ปลาทู
สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน! สาวบัญชี ลาออกจากงานประจำ หยิบก้างปลาไร้ค่า ต่อยอดทำ “ปลาทูแท่งอบกรอบ” “อย่ารอให้ถึงวันที่พร้อม ถ้าวันนี้มีไอเดียแล้วอยากทำธุรกิจให้เริ่มเลย เพราะว่าถ้ารอวันที่พร้อม อาจจะไม่มีวันที่พร้อมก็ได้” ใครจะไปคิดว่าก้างปลาที่ดูเหมือนไม่มีมูลค่า แต่กลับสามารถเอามาทำเป็นของทานเล่นสร้างมูลค่าได้หลักล้าน อีกทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์อาหารทางเลือกที่มีคุณค่าทางโภชนาการมากมาย วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปรู้จักกับ คุณยุ้ย-วัชรี ปัญญาสะ อายุ 32 ปี เจ้าของธุรกิจปลาทูแท่งอบกรอบโกเล อดีตสาวบัญชี ทายาทกิจการลูกชิ้นปลา ที่ชีวิตพลิกผันต้องลาออกจากงานประจำ กลับมาบ้านเกิดเพื่อสานต่อธุรกิจครอบครัว แต่แล้วก็เจอกับวิกฤตหนักหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาด้านสุขภาพของคุณพ่อ ที่ไม่สบายต้องพักรักษาตัว อีกทั้งปัญหาที่คนทั่วโลกพบเจอ นั่นคือ โควิด-19 ทำให้เธอนั้นต้องรับมือกับอุปสรรคเหล่านี้ จากก้างปลาไร้ค่า สู่ธุรกิจเงินล้าน เริ่มแรกที่บ้านคุณยุ้ยทำธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตลูกชิ้นปลา แต่เวลาทำลูกชิ้นนั้น จะใช้แต่เนื้อปลา ส่วนของ หัว หาง ก้าง ไม่ได้ใช้ จึงต้องทิ้งทั้งหมด ซึ่งมันก็จะกลายเป็น
น่าชื่นชม! ด.ช.วัย 10 ขวบ ใช้เวลาว่าง ช่วยพ่อแม่ขายปลาทู จนมีเงินเก็บเป็นของตัวเอง เป็นเรื่องราวน่าชื่นชม เมื่อเด็กอายุ 10 ขวบ ใช้เวลาว่างจากการเรียน ช่วงปิดเทอม และวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ช่วยพ่อแม่ขายของเป็นประจำด้วยความขยันขันแข็ง จนมีเงินเก็บเกือบ 30,000 บาท สามารถนำเงินนั้นไปซื้อของต่างๆ ที่อยากได้โดยไม่ต้องรบกวนเงินของพ่อแม่ แถมยังเป็นการแบ่งเบาภาระงานของพ่อแม่ได้ดีอีกด้วย โดยหนุ่มน้อย คนนี้ ชื่อว่า น้องกัปตัน – ด.ช.ชลกร ชาญชัยวัฒน์ อายุ 10 ขวบ มี คุณพ่อของน้องชื่อ คุณต๋อง-เสถียร ชาญชัยวัฒน์ วัย 48 ปี เล่าให้ฟังว่า เป็นอาชีพดั้งเดิมของครอบครัวทำอยู่ทางภาคใต้มาก่อน ภายหลังได้ภรรยาทางเหนือเลยย้ายมาทำที่จังหวัดแพร่ได้ราวๆ 12 ปีแล้ว นอกจากขายปลาทูแล้ว ยังมีธุรกิจอื่นๆ คือ ทำไส้กรอก และลูกชิ้น เป็นดีลเลอร์หาสินค้าส่งขายไปยังต่างประเทศด้วย รวมทั้งนำเข้าอาหารทะเลแห้ง เช่น หมึกแห้ง กุ้งแห้ง ส่วนน้องชลกรนั้น เข้ามาช่วยงานตั้งแต่ 7 ขวบ “น้องเข้ามาช่วยงานเพราะเห็นแม่และน้าทำงานหนักช่วงเดือนตุลาคม ถึงธันวาคม ปลาทูจะขายดีมาก เลยอยากแบ่งเบาภาระ ช่วงนั้นมีเวลาว่างจึงมาช่วยทำ ทำแล้วชอบ จากนั้
