ผู้ประกอบการรายย่อย
ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) ประสบความสำเร็จอย่างงดงามกับการจัดงาน “ไทยเครดิต เฟสติวัล 2569 : กินดี มีเครดิต” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรก ระหว่างวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2569 ณ เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า โดยการจัดงานในครั้งนี้ ธนาคารได้เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ด้านการเงิน การสร้างอาชีพ และการพัฒนาตนเองเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย คนรุ่นใหม่ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ผ่านกิจกรรมเวทีเสวนา เวิร์กช็อป และการสร้างแรงบันดาลใจจากผู้เชี่ยวชาญและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ยิ่งไปกว่านั้น ภายในงานยังได้ร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนและสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการยกทัพร้านอาหารยอดนิยมจากกลุ่มลูกค้าของธนาคารและร้านค้าชื่อดังรวมกว่าหลายสิบร้านค้า มาร่วมสร้างสีสันและความคึกคักตลอดการจัดงานทั้งสองวัน นายวิญญู ไชยวรรณ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต กล่าวว่า “การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญและเป็นก้าวแรกแห่งความตั้งใจของธนาคาร โดยในอนาคตเรามีเป้าหมายที่จะยกระดับการจัดงานให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งธนาคารยังคงยึดมั่นในพันธกิจหลัก
ผู้ประกอบการรายย่อย แห่สั่งสินค้าออนไลน์ ธุรกิจค้าส่งต้องปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล กระแสการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้ประกอบการรายย่อยพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ Makro Pro ขึ้นแท่นเป็นแพลตฟอร์ม Grocery E-Commerce อันดับ 1 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับล่าสุดของ Euromonitor International ผู้นำด้านการวิเคราะห์ข้อมูลและการวิจัยตลาดระดับโลก โดยรายงานระบุว่า Makro Pro มีส่วนแบ่งตลาดยอดขายในปี 2567 ที่ 39.5% ในขณะที่ Lotus’s SMART App มีส่วนแบ่งตลาดยอดขายตามมาเป็นอันดับสอง ที่ 19.5% จากตลาด Grocery e-Commerce ของประเทศไทยซึ่งมีมูลค่า 64,000 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CP AXTRA ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งค้าปลีก “แม็คโคร-โลตัส” ที่ปรับเกมธุรกิจในยุคดิจิทัลสามารถพัฒนาทั้ง 2 แพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน ‘Makro PRO’ แพลตฟอร์ม B2B e-Commerce ที่ได้เปิดตัวแอปพลิเคชันเมื่อปี 2566 สามารถเติบโตอย่างก้าวกระโดดภายใน 2 ปี พลิกโฉมอุตสาหกรรมค้าส่งออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าปลีกและผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพสูงได้อย่างสะดวกผ่านระบบดิจิท
วิกฤตโควิด-19 ดันยอดคนอยากเปิดร้านบนแกร็บฟู้ดพุ่ง 3 เท่าตัว หรือราว 2,000 ร้านค้าต่อวัน ล่าสุด! แกร็บ ใจดีลดค่าคอมฯให้ พร้อมอำนวยความสะดวกสามารถเปิดร้านบนแอพได้ใน 7 วัน ทั้งกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด พร้อมเปิดรับสมัครงานเพิ่ม 35,000 อัตรา แกร็บ ผู้นำซูเปอร์แอพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมส่งต่อกำลังใจและเดินหน้าสู้ไปพร้อมกับคนไทยเพื่อฝ่าวิกฤตโควิด-19 ผ่านโครงการ “แกร็บแคร์” (GrabCares) #เราจะผ่านมันไปด้วยกัน เพื่อประกาศมาตรการในการรับมือ รวมถึงแนวทางในการบรรเทาความเดือดร้อนและให้ความช่วยเหลือกับ 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ 1. พาร์ตเนอร์ร้านอาหาร 2. หน่วยงานราชการและบุคลากรทางการแพทย์ 3. พาร์ตเนอร์คนขับ-จัดส่งอาหาร 4. ผู้ใช้บริการ ด้วยการปรับลดค่าคอมมิสชั่นสำหรับพาร์ตเนอร์ร้านอาหารสูงสุดจาก 35% เป็น 30% รวมถึงเร่งขั้นตอนการเปิดร้านบนแกร็บฟู้ดให้ได้ภายใน 7-10 วัน พร้อมเปิดรับพาร์ตเนอร์จัดส่งอาหาร-พัสดุกว่า 64,000 อัตรา และเปิดให้พาร์ตเนอร์คนขับให้บริการจัดส่งอาหารด้วยรถยนต์ได้ นอกจากนี้ ยังตอกย้ำมาตรการรักษาความสะอาดเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคและสนับสนุนหน่วยงานด้านสาธารณสุข
เมื่อวันที่ 5 ก.ย. ณ ห้องวิภาวดีบอลรูม C โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว คุณประภัสรา เนาวบุตร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสาขา บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) กล่าวตอนหนึ่งในงานสัมมนา “ทางเหลือ-ทางรอด SMEs ยุค 4.0” ซึ่งจัดโดย “เส้นทางเศรษฐี” นิตยสารรายเดือน เฟซบุ๊กแฟนเพจ และเว็บไซต์ เพื่อผู้ประกอบการขนาดกลาง และขนาดย่อม ว่า บสย. มีการค้ำประกันสินเชื่อตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อย ไปจนถึงรายใหญ่ โดยกลุ่มที่ ค้ำประกันให้มากที่สุดคือกลุ่มพ่อค้า แม่ค้า ที่เป็นรากฐานเศรษฐกิจสำคัญของไทย การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุนถือเป็นภารกิจที่ บสย. มีความมุ่งมั่น อย่างไรก็ตามจากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา ยังพบว่า มีกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่กู้ยืมนอกระบบ เพราะไม่มีความพร้อม ในปีนี้ภาครัฐได้อนุมัติ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs ทวีทรัพย์ เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ด้วยวงเงินสนับสนุน 150,000 ล้านบาท ฟรีค่าธรรมเนียมค้ำประกัน 1 ปี
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ผมมิสเตอร์ บสย. มาพบผู้อ่านอีกครั้งในฉบับนี้ ซึ่งอยู่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 แน่นอนว่ายังคงมีการช่วยเหลือจากภาครัฐ เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ขาดหลักประกัน หนึ่งในมาตรการสำคัญที่ยังคงขับเคลื่อนอยู่อย่างแข็งขันคือ การค้ำประกันสินเชื่อโดย บสย. ในวงเงินสูงสุด 2 แสนบาท ร่วมกับ 4 ธนาคาร คือ ธนาคารออมสิน ธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อย ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารทิสโก้ ซึ่งถึงขณะนี้ บสย.ยังคงมีวงเงินค้ำประกันสินเชื่อรายย่อยที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการได้อีกจำนวนมาก จากวงเงินรวมที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐบาลทั้งสิ้น 13,500 ล้านบาท สิ่งที่จะเกิดขึ้นอย่างเข้มข้นตลอดช่วง 2 เดือนสุดท้ายนี้ จะเห็น บสย. ผนึกธนาคารออมสิน ระดมทีมงานลงพื้นที่ตลาดนัด ตลาดสด ในพื้นที่ที่มีความต้องการสินเชื่อทั่วประเทศ ประชาสัมพันธ์สินเชื่อ “ประชาชนสุขใจ” และโครงการค้ำประกันสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อยระยะที่ 2 ของ บสย. ซึ่งต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 จากปีที่แล้วสามารถค้ำประกันผู้ประก
