเภอบึงโขงหลง เป็นบัวแดงที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อีกทั้งมีนกหลากสายพันธุ์ ทางกรมอุทยานฯ สำรวจพบว่ามีสัตว์ในระบบนิเวศน์ทั้งหมด 130 ชนิด เช่น นกอพยพจากไซบีเรีย กุ้ง และปลา ที่มีมากถึง 80 ชนิด อีกทั้งที่บึงโขงหลงนี้ มีพื้นที่ที่เป็นหาดทรายขาวประมาณ 3 ไร่ ระดับความลึกอยู่ที่ 1 เมตร สามารถลงเล่นน้ำในบริเวณได้ด้วย ชาวบ้านบอกว่า หากจะมาดูบัวแดง ควรม
หากเอ่ยถึง “บึงกาฬ” นอกจากยางพาราพืชเศรษฐกิจเลื่องชื่อแล้ว จังหวัดนี้ยังมีอะไรดีๆ อีกมากที่เรายังไม่รู้ ในฤดูท่องเที่ยวนี้ลองหาเวลามาสัมผัสเสน่ห์สักครั้งจะรู้เลยว่า…จังหวัดที่ 77 เหนือสุดแดนอีสานไทยแห่งนี้มีดีกว่าที่คิด เพราะมากด้วยแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และวิถีชีวิตชุมชนจากชาวบ้านท้องถิ่นที่มีแต่รอยยิ้มพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก ห่างจากตัวเมืองจังหวัดบึงกาฬราว 45 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางไม่นานถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ บ้านสุขสาคร อำเภอพรเจริญ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2510 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในหมู่บ้านวัตวิถี มีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจคือ ทุ่งบัวแดงหนองเลิง ซึ่งดอกบัวแดงจะบานเป็นสีชมพูเข้มสุดลูกหูลูกตาในฤดูท่องเที่ยวช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ของทุกปี ยามว่างของชาวบ้านสุขสาครนอกจากทำไร่นา ประมงน้ำจืด ตามวิถีชีวิตแล้ว ยังรวมกลุ่มต่อยอดไอเดียนำดอกบัวแดง ที่นอกจากจะมีความสวยงามและมากด้วยสรรพคุณแล้ว มาแปรรูปเป็น ชาดอกบัว และสบู่ดอกบัว สร้างรายได้เข้าชุมชนอีกด้วย คุณสกาวเดือน วงศ์วิจิตร อายุ 49 ปี เจ้าหน้าที่ประสานงานสมาชิกกลุ่มแม่บ้านสุขสาคร คุณสกาวเดือน วงศ์วิจิ
เป็นที่คุ้นตากันดีสำหรับผ้าผืนบางลายตารางที่เรียกกันว่า “ผ้าขาวม้า” มีมาแต่สมัยโบราณ ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ชายเสียมากกว่า ในแต่ละพื้นที่ของไทยมีการทำผ้าขาวม้ากันแพร่หลายรวมถึง จังหวัดบึงกาฬ เหนือสุดแดนอีสานที่นอกจากจะมียางพาราแล้ว ก็ผ้าขาวม้านี่แหละสินค้าขึ้นชื่อ ไป บึงกาฬ ครั้งนี้ ไม่พลาดแวะ กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านสะง้อ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 91 หมู่ 2 บ้านสะง้อ ตำบลหอคำ อำเภอเมือง เมื่อไปถึง คุณสมพร แสงกองมี อายุ 60 ปี ทายาทรุ่น 2 ออกมาต้อนรับอย่างดี พร้อมเริ่มบทสนทนาถึงที่มาของผ้าขาวม้าดารานาคีให้ฟังว่า ผ้าขาวม้าเป็นกิจการตกทอดจากรุ่นสู่รุ่นโดย คุณพ่อไล และ คุณแม่แว่น คำพุทธา เริ่มทำตั้งแต่ปี 2542 ล้มลุกคลุกคลานกับเพื่อนจัดตั้งกลุ่ม 12 คน ผลิตผ้าขาวม้าลายตารางดั้งเดิม กระทั่งปี 2560 คุณพ่อไลและคุณแม่แว่นวางมือ เธอกับสามี (คุณดารา แสงกองมี และลูกสาว คุณแยม-สุพัตรา แสงกองมี อายุ 23 ปี ทายาทรุ่น 3) เข้ามาสานต่อกิจการ ยกระดับและพัฒนาเป็นผ้าขาวม้าหมักโคลนธรรมชาติที่รู้จักในนาม “ผ้าขาวม้าดารานาคี” จากเคมีสู่ธรรมชาติ “หลังรับมรดก แม่นำผ้าขาวม้าไปขายตามงานแสดงสินค้า มองไปทางไหนเหมือน
หนาวนี้ห้ามพลาด แวะ “บึงกาฬ” ชมหินสามวาฬ-น้ำตกถ้ำพระ-บัวริมบึง ในปี 2560 ข้อมูลจาก “สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดบึงกาฬ” รายงานว่า มีนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติหลั่งไหลสู่จังหวัดบึงกาฬมากถึง 586,251 คน เป็นข้อมูลยืนยันได้ว่าจังหวัดบึงกาฬ ณ ขณะนี้คือหนึ่งในเดสติเนชั่นสำคัญที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ คุณบำเพ็ญพร สุริยกมล ผู้อำนวยการสำนักงานท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดบึงกาฬ เผยว่า เสน่ห์ของบึงกาฬยังคงเป็นธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ รองลงมาคือวัฒนธรรมที่เด่นชัด “บึงกาฬเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมีอากาศเย็นสบายตลอดปี เพราะห่างจากเวียดนามเพียง 220 กิโลเมตร สถานที่ท่องเที่ยวดาวเด่นตอนนี้คือ หินสามวาฬ น้ำตกถ้ำพระ วัดอาฮงศิลาวาส พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต บัวริมบึงหนองเลิง เป็นต้น” โดยหินสามวาฬ ลักษณะเป็นก้อนหิน 3 อันวางเรียงกันอยู่คล้ายปลาวาฬ เป็นจุดชมหมอกสวยงาม น้ำตกถ้ำพระขนาดใหญ่ 3 ชั้น สถานที่อันซีนต้องนั่งเรือเข้าไปประมาณ 200 เมตร วัดอาฮงศิลาวาส มีความมหัศจรรย์คือสะดือแม่น้ำโขงที่ลึกที่สุด พิพิธภัณฑ์ชุมชนมีชีวิต เรียนรู้วิถีชีวิตชาวอีสานผ่านศิลปะเรือนไทยอีสานมีอายุกว่า 60 ปี
ดัน“อีคอมเมิร์ซ” ช่วยต่อยอด เพิ่มรายได้เอสเอ็มอีบึงกาฬ นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามตามธรรมชาติของจังหวัด อย่าง หินสามวาฬ น้ำตกถ้ำพระ บัวริมบึง และภูทอก ที่เป็นแหล่งดึงดูดให้นักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม ทำให้เศรษฐกิจการท่องเที่ยวโตขึ้น สร้างรายได้ให้จังหวัดบึงกาฬแล้ว สินค้าชุมชน หรือ สินค้าโอท็อปต่างๆ ก็เป็นแหล่งทำเงิน สร้างอาชีพให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนชาวนาได้อีกทางหนึ่ง หากแต่เป็นที่รู้จักแพร่หลายและโดดเด่นไม่มากเท่าใดนัก คุณกุสุมาลย์ พงษ์สิทธิถาวร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดบึงกาฬ เผยว่า บทบาทของนายกเหล่ากาชาดในการส่งเสริมและพัฒนาจังหวัดบึงกาฬ จะเป็นการช่วยเหลือในเรื่องของการช่วยเหลือและบรรเทาทุกข์ให้ชาวบึงกาฬ อาทิ การให้ความรู้ มอบสิ่งของ และดูแลสุขอนามัยของชาวบ้าน แต่อีกหน้าที่หนึ่ง คือ การเป็นประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดบึงกาฬ สามารถให้ความช่วยเหลือ แนะนำ สนับสนุนธุรกิจของชาวบ้านได้อย่างเต็มที่มากกว่า ทางคุณกุสุมาลย์เอง ได้ทำหน้าที่ตรงนี้โดยการเข้าไปให้คำแนะนำโดยตรง ด้วยการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ และสร้างความหลากหลายให้กับสินค้าของชาวบ้าน ให้แปลกใหม่ มีความแตกต่างและทันสมัยมา
หอการค้า วาดอนาคต “บึงกาฬ” งบพันล้านผุดเมืองยางพารา กว่า 7 ปีที่จังหวัดบึงกาฬก่อตั้งขึ้นพร้อมกับการพัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยภาพรวมของจังหวัดบึงกาฬ ณ ขณะนี้ คือศูนย์กลางการปลูกยางพารามากที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บนพื้นที่ 1,200,000 ไร่ มีเกษตรกรยึดอาชีพนี้ราว 50,000 ครอบครัว หรือ 200,000 คน ซึ่งเป็นครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรในจังหวัด ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลจาก คุณเจตน์ เกตุจำนงค์ ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ คนที่ 4 นับแต่ก่อตั้งจังหวัด ผู้มีวิสัยทัศน์กว้างไกล คิดแผนพัฒนาบึงกาฬอย่างเต็มรูปแบบ ตั้งแต่การสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราให้ต่อสู้กับปัญหายางพาราที่ปรับลดลง รวมทั้งแผนโครงสร้างพื้นฐานครอบคลุมทั้งระบบอากาศไปจนถึงระบบราง โดยพร้อมผลักดันให้แผนทั้งหมดเกิดขึ้นจริงในอนาคต ประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ เผยถึงแผนการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราว่า การพัฒนาเริ่มตั้งแต่แผนก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราครบวงจร และโรงงานทำน้ำยางข้น รวมทั้งหมด 5 แห่ง ผลิตหมอน ที่นอน ยางแผ่นรมควัน ผลิตยางลูกขุน ฯลฯ ภายใต้งบประมาณ 243 ล้านบาท ตั้งอยู่ในอำเภอเซกา ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในมีนาคม 2562 โครงการต่อมา คื