พันธุ์ไทยใกล้สูญ! แม่ค้าเผย ทุกวันนี้มีแต่ “ปลาทูอินเดีย” ต้นทุนแพง แต่ขายได้เรื่อยๆ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 มิ.ย. ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่สำรวจ ร้านจำหน่ายปลาทูในตลาดมณีพิมาน ย่านเตาปูน หลังมีข่าวว่า สมาคมประมงไทย คาดการณ์ว่า ปลาทูไทยกำลังสูญพันธุ์ใน 5 ปีข้างหน้า เจ้าของร้าน นาว ปลาทูนึ่ง ให้สัมภาษณ์กับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า ตนประกอบอาชีพขายปลาทูมาได้ 10 ปีแล้ว พอจะได้ยินข่าวเรื่องปลาทูไทยจะสูญพันธ์ุอยู่เหมือนกัน ในตลาดที่เห็นปลาทูตัวใหญ่ๆ ในเข่ง กิโลละ 5-6 ตัวนั้น เป็นปลาทูอินเดียแทบทั้งสิ้น “ปลาทูไทย ตัวจะเล็ก เนื้อหวาน ตอนนี้แทบหาไม่มีแล้ว เพราะตัวมันเล็กกว่าเดิม นำมาขายก็ไม่คุ้ม คนไม่ซื้อ ในตลาดที่เห็นตัวใหญ่ๆ เนื้อแน่นๆ นั่นปลาทูอินเดีย เนื้อก็หวานเหมือนกัน แต่ราคาแพง เพราะเราก็ไปรับมาจากตลาดใหญ่ กล่องละพันกว่าตัว กิโลละ 115-120 บาทแล้ว ไหนจะหมูผักก็ขึ้นราคา ของมันก็ขึ้นตามๆ กันไป ไม่งั้นก็อยู่กันไม่ได้ ปลาทูของที่ร้านก็เป็นปลาทูอินเดีย ขายตามขนาดตั้งแต่เข่งละ 35-60 บาท ลูกค้าก็มาซื้อกันปกติ ที่ขายดีๆ ก็เป็นปลาทูราคา 45 กับ 50 บาท เพราะตัวไม่ใหญ่
หากเอ่ยถึงปลาทู…ชื่อแรกที่คนนึกถึงคงเป็นปลาทูแม่กลองที่มีฉายาว่า หน้างอคอหัก ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาทำตลาดมากขึ้น อย่างปลาทูเองก็มีฉายาใหม่ว่า ‘หน้าเริ่ดเชิดหยิ่ง’ ตีตลาดภายใต้แบรนด์ Delish Inspirer คุณโอ๊ต-กิตติวุฒิ แสงสุขเอี่ยม อายุ 40 ปี เป็นทายาทรุ่น 2 ของนางสิริอร แสงสุขเอี่ยม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาบริษัท ศิริคุณ ซีฟูดส์ จำกัด ที่ทำธุรกิจค้าปลีกอาหารทะเลมายาวนานกว่า 43 ปี เล่าให้ฟังว่า ปลาทูหน้าเริ่ดเชิดหยิ่ง เป็นสินค้าตัวใหม่ที่เปิดตัวภายใต้แบรนด์ Delish Inspirer (เดลิช อินสไปเรอร์) ซึ่งเป็นแบรนด์ลูกของ บริษัท ศิริคุณ ซีฟูดส์ จำกัด โดยแบรนด์ดังกล่าวเปิดตัวได้ 3 เดือน เน้นเจาะตลาดไฮเอนด์ โดยที่มาของชื่อปลาทูหน้าเริ่ดเชิดหยิ่งนั้น ได้มาจากความชอบ เพราะเป็นชื่อที่ฟังแล้วน่าสนใจ ปลาทูแม่กลองคือหน้างอคอหัก ของเดลิชขอทำสวนทาง คือปลาทูหน้าเริ่ดเชิดหยิ่งแทน ด้วยมาตรฐาน และคุณภาพในการผลิต รวมทั้งประสบการณ์ค้าปลีกกว่า 43 ปี และคนนึ่งปลาทูที่มีประสบการณ์อีก 40 ปี จึงทำให้ปลาทูของแบรนด์ได้รับเครื่องหมายฮาลาล และเครื่องหมาย อย. ได้ไม่ยาก “มาตร
ในฐานะที่เป็นคนรุ่นใหม่ จึงอยากช่วยเหลือผู้ประกอบการกลุ่มนี้ โดยจะการันตีคุณภาพด้วยแบรนด์ อาทิตยาปลาทูนึ่งก้างนิ่ม แน่นอนว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักปลาทูแม่กลอง ของดีจังหวัดสมุทรสงคราม ด้วยเอกลักษณ์ที่โดดเด่น หน้างอ คอหัก รสชาติมัน อร่อย จนทำให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง อีกทั้งปลาทูยังเป็นอาหารที่คนไทยนิยมบริโภคเป็นอย่างมาก แม้ขณะนี้จะมีปลาทูจากต่างประเทศเข้ามาบุกตลาดเมืองไทยจำนวนมาก ทั้ง อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม อินเดีย เมียนมา หรือเยเมน แต่ปลาทูแม่กลองก็ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก ขณะเดียวกันก็มีหลายคนพยายามที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่สินค้ารูปแบบต่างๆ เช่น เบอร์เกอร์ปลาทู เป็นต้น เช่นเดียวกับ “อาทิตยา อมาตยกุล” เจ้าของแบรนด์อาทิตยาปลาทูนึ่งก้างนิ่ม ภายหลังจากเรียนจบด้านบัญชีและเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการเป็นเลขานุการในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ได้หันมาทำธุรกิจส่วนตัวตามความสนใจที่มีอยู่ก่อนแล้ว ประกอบกับพื้นเพเป็นคนแม่กลอง จึงคิดที่จะนำของดี หรือของขึ้นชื่อจังหวัดสมุทรสงครามมาต่อยอดเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยมีไอเดียว่าจะต้องมีความแตกต่างจากร้านค้าที่มีอยู่เดิมๆ จนกระทั่งได้คิดค้นและพัฒนาการผล
หากย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน หลายคนมองว่า ปลาทู เป็นอาหารสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่มาในวันนี้ ปลาทู กลายเป็นสินค้าราคาแพง และมีผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลก่อเกิดรายได้ต่อผู้อยู่บนเส้นทางสายนี้ ทำเงินดี กว่าเงินเดือน ก่อร่างสร้างแบรนด์ กว่า 40 ปีแล้วที่ครอบครัวของ คุณอริยาวรรณ์ พงษ์จารุคุปต์ หรือ คุณหน่อย ประกอบอาชีพค้าขายปลาทูนึ่งเลี้ยงชีพ แต่ด้วยภาวะการแข่งขัน กอปรกับคนรุ่นใหม่ไม่สนใจสานต่อธุรกิจ ทำให้ผู้ผลิตปลาทูล้มหายตายจากลงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าคุณหน่อยกลับเห็นถึงโอกาสว่าอาชีพนี้มีความยั่งยืนอย่างแน่นอน โดยสังเกตจากจำนวนผู้บริโภคปลาทูนับวันจะสูงขึ้น ครอบคลุมทุกช่วงวัย แต่หากจะให้ยอดขายดีได้นั้น หัวใจสำคัญคือต้องสร้าง “แบรนด์” “ปัจจุบัน หาคนเข้ามาสานต่ออาชีพค้าขายปลาทูค่อนข้างยาก ทั้งๆ ที่เป็นอาชีพทำเงินได้ดีกว่างานในออฟฟิศ ดิฉันเองจึงคิดว่า เราน่าจะเข้ามาสานต่อ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตปลาทูส่วนใหญ่ คือคนรุ่นเก่า ทำตลาดไม่เป็น จึงติดอยู่กับการค้าขายรูปแบบเดิมๆ ยอดขายเริ่มตกลง เราจึงคิดว่าถ้าอย่างนั้น มาสร้างแบรนด์ดีกว่า” คุณหน่อย เล่าเท้าความถึงเหตุที่ใช้แบรนด์ “บ้านปลาทู” เพราะพ่อก
นับถอยไปในสมัยอดีต หากเอ่ยถึง ปลาทู เป็นที่รู้กันว่า เป็นอาหารของคนจน หาทานง่ายในราคาถูก เมนูปลาทูจึงถูกนำมาปรุงรสได้หลากหลายรายการ แต่มาในวันนี้ ปลาทู กลับกลายเป็นสินค้าราคาสูง จะให้เรียกว่าเป็นอาหารของคนจนดังเช่นแต่ก่อนคงไม่ได้แล้ว ที่เห็นเมนูเด่นๆ นอกจากนำมาทอดเคียงคู่น้ำพริกกะปิ ก็จะมี ปลาทูต้มเค็ม ปลาทูซาเตี๊ยสูตรโบราณ ที่ยังมีผู้นำมาทำจำหน่ายให้ได้ลิ้มรสกันอยู่ ชูเมนูโบราณ ทำกินสู่ทำขาย อีกหนึ่งเมนูโบราณที่เส้นทางเศรษฐี ได้มีโอกาสไปลิ้มรสจนต้องขอกล่าวถึง ซึ่งก็เชื่อว่า แม้แต่ชื่อก็คงมีผู้รู้จักน้อยราย “ปลาทูอบสับปะรด” เมนูที่ใช้ส่วนผสมไม่มาก แต่จะให้อร่อยบอกได้ว่า ไม่ง่ายเลย ดังนั้น ผู้มีฝีมือปรุงรส จึงต้องเป็นคนชำนิชำนาญ ในวันนี้ เมนูปลาทูอบสับปะรด กลับมาอีกครั้ง และกลับมาขยายฐานการรับรู้สู่ผู้บริโภคมากขึ้น กับรูปแบบง่ายๆ เพียงแค่ฉีกซอง เจ้าของความคิดและเจ้าของสูตรคนขยัน คือสองแม่ลูก นามว่า คุณเฉลิมศรี และ คุณประภัสสร รังสิโรจน กับแบรนด์ “Mother Chef” ชื่อก็บอกให้รู้อยู่แล้วว่า สูตรการปรุงนี้มิใช่ฝีมือใครอื่นนอกจาก แม่ ดังนั้น จึงขอให้คุณเฉลิมศรีเล่าถึงที่มาให้ฟัง “แต่ก่อนเป็
หากย้อนไปเมื่อหลายสิบปีก่อน หลายคนมองว่า ปลาทู เป็นอาหารสำหรับผู้มีรายได้น้อย แต่มาในวันนี้ ปลาทู กลายเป็นสินค้าราคาแพง และมีผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลก่อเกิดรายได้ต่อผู้อยู่บนเส้นทางสายนี้ ทำเงินดี กว่าเงินเดือน ก่อร่างสร้างแบรนด์ กว่า 40 ปีแล้วที่ครอบครัวของ คุณอริยาวรรณ์ พงษ์จารุคุปต์ หรือ คุณหน่อย ประกอบอาชีพค้าขายปลาทูนึ่งเลี้ยงชีพ แต่ด้วยภาวะการแข่งขัน กอปรกับคนรุ่นใหม่ไม่สนใจสานต่อธุรกิจ ทำให้ผู้ผลิตปลาทูล้มหายตายจากลงไปเป็นจำนวนมาก แต่ทว่าคุณหน่อยกลับเห็นถึงโอกาสว่าอาชีพนี้มีความยั่งยืนอย่างแน่นอน โดยสังเกตจากจำนวนผู้บริโภคปลาทูนับวันจะสูงขึ้น ครอบคลุมทุกช่วงวัย แต่หากจะให้ยอดขายดีได้นั้น หัวใจสำคัญคือต้องสร้าง “แบรนด์” “ปัจจุบัน หาคนเข้ามาสานต่ออาชีพค้าขายปลาทูค่อนข้างยาก ทั้งๆ ที่เป็นอาชีพทำเงินได้ดีกว่างานในออฟฟิศ ดิฉันเองจึงคิดว่า เราน่าจะเข้ามาสานต่อ ซึ่งที่ผ่านมาผู้ผลิตปลาทูส่วนใหญ่ คือคนรุ่นเก่า ทำตลาดไม่เป็น จึงติดอยู่กับการค้าขายรูปแบบเดิมๆ ยอดขายเริ่มตกลง เราจึงคิดว่าถ้าอย่างนั้น มาสร้างแบรนด์ดีกว่า” คุณหน่อย เล่าเท้าความถึงเหตุที่ใช้แบรนด์ “บ้านปลาทู” เพราะพ่อก
